[ ดูREVIEWทั้งหมด ]


Zabriskie Point (1970)




!!! แถมฟรี CD เพลงประกอบ !!!!

พิเศษสุด!! เมื่อสั่ง Zabriskie Point (1970)

แถม CD เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้




โดย Pink Floyd




Directer:Michelangelo Antonioni   Producer:Carlo Ponti  Story:Michelangelo Antonioni   Writter:Michelangelo Antonioni and Franco Rossetti (as Fred Gardner) and Sam Shepard and
Tonino Guerra and Clare Peploe
  Music:Pink Floyd, Jerry Garcia   Cinematography:Alfio Contini   Editor:Franco Arcalli, Michelangelo Antonioni (uncredited)  Running time:110 min   Country:USA  Language:English  Genre:Drama, Romance   Subtitle: English
Mark Frechette ... Mark , Daria Halprin ... Daria , Paul Fix ... Cafe Owner ,

G.D. Spradlin ... Lee''s Associate ,Bill Garaway ... Morty ,

Kathleen Cleaver ... Kathleen , Rod Taylor ... Lee Allen






(บทความนี้ตัดมาจาก http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=21088&st=50 ขอขอบคุณท่านผู้เขียน)

นักแสดง (ดารา) หญิงคนไหน สวยจับใจคุณที่สุด

ส่วนเธอคนนี้ Daria Halprin จาก Zabriskie Point (1970 ของ Michelangelo Antonioni) เธอน่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงสมัครเล่นมากกว่า เพราะทั้งเธอและแฟนของเธอที่ร่วมแสดงด้วยกันถูกค้นพบโดยทีมงานของ Antonioni โดยบังเอิญ หลังจากนั้นอีกสองปี เธอก็แสดงภาพยนตร์อีกแค่เรื่องเดียว คือ The Jerusalem File (1972, John Flynn) และก็ไปแต่งงานกับ Dennis Hopper ในปีเดียวกัน

ผมเช่าหนังเรื่องนี้มาดูเพราะได้ยินมาว่า Pink Floyd ทำดนตรีประกอบ แต่ภาพของเธอนี่ติดตามานานหลายปีเหมือนกันครับ ทั้งลักษณะและบุคลิกของเธอที่ดูเป็นชาวแคลิฟอร์เนียเต็มตัว ในยุคที่แคลิฟฟอร์เนียยังบานสะพรั่งไปด้วยมวลดอกไม้ มันช่างเป็นสิ่งที่น่าหลงไหลจริงๆครับ ฉากสุดท้าย นตรีประกอบในส่วนนี้จะเป็นของ Jerry Garcia แห่งวง The Grateful Dead นะครับ

ฉากระเบิด ที่คลอไปกับเพลง Careful with that axe Eugene ของ Pink Floyd ครับ (ถ้าชอบเพลงนี้ ผมขอแนะนำว่าเวอร์ชั่นแสดงสดในอัลบั้ม Ummagumma ยิ่งดีกว่านี้อีกครับ โดยเฉพาะเสียงกรีดร้องของ Roger Water นี่ให้ไอเดียของเสียงในหัวของพวกฆาตกรต่อเนื่องได้เนียนจริงๆครับ)







An epic portrait of late Sixties America, as seen through the portrayal of two of its children: anthropology student Daria (who''s helping a property developer build a village in the Los Angeles desert) and dropout Mark (who''s wanted by the authorities for allegedly killing a policeman during a student riot)...


Harrison Ford fans know that his scenes were cut from this film. However, in the jail scene, if you look real quick, you can see him standing up against the back wall, near the door.

Michelangelo Antonioni''s original ending was a shot of an airplane sky-writing the phrase "Fuck You, America," which was cut by MGM president Louis F. Polk along with numerous other scenes. Louis F. Polk was eventually replaced by James T. Aubrey, who had most of the cut footage restored, but without this final shot.

Michelangelo Antonioni''s leftist politics made the film controversial from the start. The production was harassed by groups opposed to the movie''s alleged "anti-Americanism." FBI agents tailed cast and crew members. Filming locations were besieged by right-wingers protesting an alleged scene of flag desecration, which never happened. Militant anti-establishment students worried they were being "sold out". The sheriff of Oakland, California, accused Michelangelo Antonioni of provoking the riots he had come to film. Death Valley park rangers initially refused to allow Michelangelo Antonioni to shoot at Zabriskie Point because they thought he planned to stage an orgy at the site; it was conceptualized, but never seriously considered. The U.S. Attorney''s office in Sacramento opened grand jury investigations into both the film''s alleged "anti-Americanism" and possible violations of the Mann Act, a 1910 law prohibiting the transportation of women across state lines "for immoral conduct, prostitution or debauchery," during the Death Valley filming. The investigation was dropped, reluctantly, when they learned that Zabriskie Point was at least 13 miles west of the California-Nevada border.

A piano piece composed by Richard Wright of Pink Floyd for the ''violent scene'' went unused, but was later reworked by the band as "Us and Them" on their album "Dark Side of the Moon".

Remembering the scoring sessions for this film, members of Pink Floyd later commented that Michelangelo Antonioni was very difficult to please, offering vague comments like (quoting the bandmembers, mimicking Michelangelo Antonioni''s accent) "Eets nice, but too slow" or "Eets a leetle bit too soft."

Antonioni met with Jim Morrison during early production to ask for a musical contribution to the soundtrack. Morrison and the Doors provided "L''America" which Antonioni then rejected.

One of the films included in "The Fifty Worst Films of All Time (and how they got that way)" by Harry Medved and Randy Lowell.

One hundred people participated in the orgy scene, half of them from Joseph Chaikin ''s Open Theatre company, and the other half "made up of assorted hippies."

The old car that Daria is driving is a 1952 Buick Special De Luxe.




(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.flickpeople.com/?p=42 ขอขอบคุณท่านผู้เขียน)

มิเกลแองเจโล แอนโทนิโอนี่

โดย Yuttipung

มิถุนายน 2, 2010


       เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2007 วงการภาพยนตร์ต้องสูญเสียผู้กำกับคนสำคัญของโลกไปถึง 2 คน นั่นคือ อิงมา ร์ เบิร์กแมน ผู้กำกับชาวสวีเดน เสียชีวิตอย่างสงบในบ้านที่เกาะฟาโร เมื่อตอนเช้า ด้วยวัย 89 ปี และ มิเกลแองเจโล แอนโทนิโอนี่ ผู้กำกับชาวอิตาลี เสียชีวิตหลังจากทนทุกข์กับอาการอัมพาตมายาวนานในกรุงโรม ด้วยวัย 94 ปี เราจึงขอนำชีวประวัติโดยคร่าวๆ ของทั้งสองท่านนี้มานำเสนอให้ทราบ

      มิเกลแอนเจโล แอนโทนิโอนี่ เกิดในเมืองเฟอร์ราร่า ประเทศอิตาลี เมื่อ 29 กันยายน 1912 แรกเริ่มเดิมทีแอนโทนิโอนี่ศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยโบโลญญ่า แต่เขาหันเหตนเองไปทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ในตำแหน่งนักวิจารณ์ และคอลัมนิสต์ด้านภาพยนตร์ ก่อนชีวิตจะพลิกผันเมื่อต้องย้ายไปทำงานให้กับนิตยสารหนัง Cinema ที่สนับสนุนฟาสซิสม์ ที่กรุงโรมระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะอยู่ภายใต้การดูแลโดยลูกชายของ เบนิโต้  มุสโสลินี อย่างไรก็ตามทำงานได้ไม่กี่เดือนแอนโทนิโอนี่ก็โดนไล่ออก ปีต่อมาเขาจึงใช้เวลาร่ำเรียนเทคนิคด้านภาพยนตร์ที่ Centro Sperimentale di Cinematografia และในปี ค.ศ.1942 เขาได้ร่วมเขียนบทหนังเรื่อง Un pilota ritorna กับ โรแบร์โต้ รอสเซลลินี่ เริ่มต้นทำสารคดีขนาดสั้น และงานในกองถ่ายอีกหลายอย่าง ซึ่งในงานระยะนี้ของเขาจะได้รับอิทธิพลจากแนวทางนีโอ-รีลิสม์ ที่เน้นความสมจริง และสะท้อนสภาพสังคมคนยากจนในขณะนั้น



ซ้ายมือ โมนิก้า วิตติ จาก The Eclipse

แต่ความที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัว และสังคมแวดล้อมที่เป็นชนชั้นกลาง ทำให้งานของแอนโทนิโอนี่แตกต่างจากคนทำหนังอิตาลีในยุคที่แนวทางนีโอ-รี ลิสม์ ในที่สุด ตั้งแต่งานชิ้นแรก Story of a Love Affair(1950) งานในระยะเริ่มต้นของเขานั้นไม่ได้การตอบรับมากนัก จนเมื่อเขาได้พบกับ โมนิก้า วิตติ นักแสดงสาวระหว่างการสร้างเรื่อง The Outcry(1957) พร้อมๆ กับการสไตล์งานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ส่งผลให้เกิดหนังไตรภาคที่แสดงสภาพความแปลกแยกทางสังคม จนสร้างชื่อเสียงในเทศกาลต่างๆ ให้กับเขานั่นคือ L’avventura (The Adventure, 1960), La notte (The Night, 1961), L’eclisse (The Eclipse, 1962) ส่งผลให้เขาได้รับการยกย่องให้กลายเป็นผู้กำกับระดับแนวหน้าในยุคนั้น



แต่หนังที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขาคือ Blowup หนังร่วมทุนสร้างกับอังกฤษ เรื่องราวของช่างภาพชาวลอนดอนผู้เชื่อว่าตนถ่ายภาพการฆาตกรรมได้โดยบังเอิญ และกลายเป็นภาพสะท้อนสังคมสมัยใหม่ได้อย่างคมคายที่สุดเรื่องหนึ่ง…น่า เสียดายที่ภายหลังจากงานชิ้นนี้ แอนโทนิโอนี่ก็ไม่เคยได้รับคำชื่นชมในระดับเดียวกันนั้นอีกเลย กับการทำงานในอเมริกาทั้งในหนังที่ประสบความสำเร็จอย่าง Zabriskie Point (1970) และ ล้มเหลว The Passenger (1975)

ในปี 1985 แอนโทนิโอนี่ ต้องเผชิญกับอาการเส้นเลือดในสมองแตกที่ทำให้เขาให้กลายเป็นอัมพาต และไม่สามารถพูดได้อีกเลย จนกลายเป็นอุปสรรคในงานกำกับภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามด้วยความช่วยเหลือจากคนทำหนังที่ชื่นชมทำให้เขาได้มีโอกาสสร้าง ผลงานอยู่บ้างนั่นคือ Beyond the Clouds(1995) ที่ร่วมกำกับโดย วิม เวนเดอร์ส และ หนึ่งในสามตอนของ Eros(2004) ที่ชื่อว่า The Dangerous Thread of Things



ผลงานเรื่องสุดท้าย 1 ใน 3 ตอนจาก Eros

เขาเป็นเพียงคนทำหนังไม่กี่คนที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุดจากสามเทศกาลหนัง สำคัญของโลกได้ทั้งหมด นั่นคือ ปาล์มทอง จากเทศกาลหนังเมืองคานส์(Blowup -1966), สิงโตทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองเวนิซ(The Red Desert- 1964) และ หมีทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองเบอร์ลิน(The Night- 1961) รวมถึงได้รับรางวัลเกียรติยศในผลงานของเขาจากทั้งคานส์, เวนิซ และออกการ์ งานของเขามีอิทธิพลกับคนทำหนังชื่อดังยุคปัจจุบันหลายคน อาทิ หว่องกาไว, เอ็ดเวิร์ด หยาง ด้วยสไตล์การตั้งกล้องนิ่ง เนิบช้า แต่ถูกจัดวางองค์ประกอบเพื่อสื่อความหมายถึงความเวิ้งว้าง ลึกลับ และน่าค้นหา เนื้อหาและเทคนิคต่างๆ ที่เปิดกว้างให้ผู้ชมตีความกันได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่ง เวอร์จิเนีย ไรท์ เวกซ์แมน นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์กล่าวว่าเนื้อหาในหนังของแอนโทนิโอนี่ ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเอ็กซิสตองเชียลลิสม์ และโพสต์ มาร์กซิสม์ เพราะต่างแสดงให้เห็นชีวิตตัวละครที่มีข้าวของเครื่องใช้เพียบพร้อม แต่เบื่อหน่าย ไร้ความสุข ใช้ชีวิตอย่างล่องลอย ไร้จุดหมาย (และทำให้คนมองว่าหนังของเขาน่าเบื่อ และมีตัวละครที่ปราศจุดมุ่งหมายแน่ชัดเช่นกัน)

แต่หากใครคิดว่าแอนโทนิโอนี่ เป็นเจ้าแห่งเทคนิค การประดิดประดอยภาพ มุมมองของชายคนนี้คงทำให้คุณต้องคิดใหม่ “ตอนที่ผมจะทำหนัง ผมไม่เคยคิดถึงวิธีการที่จะถ่ายหรอกครับ ผมถ่ายไปอย่างง่ายๆ เทคนิคของผมในหนังแต่ละเรื่องก็แตกต่างกันไป ซึ่งขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณที่ไม่ได้ไตร่ตรองมาก่อนทั้งนั้น”

อิงมาร์ เบิร์กแมน เองนั้นเคยกล่าวถึงหนังของแอนโทนิโอนี่ ในเชิงชื่นชมถึงการสร้างบรรยากาศฟุ้งฝัน แปลกแยก และยกย่องหนังอย่าง Blowup และ La notte เป็นมาสเตอร์พีซ แต่กลับมองว่างานเรื่องอื่นนั้นล้วนน่าเบื่อ และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รับการยกย่อง

อย่างไรก็ตามไม่ว่าใครจะมองหนังของแต่ละฝ่ายแตกต่างกันหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกภาพยนตร์ต้องเสียผู้กำกับคนสำคัญไปถึง 2 คนภายในวันเดียวกัน จึงขอไว้อาลัย และคารวะในผลงานมา ณ โอกาสนี้





คลิกดูรีวิว ผลงานเรื่องอื่นของ

Michelangelo Antonioni


Beyond the Clouds (1995) (บรรยายไทย)
Directer:Michelangelo Antonioni, Wim Wenders หนังยาวเรื่องสุดท้ายในชีวิตผู้กำกับฯชั้นครูชาวอิตาเลียน มิเกลันเจโล อันโตนิโอนี ซึ่งผลงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักทำหนังอาร์ททั่วโลก ในปี1995นี้เขายังได้รางวัลเกียรติยศจากออสการ์ด้วย

Eros (2004)
(บรรยายไทย)กำกับ:Michelangelo Antonioni,Steven Soderbergh,Kar Wai Wong นี่คืองานรวมกันเฉพาะกิจที่ใครต่อใครเฝ้ารอคอยเมื่อรู้ข่าว เมื่อสุดยอดผู้กำกับภาพยนตร์ 3 คน จาก 3 ทวีป มีโอกาสสร้างสรรค์งานภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน






เข้าชม : 13273    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: ArtAndErotic: originAmericanCanadianAustralian: BeautifulPicture: classic: VintageErotic: SubtitleEnglish: recommend