[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

ร์ รื่ นี้ ป็ นึ่   '' นั ค่ น่ ดู ''  ถู ก ย ก ย่ อ ง ว่ า ย อ ด เ ยี่ ย ม

 

   
My Life to Live (1962)
 (บรรยายอังกฤษ)

ควรค่าน่าดูตรงที่ : เป็นผลงานหนังยาวเรื่องที่4ของJean-Luc Godard และร่วมงานกับนางเอก Anna Karina แตกต่างจากหนังนิวเวฟเรื่องอื่นด้วยการถ่ายภาพอย่างปราณีต

 
 

Director:Jean-Luc Godard Producer:Pierre Braunberger Written by:Jean-Luc Godard, Marcel Sacotte Music:Michel Legrand Cinematography:Raoul Coutard Edited:Jean-Luc Godard, Agnès Guillemot  Running time:85 minutes Country:France Language:French Genre:Drama   Subtitle:English  Starring: Anna Karina as Nana Kleinfrankenheim, Sady Rebbot as Raoul,
André S. Labarthe as Paul, Guylaine Schlumberger as Yvette (as G. Schlumberger), Gérard Hoffman as Le chef,
Monique Messine as Elisabeth, Paul Pavel as Journaliste, Dimitri Dineff as Dimitri, Peter Kassovitz as Le jeune homme,
Eric Schlumberger as Luigi (as E. Schlumberger), Brice Parain as Le philosophe, Henri Attal as Arthur (as Henri Atal),
Gilles Quéant as Premier client, Odile Geoffroy as La serveuse de café, Marcel Charton as L''agent de police
 

Storyline:

My Life to Live (French: Vivre sa vie : film en douze tableaux; To Live Her Life: A Film in Twelve Scenes) is a 1962 French drama film directed by Jean-Luc Godard. It was released as My Life to Live in North America and as It''s My Life in United Kingdom. The DVD releases use the original French title.

Plot
Nana (Anna Karina), a beautiful Parisian in her early twenties, leaves her husband and infant son hoping to become an actress. Without money, beyond what she earns as a shopgirl, and unable to enter acting, she elects to earn better money as a prostitute. Soon she has a pimp, Raoul, who after an unspecified period agrees to sell Nana to another pimp. During the exchange the pimps argue and in a gun battle Nana is killed. Nana''s short life on film is told in 12 brief episodes each preceded by a written resume. Godard introduces other idiosyncrasies to focus the viewer''s attention.

Style
In Vivre sa vie, Godard borrowed the aesthetics of the cinéma vérité approach to documentary film-making that was then becoming fashionable. However, this film differed from other films of the French New Wave by being photographed with a heavy Mitchell camera, as opposed to the light weight cameras used for earlier films. The cinematographer was Raoul Coutard, a frequent collaborator of Godard.


Special Features:
- New, restored high-definition digital transfer
- Audio commentary featuring film scholar Adrian Martin
- Video interview with film scholar Jean Narboni, conducted by historian Noël Simsolo (45:15)
- Television interview from 1962 with actress Anna Karina (11:05)
- Excerpts from a 1961 French television exposé on prostitution
- Stills gallery
- Director Jean-Luc Godard’s original theatrical trailer
- New and improved English subtitle translation


Trailer:


Review:
(บทความนี้ตัดมาจาก..http://filmsick.exteen.com/20080117/my-life-to-live-jean-luc-godard-1962 ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

MY LIFE TO LIVE ( JEAN -LUC GODARD/ 1962)

: ฉันไม่รู้ว่าฉันรับผิดชอบ ฉันรับผิดชอบ
by filmsick in see-it-and-die


NANA หันหลังให้กล้อง เธอกำลังบอกชายคนหนึ่งซึ่งอาจเป็นสามี หรือบางทีอาจเป็นแค่ชู้รัก ว่าเธอจะไม่อยู่กับเขาอีกแล้ว เธอถามถึงลูกแบบผ่านๆ และบอกเขาว่าอย่าเซ้าซี้ให้เธอกลับไปอยู่ด้วยให้เสียเวลา เธอจะต้องไปเป็นดาราให้จงได้ ก่อนจากกันเธอขอยืมเงิน สองพันฟรังค์ แต่เขาไม่มีให้ และนั่นคือฉากแรก จากหนังที่บอกเราตั้งแต่ต้นเรื่องว่าเป็น หนัง 12 ฉาก


ในเวลาต่อมาเราถึงรู้ว่า NANA ทำงานเป็นสาวร้านแผ่นเสียง เธอเบิกเงินล่วงหน้าจนเบิกอีกไม่ได้ ตากหน้าไปยืมเพื่อนคนไหนก็ไม่มีให้ยืม ค่าห้องก็ไม่มีจ่าย เจ้าขอห้องเช่าก็ไม่ยอมให้เข้าห้องถ้ายังไม่จ่ายเงินค่าเช่า แต่เธอก็ยังอ้อนหนุ่มคนหนึ่งให้เลี้ยงหนังเธอได้ ในโรงหนัง เธอผเชิญหน้ากับดวงตาอันเศร้าสร้อยชั่วนิรันดร์ของ โจนออฟอาร์ค กับหนังของ CARL DRYER เรื่อง THE PASSION OF JOAN OF ARC โจนออฟฟอาร์ค ถูกสั่งประหารชีวิต และNANAร้องให้ เธออาจคิดว่าเธอคือโจนออฟอาร์ค แต่เธอไม่ได้ต่อสู้เพื่อพระเจ้าอีกต่อไป เธอต่อสู้เพื่อการดำรงคงอยู่ของตัวเธอเอง จากนั้น พอหนังจบ เธอก็ไปขายตัว และกลายเป็นโสเภณีไปจริงๆ


ว่ากันว่าหาก A WOMAN IS A WOMAN คือภาคของความสุข และความสว่างไสว MY LIFE TO LIVE คือความระทมทุกข์และมืดทึม ในหนังเรื่องนี้ โกดาร์ดยังสนุกสนานอยู่กับกาบิดผัน เปลี่ยนแปลง ยั่วล้อ ขยายผล และล้อเล่นกับขนบดั้งเดิมของหนังรูปแบบต่างๆ หาก ขนบหนังเพลงถูกนำมาทำใหม่ ใน A WOMAN IS A WOMAN ขนบของหนังดราม่าสะเทือนอารมณ์(จำพวกชีวิตบัดซบ) ก็ถูกโกดาร์ด นำมายั่วล้อ ตีความใหม่ในหนังเรื่องนี้ หนังเล่าเรื่องของผู้หญิงที่กลายเป็น โสเภณี อาจจะเป็นเพราะชะตาชีวิตบีบคั้น ก่อนจะจบลงอย่างเศร้าสร้อย ตามขนบ แต่ระหว่างทางเขาบิดผัน ไขว้สลับ ตัดแปะ สร้างอารมณ์ร่วมและถีบหัวส่งคนดูอย่างแพรวพราว ด้วย เทคนิค ทางภาพยนตร์ ที่ต่อมาจะถูกนำมาวิเคราะห์แบบฉากต่อฉาก ตามโรงเรียนหนัง แต่เหนืออื่นใดยังมีความเป็น -หนังส่วนตัว - อย่างยิ่งด้วย

หนังเรื่อง A WOMAN IS A WOMAN นั้นถ่ายทำในช่วงที่ โกดาร์ด กับ อันนา คารินนา ยังคงหวานชื่น ในขณะที่ MY LIFE TO LIVE ถ่ายทำในช่วงที่ทั้งความสัมพันธ์ของทั้งคู่อยู่ในจุดวิกฤต ว่ากันว่าบทสนทนาบางส่วนใน MY LIFE TO LIVE คือสิ่งที่โกดาร์ดพูดกับ

รินนา จริงๆ หลังจากถ่ายหนังจบ ไม่นานเธอแท้งลูก และเกิดอาการจิตตก จนคิดฆ่าตัวตาย และ ต้องไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก่อนจะเลิกรากับโกดาร์ดไปในท้ายที่สุด


ดังนั้น ในทางหนึ่งหนังเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นในฐานะตัวแทนความสัมพันธ์ของโกดาร์ด และคารินนา ว่ากันว่า ภาพสะท้อนของ NANA กับผู้ชายรอบๆตัวเธอในเรื่อง คือภาพสะท้อนสถานะของ ศิลปิน(ผู้กำกับ) กับ นักแสดงของเขา หรือในอีกทางหนึ่งความสัมพันธ์ที่โกดาร์ด มอบให้ คารินนา ในฐานะโสภณี! ในหนังเรื่องนี้เราสามารถแตกตัวตนของโกดาร์ดออกมาได้เป็นผู้ชายสามคน (หรืออาจจะสี่) คนแรกคือช่างภาพที่เสนองานถ่าภาพให้กับ NANA ก่อนที่เธอจะไปขายตัว ในฐานะของช่างภาพที่สามารถผลักดันให้เธอเป็นดาราได้ (เธอไปนอนกับเขาเพื่อแลกกับการเป็นดารา) ต่อมา คือ RAOUL แมงดา ที่คอยดูแล และ หักรายได้ของเขาจากรายได้ของเธอ คนที่สามคือหนุ่มน้อยที่เธอพบในโรงแรมคนที่ซื้อบุหรี่ให้และกลายเป็นกิ๊กลับๆของเธอ เด็กหนุ่ที่อ่านออกเสียงส่วนหนึ่งของบทประพันธ์ของ

เอดการ์ อลัน โป ให้NANAฟัง ตอนที่ว่าความตายของหญิงสาวผู้เป็นคนรักของจิตรกร เขาวาดภาพเธอและดูดกินชีวิตจากเธอลงในภาพวาด เฉกเช่นที่ RAOUL ดูดกินชีวิตจาก NANA (ในฐานะของแมงดา) และศิลปินอย่างโกดาร์ด (ซึ่งมีทั้งสถานะช่างภาพ แมงดา และคนรัก) ดูดกินชีวิตของ คารินนา(ซึ่งมีสถานะเป็น นักแสดง เป็นโสเภณี ซึ่งทั้งสองสถานะล้วนทำหน้าที่เป็น -วัตถุ- โดยเฉพาะเมื่อวัตถุคาดฉลากสตรีเพศยิ่งกลายเป็น - วัตถุทางเพศ -ไปเสีย) มาใส่ไว้บนจอหนัง เสียจนหมดสิ้น และ นำไปสู่ความหมายของฉากสุดท้ายที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!

แต่ยังมีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เราอาจเปรียบเทียบเข้ากับโกดาร์ดได้ ชายผู้นั้นคือ นักปรัชญาที่NANAพบในร้านกาแฟ ซึ่งแทนโกดารดในฐานะของปัญญาชน ที่ออกมาทำหน้าที่อธิบายหลักใหญ่ใจความทั้งหมด ซึ่งที่แท้กินความตั้งแต่ชื่อหนังไปจนแก่นของเรื่อง คนที่อธิบายปรัชญาเกี่ยวกับคำพูด และความหมายของคำพูดที่มากกว่าการพูด เมื่อมนุษย์ต้อง -คิดเป็นคำพูด- การไม่พูดจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะการพูดทำให้มนุษย์มีชีวิต นั่นตรงกันกับฉากหนึ่งที่NANA รำพึงลอยๆกับเพื่อนสาวในบาร์ เธอบอกว่า ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันรับผิดชอบ ฉันสูบบุหรี่ ฉันรับผิดชอบ ฉันส่ายหัวฉันรับผิดชอบ ฉันไม่รู้ว่าฉันรับผิดชอบ ฉันรับผิดชอบ ข้อความนี้แสดงอาการใกล้เคียงกับปรัชญาวิธีคิดแบบ อัตถิภาวนิยม (existentialism) นั่นคือความเชื่อในการดำรงคงอยู่ของมนุษย์ เชื่อว่าโลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งซึ่งไร้สาระ และมนุษย์จำต้องรับผิดชอบตัวเอง มนุษย์จะสร้างคุณค่าได้จากการคิดและกระทำสิ่งต่างๆ และรับผิดชอบต่อผลที่กระทำลงไปด้วยตนเอง ดังนั้น MY LIFE TO LIVE จึงมีความหมายชัดแจ้งในแง่การดำรงคงอยู่และรับผิดชอบชีวิตของตนเอง ชีวิตฉัน ที่จะต้องดำรงคงอยู่ต่อไป !

หนังพยายามจะแสดงให้เห็นว่า NANA พยายามอย่างยิ่งที่จะตัดสินใจด้วย -เจตจำนงเสรี- ของเธอเอง การเป็นโสเภณีก็เป็นไปด้วยความต้องการของเธอเอง และเธอพร้อมจะรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาด้วยตนเอง แต่ในขณะเดียวกันหนังก็ย้อนกลับไปตั้งคำถามต่อ - เจตจำนงเสรี-ของ NANA อย่างน่าสนใจ เพราะในที่สุด เจตจำนงเสรีของเธอก็ผูกติดอยู่กับแมงดาอย่างราอูล หรือ เด็กหนุ่มที่เธอพบ หรือกระทั่งสิ่งซึ่งนักปรัชญาในร้านกาแฟบอกกับเธอ กระทั่งเจตจำนงเสรีก็ไม่ได้มีที่มาอย่างเสรี มันล้วนผูกติดกับบางสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งซึ่งมีนามว่า - ชะตากรรม-ก็เป็นได้

และหากเรามองว่าขนบหนังดราม่าจำพวกชีวิตบัดซบนั้นล้วนผูกติดอยู่กับ ชะตากรรม และความบังเอิญอย่างยิ่ง หากโกดาร์ดกลับจับเอาขนบหนังเหล่านี้ มาเพื่อเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับ อัตถิภาวนิยม ที่มุ่งมองไปยังเจตจำนงเสรีของมนุษย์ และผลลัพธ์ที่ได้คือความย้อนแย้งอันชวนขบคิดไม่รู้จบ เลยพ้นไปจากนั้น โกดาร์ดยังสร้างความย้อนแย้งผ่านทางวิธีการของหนัง เมื่อตัวหนังนั้นเลือกวิธีการถ่ายทำแบบกึ่งสารคดี ในแต่ละฉาก กล้องจะตั้งอยู่ตรงกลางห้อง และเคลื่อนไหวติดตามตัวละครด้วยการแพนไปมาประหนึ่งเป็นดวงตาของใครสักคนที่จ้องมอง ไปมา ราวกับว่านี่คือการติดตามชีวิตผู้คนจริงๆ หากแต่ในขณะเดียวกัน โกดาร์ดก็กระทำการย้อนแย้งด้วยการประกาศตั้งแต่ต้นเรื่องว่า นี่คือ -หนัง - 12 ฉาก จากนั้นจัดการตัดแบ่งฉากออกเป็นสิบสองส่วนย่อยๆ โดยแต่ละส่วนจะมีชื่อประกอบ บอกสถานที่หรือ อาจก้าวล่วงไปถึงการบรรยายสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในฉาก หรือกระทั่ง อธิบาย ความในที่ตัวละครกำลัง -จะ- คิดอยู่ และนั่นคือการถีบคนดูออกจากความสมจริงในหนัง และเตือนให้คนดูตระหนักถึง - ความเป็นหนัง -อยู่ตลอดเวลา ( ตามวิธีการที่แบรโทลด์ เบรคตช์ นักเขียนและนักการละครชาวเยอรมันเป็นผู้บุกเบิกวิธีการนี้)

และในหนังเรื่องนี้ ANNA KARINNA ยังคงเปล่งประกายเจิดจรัสในหนังของ โกดาร์ดเสมอ ในหนังเรื่องนี้ เธอมีทั้งฉากร้องให้ คุยปรัชญา ไปจนถึงเต้นรำอย่างรื่นเริง และเช่นเดียวกับ โกดาร์ด เขายังคงสนุกสนานกับการใส่ลูกเล่นยั่วล้อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ลงในหนัง ทั้ง ฉากของ โจน ออฟ อาร์ค ( ในฉากที่ NANA ดู โจนออฟอาร์คถูกตัดสินประหารชีวิตโดยเพศชาย ที่ไม่ยอมเชื่อว่าเธอทำไปเพราะคำสั่งของพระเจ้า แต่ยุคสมัยของ NANA เธอเองก็กลับตกต้องชะตาถูกพิพากษาโดยเพศขาย ที่ไม่ยอมเชื่อว่า เธอทำไปด้วยเจตจำนงเสรี) หรือภาพของ อลิซาเบธ เทย์เลอร์บนฝาผนัง

MY LIFE TO LIVE คืออีกหนึ่งในหนังมาสเตอร์พีซ ไม่ใช่เฉพาะ มาสเตอร์พีซของโกดาร์ด แต่เป็นมาสเตอร์พีซ ของโลกอีกด้วย


Awards: 

 

Venice Film Festival 1962

Won
Pasinetti Award
Competition
Jean-Luc Godard 
Won
Special Jury Prize
Jean-Luc Godard 
Nominated
Golden Lion
Jean-Luc Godard 
 
 

 

   


 


เข้าชม : 5466    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: BeautifulPicture: curious: NudeFilms: originEurope: classic: recommend: SubtitleEnglish: BlackAndWhite



หนัง classicเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ