[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

It Happened One Night (1934)

(บรรยายไทย)

 

กำกับ: Frank Capra
เขียนบท: Robert Riskin

บทประพันธ์: Samuel Hopkins Adams
นักแสดงClark Gable, Claudette Colbert
เวลา: 105 min
ประเทศ: USA
ภาษา: English

แนว: Comedy | Drama | Romance

Subtitle: English / Thai
 

It Happened One Night is a 1934 Screwball comedy directed by Frank Capra, in which a pampered socialite (Claudette Colbert) tries to get out from under her father''s thumb, and falls in love with a roguish reporter (Clark Gable). The plot was based on the story Night Bus by Samuel Hopkins Adams, which provided the shooting title. It Happened One Night was one of the last film romantic comedies created before the MPAA began enforcing the 1930 production code in 1934. The final title is an oddity, as the movie takes place over several nights and none is particularly key to the plot.
The film was the first to win all five major Academy Awards (Best Picture, Director, Actor, Actress, and Screenplay), a feat that would not be matched until One Flew Over the Cuckoo''s Nest (1975) and later by The Silence of the Lambs (1991). In 1993, It Happened One Night was selected for preservation in the United States National Film Registry by the Library of Congress as being "culturally, historically, or aesthetically significant".

It was remade as a 1956 musical comedy, You Can''t Run Away from It, starring Jack Lemmon and June Allyson.
   

It Happened One Night ต้นแบบหนังพ่อแง่แม่งอน  

เขียนโดย Alek_ฉลุยหิน   อังคาร, 24 มิถุนายน 2008

เมื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงภาพยนตร์รักประเภทโรแมนติคคอมเมอดี้สักเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์ที่ผมรู้สึกประทับใจไม่เคยลืม และมักผุดขึ้นมาก่อนเรื่องอื่นอยู่เสมอก็เห็นจะเป็นเรื่อง It Happened One Night(1934) งานคลาสสิคของแฟรงก์ คาปรา นี่แหละ ความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์เรื่องนี้มีมากมาย นับตั้งแต่ประวัติที่มาของการสร้าง รวมไปถึงความสำเร็จที่เหนือความคิดของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน แต่ที่เหนืออื่นใดก็คือ ความรู้สึกดีๆ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีให้กับผู้ชม ซึ่งไม่ว่าจะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานแค่ไหน และถึงแม้ดาราและผู้กำกับจะพากันล้มหายตายจากไปกันเกือบหมดแล้วก็ตาม แต่ความบันเทิงสนุกสนาน ความสดใส และรายละเอียดของสภาพสังคมอเมริกันในยุคสมัยนั้น ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ไม่เสื่อมคลายของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่อุดมไปด้วยฉากต้นแบบให้กับภาพยนตร์ในยุคหลังๆ ได้เดินตามรอยอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคาแรกเตอร์ที่ขัดแย้งกันของ 2 ดารานำ บทสนทนาที่โต้เถียงกันไปมาตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งดำเนินไปพร้อมกับสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นทุกขณะในแบบพ่อแง่แม่งอน ฉากกั้นแบ่งห้องนอนด้วยผ้าห่ม ฉากร้องเพลงระหว่างเดินทาง ที่แสดงภาพความมีชีวิตชีวาของชนชั้นล่างในสังคม ฉากโบกรถ หรือฉากเจ้าสาวที่วิ่งหนีออกจากงานแต่งงานในตอนท้าย เพื่อตามหาความปรารถนาของหัวใจ ล้วนแต่ยังคงปรากฏให้เห็นในหนังยุคหลังๆ เรื่อยมา

 

พล็อทเรื่องที่ง่ายๆ แต่โดนใจคนยุคนั้น(และทุกยุค) ซึ่งกำลังประสบกับความทุกข์ยากจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนัก กับบทสนทนาของตัวละครที่เผ็ดมันส์ ประสานกับการแสดงที่ลื่นไหลเหมาะเจาะของดารานำทั้งสองคน ได้สร้างปรากฎการณ์ที่พลิกชะตาให้กับผู้เกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้สร้าง นั่นก็คือ โคลัมเบีย พิคเจอร์ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเพียงสตูดิโอเล็กๆ ที่ไม่มีบารมีอะไรในวงการ และต้องการหนังฮิทสักเรื่องเพื่อสร้างชื่อเสียง ผู้กำกับใหญ่ระดับ แฟรงก์ คาปรา ที่ต้องการอิสระในการทำงาน และไม่อยากตกอยู่ใต้อิทธิพลของสตูดิโอยักษ์ใหญ่ ดาราที่กำลังโดนต้นสังกัดเล่นงานอย่างคล๊าก เกเบิ้ล และดาราที่ปรารถนาจะประกาศศักดิ์ศรีว่ามีดีไม่น้อยกว่าใคร อย่าง คลอเด็ทท์ คอลเบิล์ท ภายหลังจากที่การถ่ายทำจบลง พร้อมกับความไม่สบายใจและไม่มั่นใจของทุกฝ่าย หนังกลับโด่งดังเป็นพลุ และลงท้ายด้วยการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับเวทีออสการ์ ด้วยการกวาดรางวัลสำคัญที่สุด 5 รายการ(Big Five) ซึ่งได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ได้เป็นเรื่องแรก และรักษาสถิติอยู่นานถึง 40 ปี ก่อนที่จะโดนทาบสถิติโดย One Flew Over the Cuckoo''s Nest ในปี 1975 และอีกเรื่องที่ทำได้ก็คือ The Silence of the Lambs ในปี 1991 

เรื่องราวสนุกสนานแบบนิยายน้ำเน่า เริ่มต้นขึ้นบนเรือยอร์ชในไมอามี่ เมื่อ Ellen Andrew หรือเอลลี่ ลูกสาวมหาเศรษฐีที่โด่งดังของวอลล์สตรีท ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับนักบินชื่อดัง คิง เวสลี่ย์ ถูกพ่อของเธอกักตัวไว้ เพื่อไม่ให้แต่งงานกับชายที่เขาไม่ไว้วางใจ ด้วยความดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเอง และหวังจะเอาชนะพ่อของเธอ เอลลี่จึงโดดน้ำเพื่อหนีจากเรือ เธอพยายามเดินทางขึ้นเหนือเพื่อกลับไปนิวยอร์ค ให้ทันพิธีแต่งงาน โดยใช้รถโดยสารเป็นพาหนะ ระหว่างทางเธอได้พบกับปีเตอร์ เวิร์น (Peter Warne) นักข่าวจอมแสบ ที่เพิ่งถูกสำนักพิมพ์ไล่ออกมาหมาดๆ เวิร์นจำเธอได้แต่แรก และคิดจะใช้ข่าวของเธอเป็นเครื่องมือให้ตัวเองกลับไปได้งานอีกครั้ง เวิร์นเป็นผู้ชายที่พูดจาโผงผางและไม่นุ่มนวล แต่ก็มีจิตใจดีและมีน้ำใจ เมื่อเขาพบว่าเธอกำลังขัดสนและไม่ระมัดระวังตัวเอง เขาจึงช่วยเหลือเธอให้เดินทางกลับนิวยอร์คได้ปลอดภัย โดยที่ไม่ถูกสายลับของพ่อ หรือใครๆ ที่ได้เห็นข่าวของเธอพบเห็นเสียก่อน โดยแลกกับข่าวการเดินทางของเธอ ทั้งสองต้องพบอุปสรรคต่างๆ ระหว่างการเดินทาง แม้ทั้งคู่จะไม่ลงรอยกัน ด้วยความแตกต่างกันทั้งฐานะและการไม่ยอมคน แต่ลึกๆ ความสัมพันธ์ก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ และเมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เอลลี่ก็ต้องเลือกระหว่างความรักที่แท้จริง กับเกมแห่งทิฐิที่ต้องการเพียงเอาชนะพ่อเท่านั้น ด้วยเรื่องราวในแบบซินเดอเรลล่า แต่สลับขั้วตัวละครชายและหญิง เรื่องรักโรแมนติคที่เติมด้วยมุกตลกและบทพูดที่สนุกน่าติดตามจึงถูกใจผู้ชมส่วนใหญ่ที่กำลังท้อแท้ใจกับปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคาแรกเตอร์นักข่าวจนๆ ของคล๊าก เกเบิ้ล ที่สะท้อนภาพผู้ชายในสังคมส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไร้งานทำ ชอบดื่มเหล้าและไม่ได้สุภาพเรียบร้อยแบบพระเอกหนังทั่วไป กลับยิ่งโดนใจผู้ชมที่ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นล่างของสังคม คาปรานำสภาพชีวิตของคนรวย และสังคมชั้นสูงมาล้อเล่นอย่างสนุกสนาน โดยแสดงให้เห็นว่าคนธรรมดาสามัญนั้น หาความสุขความสนุกในชีวิตได้อย่างไร ในขณะที่กำลังถังแตกและท้องกำลังหิวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

แฟรงก์ คาปรา ได้ไอเดียในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ จากนิยายขนาดสั้นที่ตีพิมพ์ในแมกกาซีน โดย Samuel Hopkins Adams ในปี 1933 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงและรถโดยสาร Adams เขียนไว้ 2 เรื่องคือ Last Trip และ Night Bus แต่เป็นเรื่องหลังที่ถูกใจคาปรามาก จนอยากเอามาทำเป็นภาพยนตร์ ในนิยายเป็นเรื่องของหญิงสูงศักดิ์ที่กำลังหนีออกจากบ้าน ได้พบกับชายผู้ยากจนบนรถโดยสาร แต่เดิมบทปีเตอร์ เวิร์น นั้นเป็นนักเคมีที่จบจากมหาวิทยาลัย แต่คาปรา และ Robert Riskin ที่มาเขียนบท ก็ตัดสินใจเปลี่ยนใหม่ให้เป็นนักข่าวแทน อย่างไรก็ตามเรื่องราวในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ก็ยังมาจากในหนังสือ สำหรับโคลัมเบียยังเป็นเพียงสตูดิโอขนาดเล็กที่ยังไม่มีดาราใหญ่ จึงต้องขอยืมตัวดาราจากทางสตูดิโอใหญ่ๆ เพื่อให้ได้ดาราที่มีชื่อเสียงมาช่วยหนัง แรกทีเดียวคาปราอยากได้ Robert Montgomery มาแสดงในบทปีเตอร์ แต่เขาตอบปฎิเสธ หลังจากที่เพิ่งรับแสดงหนังที่เกี่ยวกับรถโดยสารใน Fugitive Lovers ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ คล๊าก เกเบิ้ล ได้รับบทนี่ หลังจากที่ถูก MGM ไสหัวให้มาอยู่กับสตูดิโอเล็กๆ อย่างโคลัมเบีย เนื่องจากไม่พอใจที่เกเบิ้ล เรียกร้องค่าตัวเพิ่ม เกเบิ้ลช่วงนั้นกำลังมีชื่อในทางลบว่าเป็นเสือผู้หญิง ครั้งแรกที่เกเบิ้ลมาพบคาปราที่สตูดิโอ เขามาในสภาพเมามาย ทำให้ Riskin ได้ไอเดียสำหรับฉากเปิดตัวปีเตอร์ในเรื่อง และทันทีที่เกเบิ้ลกลับไปยัง MGM ภายหลังที่หนังประสบความสำเร็จ เขาก็ไม่ต้องเอ่ยขอขึ้นค่าตัวแต่อย่างใด

สำหรับตัวละครหญิง Ellen Andrew นั้น คาปราไม่สามารถหานักแสดงหญิงชื่อดังมาร่วมงานได้เลยในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็น Myrna Loy, Miriam Hopkins, Margaret Sullivan, Constance Bennett, Bette Davis และ Carole Lombard ต่างก็ปฎิเสธบทนี้ทั้งหมด เนื่องจากคงไม่มีดาราหญิงชื่อดังคนไหนในยุคนั้น อยากเล่นบทที่มีเสื้อผ้าให้ใส่เพียงแค่ 2 ชุดตลอดเรื่องเท่านั้น แต่หลังจากที่คาปราประกาศว่าได้เกเบิ้ลมาแสดง เขาก็ได้ คลอเด็ทท์ คอลเบิร์ท(Claudette Colbert ) มาเล่นเป็นดารานำหญิง คอลเบิร์ทถือเป็นนางเอกที่มีชื่อเสียง แต่ที่พาราเม้าท์ชื่อของเธอยังเป็นรองบรรดานางเอกอย่าง Marlene Dietrich, Mae West, Hopkins และ Lombard ซึ่งเธอก็มีความไม่พอใจนัก และอยากก้าวเป็นนางเอกแถวหน้าที่มีค่าตัวสูงๆ เธอเสนอเงื่อนไขต่อคาปราและโคลัมเบียว่า เธอต้องการค่าตัวเป็น 2 เท่าจากที่เคยได้อยู่ 25,000 เหรียญ และต้องถ่ายหนังให้เสร็จภายใน 4 สัปดาห์ ก่อนที่เธอจะมีนัดไปพักผ่อนเพื่อเล่นสกีกับเพื่อนๆ ในที่สุดคาปราก็ได้ดาราหญิงที่รอคอย แม้ว่าคอลเบิร์ทจะมาเล่นอย่างไม่เต็มใจนักก็ตาม (ภายหลังคอลเบิร์ท ก็ได้รับบทคลีโอพัตราในหนังเวอร์ชั่นแรกของซีซิลบีเดอมิลล์ด้วย)

หลังจาก 36 วันของการถ่ายทำ ด้วยทุนสร้าง 325,000 ดอลลาร์ ภาพยนตร์เรื่อง It Happened One Night ก็เสร็จสมบูรณ์ท่ามกลางความไม่สบายใจของผู้เกี่ยวข้องทุกคน เหมือนที่ Joseph Walker ผู้กำกับภาพของเรื่องกล่าวไว้ว่า "นอกจากคาปราแล้ว พวกเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความสุขในการสร้างหนังเรื่องนี้กันหรอก" Riskin ผู้เขียนบท ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากงานนี้นัก แต่รอคอยรางวัลจากงานอย่าง Mutiny on the Bounty  คอลเบิร์ทเองภายหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นลง เธอยังได้เปรยกับเพื่อนๆ ที่ไปเล่นสกีกันว่า "ฉันเพิ่งถ่ายหนังที่แย่ที่สุดในโลกเสร็จไปหมาดๆ" แต่แล้วเมื่อทดลองฉายในรอบพิเศษ ผู้ชมต่างชื่นชมและหนังก็ได้รับกระแสวิจารณ์ในด้านบวก จนหนังประสบความสำเร็จทำเงินได้มากมาย และลงเอยด้วยการคว้า 5 รางวัลใหญ่ของออสการ์เป็นประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ  เป็นหนังโรแมนติคคอมเมอดี้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง

คาปรา เคยให้สัมภาษณ์ถึงเคล็ดลับในความสำเร็จของหนังของเขากับ Richard Glazer ว่า "บางครั้งคุณต้องหยุดเล่าเรื่องลงสักพัก แล้วปล่อยให้คนดูมีโอกาสได้รู้จักกับตัวละครบ้าง คุณต้องการให้ผู้ชมชอบตัวละครเหล่านั้น เมื่อผู้ชมได้พักและเริ่มทำความรู้จักกับตัวละคร พวกเขาก็จะเริ่มยิ้ม หลังจากที่พวกเขาเริ่มรักตัวละครของคุณ พวกเขาก็จะเริ่มกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับตัวละครเหล่านั้น"  มีบางคนเปรียบเทียบฉากจบในหนัง ที่เอลลี่หนีการแต่งงานที่หรูหราเพื่อกลับไปหาปีเตอร์ นักข่าวจนๆ ว่า เป็นการสะท้อนทัศนคติของสังคม ที่กำลังโดดหนีจากความหรูหราไร้สาระของสังคมชั้นสูงในยุค 1920 เพื่อเข้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยุคใหม่ ของปี 1930  นั่นเอง

แฟรงค์ คราปา ผู้กำกับ

คงจะไม่มีใครคาดคิด แม้แต่ผู้กำกับอย่างคาปรา ว่าหนังเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จมาก ไม่เพียงแต่ในยุคนั้น แต่ภาพความทรงจำในหนังเรื่องนี้ยังได้ถูกถ่ายทอดต่อเนื่องกันมายุคแล้วยุคเล่านับจากปี 1934 ที่หนังออกฉาย จนถึงปัจจุบัน (โดยเฉพาะในหนังและละครไทยบ้าเรานี้ ยังนิยมใช้มุกพวกนี้อยู่เสมอ) แสดงว่าความสนุกสนานที่หนังนำเสนอ เป็นความต้องการพื้นฐานของคนดูทุกยุคสมัยก็น่าจะได้ อย่างฉากที่ชายหญิงอยู่ร่วมห้องเดียวกันอย่างไม่ตั้งใจ โดยมีเชือกและผ้าห่มกั้นกลาง หรือฉากโบกรถ ที่ให้นางเอกโชว์ขาอ่อน หลังจากใช้วิธีการต่างๆ นาๆ มาสารพัดแต่ไม่มีรถจอดสักที ล้วนเป็นฉากคลาสสิคที่เรายังได้เห็นในหนังอยู่เรื่อยๆ นอกเหนือจากเรื่องราวที่แม้จะน้ำเน่าแต่ก็สนุกสนานแล้ว ความสำเร็จของหนังที่สำคัญก็อยู่ที่การแสดงที่ลื่นไหล และเหมาะเจาะเหมาะเหม็งของคู่พระนาง เกเบิลและคอลเบิร์ทนี่แหละ ที่ภายนอกดูแตกต่าง(ฝ่ายชายตัวใหญ่โตดูหยาบกร้าน ส่วนสาวก็อ้อนแอ้นตัวเล็กบอบบาง)และพูดจาจิกกัดกันอยู่ตลอด แต่เวลาซึ้งก็หวานและเข้าคู่กันได้ดี ความน่ารักที่ดูตลกๆ แก่นๆ ของนางเอกคอลเบิร์ท เป็นต้นแบบให้คาแรกเตอร์ตัวนำในหนังโรแมนติคคอมเมอดี้ยุคต่อมาเจริญรอยตามอย่างเห็นได้ชัด ความสนุกที่อยู่เหนือยุคสมัย และการแสดงดีๆ ของดารารุ่นเก๋าในหนังเรื่องนี้ รอให้คนดูรุ่นหลังได้พิสูจน์ถึงความคลาสสิคกันได้นะครับ

(บน) ฉากกั้นห้องที่สุดคลาสสิค

(บน) ต้นแบบฉากโบกรถที่น่ารักและเรียกเสียงฮาได้ทุกยุค

http://www.popcornmag.com - POPCORN Magazine ONlinePowered by Mambo Open SourceGenerated: 24 June, 2008, 09:18

รางวัล

Academy Awards, USA
Year Result Award Category/Recipient(s)
1935 Won Oscar Best Actor in a Leading Role
Clark Gable
In 1996, Steven Spielberg anonymously purchased Clark Gable''s Oscar to protect it from further commercial exploitation, gave it back to the Academy of Motion Picture Arts and Sciences, commenting that he could think of "no better sanctuary for Gable''s only Oscar than the Motion Picture Academy".
Best Actress in a Leading Role
Claudette Colbert
Claudette Colbert was so convinced that she would lose the Oscar to write-in nominee Bette Davis that she didn''t attended the ceremony orignally. She was summoned from a train station to pick up her Academy Award.
Best Director
Frank Capra
Best Picture
Best Writing, Adaptation
Robert Riskin
 
National Board of Review, USA
Year Result Award Category/Recipient(s)
1934 Won NBR Award Best Film
 
National Film Preservation Board, USA
Year Result Award Category/Recipient(s)
1993   National Film Registry  
 
PGA Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2001 Won PGA Hall of Fame - Motion Pictures
unknown
 
 
Venice Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
1934 Nominated Mussolini Cup Frank Capra
 
 


เข้าชม : 6453    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAmericanCanadianAustralian: BlackAndWhite: classic: SubtitleThai: SubtitleEnglish: FeelGood: recommend



หนังอเมริกัน และออสเตรเลียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ