[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

Dogtooth (Kynodontas)(2009)

(บรรยายอังกฤษ)

 

 

Directer:Yorgos Lanthimos  Producer:Iraklis Mavroidis,
Athina Rachel Tsangari, Giorgos Tsourianis
 

Writter:Yorgos Lanthimos, Efthymis Filippou  Cinematography:Thimios Bakatatakis  
Editor:
Yorgos Mavropsaridis   Running time:94 minutes   Country:Greece  Language:Greek Genre:Comedy, Drama Subtitle: English Starring:Christos Stergioglou ... Father,
Michele Valley ... Mother, Aggeliki Papoulia ... Older Daughter,
Mary Tsoni ... Younger Daughter, Hristos Passalis ... Son,
Anna Kalaitzidou ... Christina


       มันเป็นหนังอินดี้แรงๆที่ถูกนักวิจารณ์ นักดูหนังบ้านเราพูดถึงกันมากที่สุดในรอบปี และคงจะถูกพูดถึงต่อไปอีกนาน ผมจะไม่ขอวิจารณเอง แต่จะขอตัดบทวิจารณ์ต่างๆในอินเตอร์เน็ท ที่ผู้คนพูดถึงหนังเรื่องนี้ในหลากหลายมุมมองมาให้อ่านกันครับ มีทั้งหมด 6 บทความ (เยอะหน่อยๆน่ะ อ่านข้ามๆบ้างก็ได้นะ 555)

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=ghoeby&month=04-09-2010&group=2&gblog=71 )

Dogtooth (2009)

บทวิจารณ์โดย

Ghoeby

นักเรียนชั้น ม.5

 

 

เมื่อพ่อแม่เกิดกลัวว่าลูกจะรับรู้สิ่งที่เลวร้ายจากโลกภายนอก พ่อแม่จึงตัดสินใจไม่ให้ลูกๆออกนอกจากบ้าน บอกว่าข้างนอกมีสัตว์ร้าย และจะออกไปไม่ได้จนกว่าฟันหมาของพวกเค้าจะร่วง และจะออกไปข้างนอกอย่างปลอดภัยต้องใช้รถของพ่อเท่านั้น

วันหนึ่งพ่อจ้างผู้หญิงมาเป็นคู่นอนให้กับลูกชายที่กำลังมีความต้องการทางเพศ และเธอแอบเอาของเล็กๆน้อยๆให้กับลูกสาว


กริ๊ดดดด!! ดูแล้วประสาทจะแดก ผมอ่านเรื่องย่อมาผมก็สยองแล้วนะ ดูหนังจริงๆเข้าไปก็ช็อค หนังทั้งเครียดทั้งหม่นหมอง แล้วก็ยังบ้าอีกด้วย และยิ่งหนังดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆอาการมันก็หนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงฉาก ตุ๊บๆๆ ก็ทำเอาสลบ ไม่ว่าจะถูกเลี้ยงดูไปยังไงสันดานดิบหรือสัญชาตญาณก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งความอยากรู้อยากเห็น อยากลอง ความโกรธ ความอิจฉาริษยา และอารมณ์ทางเพศ ถ้าไม่ปล่อยๆให้เด็กเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับมัน เด็กๆก็อาจจะเอามีดไล่เชือดแขนกันก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้วนี้ก็ถือเป็นการเสียดสีสังคมที่ปกครองกับแบบปิดหูปิดตาความจริงกับประชาชน เชื่อว่าการปกครองแบบนี้จะนำไปสู่บทสรุปแบบในหนัง

ถึงผมจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากมาย แต่มันได้กลายมาเป็นหนังที่ถูกผมฝังเข้าไปในกระโหลก หนาๆของผม และคงเป็นการยากที่จะลืมฉาก ตุ๊บๆๆ

 

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9520000109735 )

Dogtooth:ชีวิตหมาๆ/โสภณา
โดย โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล ASTV เวปผู้จัดการ


เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ กำลังจะเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง งานปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-30 กันยายน โดยจะเพิ่มโรงฉายเป็นสองแห่ง คือ พารากอนซีนีเพล็กซ์ และเอสเอฟเซ็นทรัลเวิลด์

เช่นกันกับครั้งที่ผ่านๆ มา งานปีนี้ยังคงมีหนังหลากหลายสัญชาติมาร่วมเทศกาลกันอย่างคับคั่ง ดิฉันเองได้ดูหนังที่อยู่ในโปรแกรมไปแล้วบางส่วน ในจำนวนนั้น เรื่องที่ถือว่าเด็ดที่สุด (ดีที่สุดหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าส่วนตัวแล้วชอบมาก) ดูแล้วเพ้อคลั่งไปสามวันเจ็ดวัน – สำหรับดิฉัน ขอยกให้กับ Dogtooth

Dogtooth เป็นหนังจากประเทศกรีซ ผลงานของ ยอร์กอส ลานธิมอส ผู้กำกับวัย 36 ปี

ประวัติคร่าวๆ ของลานธิมอสเท่าที่ดิฉันหาพบ มีอยู่ว่า เขาเกิดที่กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของประเทศกรีซ จบการศึกษาด้านการกำกับจากสถาบันภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ชื่อ สตาวราคอส (ชื่อเต็มคือ Hellenic Cinema and Television School Stavrakos) หลังเรียนจบ เขารับงานเป็นผู้กำกับวิดีโอให้กับคณะละครเต้นหลายแห่งในกรีซ จากนั้นจึงขยับมาทำหนังโฆษณา มิวสิกวิดีโอ หนังสั้น ละครเวที (ดูตัวอย่างงานของลานธิมอสในส่วนนี้ได้ที่ www.lanthimos.com)

นอกจากนั้น ในปี 2004 ซึ่งกรุงเอเธนส์ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกส์ ลานธิมอสก็ยังมีชื่อเป็นหนึ่งในทีมงานผู้คิดสรรค์การแสดงในพิธีเปิดและปิดด้วย

ผลงานที่ผ่านมาน่าจะทำให้ลานธิมอสเป็นที่รู้จักภายในประเทศกรีซเองระดับหนึ่ง แต่หากจะว่ากันถึงระดับโลกแล้ว ลานธิมอสเพิ่งจะมาดังจริงจังก็เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ภายหลัง Dogtooth –ซึ่งเป็นหนังยาวเรื่องที่ 2 ที่เขากำกับเองคนเดียวเต็มตัว- ไปคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Un Certain Regard จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาครองได้สำเร็จ ทั้งที่ไม่มีใครคาดหมายว่ามันจะไปได้ไกลขนาดนั้นมาก่อน

ว่ากันว่า ชัยชนะของ Dogtooth นั้น ถือเป็นชัยชนะของม้ามืดโดยแท้ เพราะก่อนที่จะมีการประกาศผลรางวัลออกมา มันเป็นหนังซึ่งไม่ใคร่จะมีใครพูดถึงและให้ความสำคัญเท่าใดนัก ความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่ถูกเทถ่ายไปให้หนังอื่นๆ ในสายเดียวกันที่ดูจะมีภาษีดีกว่า อาทิ Police, Adjustive หนังโรมาเนียของ คอร์เนลิว โปรัมโบย, Independencia หนังของผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ รายา มาร์ติน (เรื่องนี้จะมาฉายที่บางกอกฟิล์มด้วยเช่นกัน) หรือ Air Doll ของ ฮิโรคาสุ โครีเอดะ เสียมากกว่า (‘นางไม้’ ของ คุณเป็นเอก รัตนเรือง เป็นหนึ่งในหนังที่ได้รับเลือกให้ฉายในสายนี้ในปีเดียวกันนี้)

อย่างไรก็ตาม ผลสุดท้ายก็เป็นอย่างที่ทราบกัน ทันทีที่คณะกรรมการประกาศมอบรางวัลให้แก่ Dogtooth ก็ดูเหมือนมันจะกลายเป็นหนังที่มีราศีจับต้องเปล่งประกายเรืองรองขึ้นทันตาเห็น และล่าสุด สักสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังก็เพิ่งเดินทางไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตมาหมาดๆ ด้วย (ประธานกรรมการสาย Un Certain Regard ปีนี้ คือ เปาโล ซอร์เรนติโน ผู้กำกับชาวอิตาเลียน คนทำ The Family Friend ซึ่งดิฉันเคยเขียนถึงเมื่อเดือนก่อน)

Dogtooth เป็นหนังป่วยๆ เล่าเรื่องของครอบครัวป่วยๆ ครอบครัวหนึ่ง อันประกอบด้วย พ่อแม่ ลูกชายวัยรุ่นหนึ่งคน และลูกสาววัยรุ่นอีกสอง

ความเจ็บป่วยของครอบครัวมีต้นเหตุมาจากการที่พ่อและแม่จับลูกๆ ทั้งสามขังไว้ภายในรั้วบ้านกว้างขวางมาตั้งแต่เกิด ไม่ให้ใครออกไปไหน ไม่อนุญาตให้ใครพบเห็นโลกภายนอก ทุกคนใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ที่สุดแท้แต่พ่อกับแม่จะตั้งขึ้น รู้จักโลกผ่านเพียงปากคำที่พ่อแม่เป็นผู้บอกเล่า เด็กๆ ถูกสอนจนเชื่อฝังหัวว่า นอกรั้วบ้านนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายและความเลวร้าย และพวกเขาก็จะถูกฆ่าตาย หากริอ่านออกจากบ้านไปทั้งที่ไม่มีความพร้อม (และในความเห็นของพ่อแม่ พวกเขาก็จะไม่มีวันพร้อม)

ในแต่ละวัน พ่อแม่จะหมั่นเพียรหาความรู้มาป้อนใส่หัวลูก (โดยวิธีพูดใส่เทปแล้วให้ลูกเปิดฟังซ้ำๆ) แทบทุกอย่างเป็นความรู้ที่บิดเบือนเฉไฉจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง อาทิ ในฉากเปิดเรื่อง หนังให้ผู้ชมฟังเทปวิชา “ภาษากรีกวันละคำ” ไปพร้อมกับลูกทั้งสาม เนื้อหาที่ฟังกันในวันนั้นมีอยู่ว่า

“ศัพท์ใหม่ประจำวันมีดังต่อไปนี้ ทะเล ทางหลวง การท่องเที่ยว และปืนสั้น... ‘ทะเล’ คือเก้าอี้ที่หุ้มด้วยหนัง มีที่เท้าแขนทำจากไม้ เหมือนตัวที่อยู่ในห้องนั่งเล่นของเรา... ‘ทางหลวง’ คือลมที่พัดแรง... ‘การท่องเที่ยว’ คือวัสดุที่แข็งแรงทนทานใช้ในการสร้างพื้น ตัวอย่างเช่น ไฟระย้าตกกระทบพื้นอย่างแรง แต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอันใด เพราะพื้นทำจากการท่องเที่ยวร้อยเปอร์เซ็นต์...”

พ่อแม่รวมหัวกันตัดสิ่งเร้าจากโลกภายนอกออกจากชีวิตของลูกโดยหมดสิ้น โทรทัศน์มีไว้แค่ให้เปิดดูโฮมวิดีโอที่พ่อแม่ลูกถ่ายกันเมื่อนานโข วิทยุมีไว้เพียงเปิดฟังเทปการเรียนการสอนของพ่อแม่ (ส่วน ‘โทรศัพท์’ นั้น เด็กๆ ถูกสอนว่า หมายถึงขวดพริกไทยที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร) บุคคลภายนอกเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่บ้าน ก็คือ คริสตินา พนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงงานที่พ่อทำงานอยู่ ซึ่งจะถูกนำตัวมาที่บ้านนานๆ ครั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของลูกชายซึ่งกำลังโตเป็นหนุ่มเท่านั้น

สิ่งที่ดิฉันชอบที่สุดใน Dogtooth คือ การที่ยอร์กอส ลานธิมอส ผู้กำกับ กล้าหาญชาญชัยผลักดันหนังไปจนสุดตามวิถีทางของมันโดยไม่พยายามจะออมมือ ผ่อนหนักเป็นเบาแม้แต่น้อยนิด

ประเด็นดังกล่าว อธิบายคร่าวๆ ก็คือ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนบ้าซึ่งไม่สนใจกรอบกฎใดๆ ในสากลโลก เพราะฉะนั้นคนบ้าประเภทนี้จึง ‘ทำอะไรก็ได้’ โดยไม่ต้องยี่หระหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน และลานธิมอสก็ให้ตัวละครทั้งห้าของเขาทำทุกอย่างตามอำเภอใจจริงๆ

ตลอดความยาว 90 นาทีเศษของหนัง ราวกับมันจับผู้ชมโยนไปอยู่ร่วมกับคนบ้าๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าในหัวคิดอะไรอยู่ ซ้ำร้าย ยังไปอยู่กันใน ‘โลกเฉพาะ’ ที่ตรรกะ วิธีคิด กฎเกณฑ์ ข้อตกลงร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรือกระทั่งสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์เอง มีค่าน้อยเสียยิ่งกว่าขยะ (หนังมีรายละเอียดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ กล่าวคือ ตัวละครหลักทั้งห้าในหนังเรื่องนี้ล้วนไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม เช่น พี่ชายจะเรียกน้องสาวคนโตว่า “ยัยคนโต” และพ่อแม่ก็เรียกลูกสาวด้วยถ้อยคำเดียวกัน ในทางหนึ่ง การกำจัดชื่อของตัวเองทิ้งก็เหมือนการทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากสถานภาพทางสังคมและปฏิเสธการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ขณะที่อีกด้าน มันแทบไม่ต่างจากการกำจัดตัวตนความเป็นมนุษย์ของบุคคลนั้นๆ ลงไปด้วย เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่เห็นว่าฝ่ายหนึ่งคือ นายเอ หรือ น.ส. บี แต่เห็นเป็นเพียง “ผู้หญิงคนหนึ่ง” “น้องสาวคนหนึ่ง” “ชายคนหนึ่ง” เท่านั้น)

ที่ร้ายก็คือ โลกของ Dogtooth เป็นโลกที่ไม่มีความหวัง ยิ่งเวลาผ่านไป นอกจากสถานการณ์จะไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นแล้ว มันกลับยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมของตัวละครที่เราเห็นว่า ‘บ้าแล้ว’ ในช่วงต้นเรื่อง ถึงกลางเรื่องเราจะเจอที่ ‘บ้ากว่า’ และแน่นอนว่า ท้ายเรื่องจะเป็นช่วงเวลาของความ ‘บ้าที่สุด’

แม้เรื่องราวจะพัวพันอยู่กับสมาชิกในครอบครัวครอบครัวหนึ่งเป็นหลัก อีกทั้งกรอบเนื้อหา โดยรวมก็พอจะสรุปได้คร่าวๆ ว่าอยู่ในขอบข่าย “พ่อแม่รังแกฉัน” ทว่าเอาเข้าจริง โดยส่วนตัวดิฉันเอง คิดว่าสาระสำคัญที่หนังต้องการจะนำเสนอนั้น แผ่ขยายครอบคลุมไปไกลกว่านั้น

กล่าวคือ ดิฉันไม่คิดว่า ยอร์กอส ลานธิมอสจะทำ Dogtooth ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพียงต้องการจะบอกว่า การเลี้ยงลูกที่ถูกต้องควรทำเช่นไร

แต่จุดใหญ่ใจความของหนัง น่าจะเป็นการชี้ให้ผู้ชมตระหนักว่า การกำจัดสิ่งเร้าทางลบทางร้ายจากภายนอก เพราะมุ่งหวังว่ามันจะเป็นการกล่อมเกลาให้ชีวิตผุดผ่องบริสุทธิ์ -อันเป็นข้ออ้างที่พ่อและแม่ในหนังเรื่องนี้ทำกับลูกนั้น- เอาเข้าจริงก็ช่างเปล่าประโยชน์

เพราะความเลวร้ายสารพัดอย่างที่เราเห็นๆ กันบนโลกนั้น แท้จริงแล้วล้วนมีต้นกำเนิดจากจิตใจที่ชั่วร้ายภายในตัวมนุษย์เองทั้งสิ้น

พูดอีกแบบก็คือ ลำพังตัวของโลกเองนั้น มันไม่ได้น่ากลัวและไม่ได้อันตรายอะไร

แต่หัวใจของคน –อย่างน้อยก็จำนวนหนึ่ง- ต่างหากที่เลวร้าย และร้ายอย่างยากจะหยั่งถึง

 

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.teenpath.net/content.asp?ID=4469 )

Dogtooth
โดย: อนรรฆ

จากสายตาของพ่อแม่ในสังคมปัจจุบัน โลกภายนอกดูจะเต็มไปด้วยอันตราย ความโหดร้าย และการหลอกลวง ทำให้พ่อแม่เหล่านี้พยายามเลี้ยงลูกราวกับไข่ในหิน เพื่อไม่ให้ลูกของพวกเขาเข้าไปข้องเกี่ยวกับโลกภายนอกหรือโลกที่พ่อแม่ไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ ทำให้เด็กจำนวนมากที่เติบโตมาแบบนี้กลายเป็นกบในกะลาโดยไม่รู้ตัว ที่แม้จะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมตามกรอบศีลธรรมที่สังคมและพ่อแม่กำหนดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเคารพนอบน้อมหรือเรียนหนังสือเก่ง หากแต่ดูเหมือนพวกเขาก็แทบจะไม่เข้าใจความเป็นจริงในสังคมได้เลย

Dogtooth เป็นภาพยนตร์ที่ดูจะล้อเลียนกับวิธีการเลี้ยงลูกแบบนี้ได้ดี หนังดำเนินเรื่องผ่านครอบครัวๆ หนึ่ง ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกสาว 2 คน และลูกชาย ซึ่งพ่อและแม่ได้กักลูกๆ ไว้แต่ในบริเวณบ้านที่มีทุกอย่างแทบจะพร้อมสรรพสำหรับการดำรงชีวิต ลูกๆ จึงเติบโตมาพร้อมกับสิ่งที่พ่อแม่จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งรวมถึงตารางการใช้ชีวิตประจำวัน ตลอดจนคำอธิบายเกี่ยวกับชีวิตและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายความหมายของคำต่างๆ เช่น รถยนต์ที่หมายถึงลมพัดแรงๆ หรือมอนสเตอร์ (สัตว์ประหลาด) ที่หมายถึงดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ เป็นต้น ชีวิตของลูกดูจะเติบโตผ่านการประกอบสร้างจากพ่อแม่แทบจะทั้งหมด
แต่แม้จะมีการควบคุมปกป้องลูกจากเรื่องราวภายนอกให้ดีสักเพียงใด การควบคุมก็ไม่สามารถครอบคลุมเรื่องราวต่างๆ ได้ทั้งหมด เรื่องราวจากภายนอกได้แทรกเข้ามาในการรับรู้ของเด็กๆ จากการก้าวเข้ามาของหญิงสาวคนหนึ่งที่พ่อต้องการให้มาเป็นคู่นอน ผู้ฝึกหัดและผู้รองรับอารมณ์ทางเพศของลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หญิงสาวคนนี้ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ขึ้นภายในบ้าน รวมถึงการแอบละเมิดกฎการควบคุมและข้อห้ามของเด็ก จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของครอบครัวที่ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิม

เรื่องราวที่ปรากฏใน Dogtooth เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพการเลี้ยงลูกแบบไข่ในหินอย่างสุดโต่ง ทำให้เรามองเห็นผลของการเลี้ยงดูแบบนี้ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น และทำให้เห็นว่าเด็กที่เติบมาในครอบครัวเช่นนี้ดูจะแทบไม่เข้าใจชีวิตและโลกที่เป็นจริงเลย ไม่เคยตั้งคำถามหรือเดินตามทางที่เขามีสิทธิเลือกเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเกือบทั้งหมดในชีวิตเกิดจากการป้อนผ่านสิ่งที่พ่อแม่คิดว่าดีที่สุดสำหรับลูก


เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบทำให้คิดขึ้นว่า “โลกที่เป็นจริงภายนอกซึ่งหลายคนคิดว่าโหดร้าย” กับ “โลกที่พ่อแม่คิดว่าปลอดภัยและดีที่สุด” คนเราควรมีชีวิตอยู่ตรงไหนกันแน่?
 

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://movie.sanook.com/news/news_17371.php )
หลากหลายสไตล์ DOGTOOTH
 

อาจจะกล่าวได้ว่า หลังจากยุครุ่งเรืองของ ธีโอ แอง เจโลปูลอส ก็เพิ่งมี Dogtooth (ยอร์กอส ลาสติมอส,2009) นี่แหละที่ทำให้หนังจากประเทศกรีกได้รับการกล่าวถึงในวงกว้างอีกครั้ง

หนังเล่าเรื่องป่วยๆ ของครอบครัวป่วยๆ ครอบครัวหนึ่งที่พ่อแม่จับลูกทั้งสามขังไว้ภายในรั้ว บ้านมาแต่กำเนิด และสามารถพาความป่วยนี้คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาย Un Certain Regard ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ประจำปี 2009 มาได้ ก่อนจะออกเดินทางแพร่เชื้อความป่วยไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก (รวมทั้งในไทยที่หนังได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อน) ในที่นี้เราไม่ได้มาพูดถึงความยอดเยี่ยมของหนังที่หลายคนคงพอจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่เราจะว่ากันด้วยโปสเตอร์ของหนัง ที่ยิ่งฉายมากประเทศเท่าใด โปสเตอร์ก็ยิ่งจะมีหลากหลายเวอร์ชั่นขึ้นเท่านั้นด้วย ซึ่งแต่ละเวอร์ชั่นก็ทั้งเผยและซุกซ่อนความสร้างสรรค์กันอย่างไม่มีใครยอมใคร...

เชิญทัศนาแล้วจะเห็นว่าเป็นจริง
 

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://topicstock.pantip.com/chalermthai/topicstock/2009/09/A8378394/A8378394.html)

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 09: DOGTOOTH--พ่อแม่......ฉัน{แตกประเด็นจาก A8374746}

จากคุณ : dfh กระทู้พันทิพย์

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ไม่รู้มาก่อนว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง แค่เคยอ่านจากหลายๆคนว่า เป็นครอบครัวที่พ่อขังลูกสาวไว้ในบ้าน เราก็เลยคิดถึงข่าวเรื่องที่พ่อขังลูกสาวตัวเองในบ้านเพื่อข่มขื่นเป็นเวลาหลายสิบปี  หลังจากที่ดูมาจากโปรแกรมนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่า ชอบเรื่องนี้มากที่สุด
เพราะหนังแปลกและจับประเด็นในการสื่อได้ดี

{สปอยด์นิดหน่อย แต่ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ}

หนังเรื่องนี้ถ้าจะใช้คำว่า พ่อแม่รังแกฉัน ก็เห็นว่าน่าจะได้ เพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ที่ให้ลูกสาว 2 คนและลูกชายอยู่แต่ในบ้าน บ้านหลังนี้เต็มไปด้วย เครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และ ยังมีสระว่ายน้ำ เรียกได้ว่า มีทุกอย่างครบครัน จนไม่จำเป็นจะต้องออกไปหาอย่างอื่นนอกบ้านมาเพิ่ม และ เหตุผลว่าทำไมในบ้านนี้ถึงมีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง เพราะ พ่อแม่ไม่ต้องการให้ลูกของตัวเองออกไปนอกบ้าน เนื่องจากคิดว่า โลกภายนอก(ซึ่งก็คือนอกบ้านนั่นแหละ แค่พ้นเขตบ้านก็ออกไม่ได้ละ) มีแต่สิ่งชั่วร้าย ไม่อยากให้ลูกไปรับอิทธิพลความชั่วจากภายนอก และ คิดว่าหากลูกอยู่แต่ในบ้าน ลูกก็จะเจอแต่สิ่งที่ดีดี และเป็นคนดี

การสอนลูกบ้านนี้แปลกมากคือ ทุกๆวัน ลูกจะต้องแข่งกันเล่นเกมส์หรือปัญหาต่างๆที่พ่อแม่ตั้งขึ้นมา ถ้าหากว่าใครชนะก็จะได้รับรางวัล และ รางวัลคือสามารถเลือกวิดิโอได้ แต่วิดิโอนั้นก็ไม่ใช่หนังทั่วไปแบบที่คิด วิดิโอนั้นคือ วิดิโอครอบครัวที่พ่อเป็นคนถ่าย เรียกได้ว่า พ่อแม่ ไม่ต้องการให้ลูกรับรู้เรื่องราวภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว ทีวีก็ไม่มีช่องอื่นให้ดู เวลาพ่อแม่จะฟังเพลงก็ต้องใส่หูฟังเพื่อไม่ให้ลูกได้ยิน หรือแม้แต่โทรศัพท์ยังแอบซ่อนไว้ในตู้เก็บอย่างดี เพื่อไม่ให้ลูกได้รับรู้เรื่องราวภายนอกเลยแม้แต่อย่างเดียว และเพื่อเป็นการตอกย้ำไม่ให้ลูกมีความคิดที่จะออกนอกบ้าน ก็สร้างเรื่องว่า ภายนอกบ้านมีอันตรายมาก หากยังไม่พร้อม ถ้าออกไปนอกบ้านอาจจะตายได้ โดยการถูกสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "แมว"ทำร้าย จนทำให้ลูกชายได้พลั้งมือฆ่าแมวเพราะคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะมาทำอันตรายตน

แต่วันนึงเปลี่ยนไปเปลี่ยนพ่อได้พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามา ผู้หญิงคนนี้คือยามในโรงงานที่พ่อได้ทำนอยู่ พ่อได้ให้ค่าจ้างเธอเพื่อแลกกับการนอนกับลูกชายตัวเอง แต่ระหว่างที่พาเธอมา พ่อก็ได้ให้ที่ปิดตากับผู้หญิงคนนั้นเพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าบ้านของตัวเองอยู่ที่ไหน และการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นจากตัวผู้หญิงคนนี้เองนี่แหละ เพราะ เวลาเธอมา เธอก็จะมาพูดคุยกับลูกสาวทั้งสอง และ ทำให้ลูกสาวทั้ง 2 ได้พบเห็นอะไรใหม่ๆที่เธอนำติดตัวมาด้วยจนทำให้ลูกสาวคนโตที่ได้สนิทสนมกับผู้หญิงคนนี้เริ่มมีความคิดอยากที่จะออกไปนอกบริเวณบ้าน

{ข้อคิดที่ได้}

หนังเรื่องนี้เสียดสีครอบครัวหัวโบราณ ซึ่งคงเคยเห็นครอบครัวคนจีนบางครอบครัว ประเภทที่ต้องการให้ลูกอยู่กับตัวเองตลอด ไม่ให้คบค้าสมาคมกับใคร ปิดกั้นทั้งความคิดและพฤติกรรม ลูกต้องเชื่อฟังคำสั่งของพ่อแม่ทุกอย่าง ขนาดคู่ครองพ่อแม่ยังเลือกให้ พ่อแม่จำกัดเวลาเข้าออกนอกบ้านลูก บังคับลูกให้แต่เรียนหนังสือ ส่วนหนังสือการ์ตูนและหนังคิดว่าเป็นสิ่งที่ไร้สาระ หากเจอก็จะถูกทำโทษหรือโยนทิ้งขยะ บังคับลูกปฏิบัติตัวตามกฎหรือกรอบที่พ่อแม่วางไว้ให้ เพราะ เชื่อว่าความคิดของตัวเองนั้นเป็นสิ่งถูกต้องที่สุด และ สิ่งที่ตัวเองทำเป็นการหวังดีต่อลูก ซึ่งจริงๆนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ผิดก็ได้ หากว่า สุดโต่งเกินไป การที่ลูกกระทำตามการชักใยของพ่อแม่อาจจะส่งผลร้ายต่อลูกในอนาคตก็ได้

ซึ่งตัวเราเองก็มาในครอบครัวแบบนี้เหมือนกัน ฉะนั้นเวลาช่วงแรกๆของชีวิตนั้นจะคิดอะไรนอกกรอบไม่เป็น เวลาจะทำอะไรต้องอาศัยการตัดสินใจของพ่อแม่ประกอบด้วยทุกครั้ง และพอโตขึ้น เมื่อได้สัมผัสกับโลกภายนอกก็จะตื่นเต้นและต้องการที่จะสนุกกับมัน เพราะ ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน และ เมื่อไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน จึงไม่เคยเรียนรู้วิธีการที่จะจัดการกับมัน ดังนั้นจึงต้องลองผิดลองถูกหลายๆครั้งจนทำให้ชีวิตเกือบพังพินาศไปแล้ว

ฉากจบของเรื่องนี้ทำให้ สามารถพูดคำเดียวว่า "พ่อแม่รังแกฉันจริงๆ" จบด้วยความอึ้งและช๊อคไปชั่วขณะหนึ่ง ความคิดเอาแต่ใจของพ่อแม่ อาจจะทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายกับลูกได้เหมือนกัน

ดังนั้นไม่ว่าจะเลี้ยงลูกหรือทำอะไรก็ตาม ต้องอยู่ในทางสายกลางหรือความพอดี อย่าสุดโต่งจนเกินไป เพราะเห็นในหลายครอบครัวแล้วที่ พ่อแม่ใช้ความคิดของตัวเองมากะเกณฑ์ลูก จนทำให้ลูกเครียดถึงกับฆ่าตัวตายหรือหนีออกจากบ้าน ทำให้ ชีวิตพังพินาศไป อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า หวังดีหรือหวังร้ายกับลูกกันแน่

หากมองในแง่ของการปกครองประเทศชาติ ก็มองได้อีกแง่หนึ่งว่า เปรียบพ่อแม่เหมือนผู้นำประเทศที่ปกครองโดยสังคมนิยม หรือ คอมมิสนิสต์ และ ลูกทั้ง 3 เปรียบเสมือนประชาชนในประเทศ ทำให้เราคิดถึงประเทศจีนอีกแล้ว ที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์จำกัดการศึกษาและความสามารถของประชาชนในประเทศไม่ไห้ล้ำหน้ามากเกินไปกว่าตัวเอง เพราะว่า กลัว ประชาชนมีความรู้สูงและมีความคิดที่จะกล้ามาต่อสู้กับรัฐบาล ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ เมื่อผู้นำสั่งอะไรก็ต้องเชื่อฟังตามนั้น หากไม่เชื่อฟังก็จะมีบทลงโทษที่รุนแรง

ดูจากในภาพโปสเตอร์ลูกถูกปิดตาอยู่ในสระว่ายน้ำ ขนาดปิดตาแล้วยังถูกขังในสระว่ายน้ำอีก สื่อว่า ถูกปิดกั้นทั้งความคิด การกระทำ แถมยังถูกกักบริเวณอีก ก็คล้ายๆกับ นกในกรงทองนั่นแหละที่เหมือนมีปีกแต่ก็บินไม่ได้
 


หนังตัวอย่าง:

 


รางวัล:Awards:9 wins & 2 nominations

Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Un Certain Regard Award Giorgos Lanthimos
 
Dublin International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2010 Won Dublin Film Critics Award Best Director
Giorgos Lanthimos
 
Mar del Plata Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Nominated Best Film Giorgos Lanthimos
 
Montréal Festival of New Cinema
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Feature Film Award Best Director
Giorgos Lanthimos
Giorgos Lanthimos
 
Sarajevo Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Heart of Sarajevo Best Actress
Aggeliki Papoulia
Mary Tsoni
Special Jury Prize Feature Film
Giorgos Lanthimos
 
Sitges - Catalonian International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Carnet Jove Jury Award Fantàstic
Giorgos Lanthimos
Citizen Kane Award for Best Directorial Revelation Giorgos Lanthimos
Nominated Best Film Giorgos Lanthimos
 
Stockholm Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Bronze Horse Giorgos Lanthimos
 

Plot:

Three teenagers are confined to an isolated country estate that could very well be on another planet. The trio spend their days listening to endless homemade tapes that teach them a whole new vocabulary. Any word that comes from beyond their family abode is instantly assigned a new meaning. Hence ''the sea'' refers to a large armchair and ''zombies'' are little yellow flowers. Having invented a brother whom they claim to have ostracized for his disobedience, the uber-controlling parents terrorize their offspring into submission. The father is the only family member who can leave the manicured lawns of their self-inflicted exile, earning their keep by managing a nearby factory, while the only outsider allowed on the premises is his colleague Christina, who is paid to relieve the son of his male urges. Tired of these dutiful acts of carnality, Christina enlists the elder daughter for some girl-on-girl action, carelessly disturbing the domestic balance. Soon enough, sex has spread throughout the household like fire. Next stop: rebellion.


 

 

 

 


เข้าชม : 26596    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: ArtAndErotic: originEurope: SubtitleEnglish: curious: violent: recommend



หนังสยิ้วกิ้วเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ