[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

La belle noiseuse (1991) (2แผ่น)

(บรรยายไทย)

 

 

Directer:Jacques Rivette  Producer:Martine Marignac Writter:Pascal Bonitzer,

Christine Laurent, Jacques Rivette   Story:Honoré de Balzac

Cinematography:William Lubtchansky Editor:Nicole Lubtchansky 

Running time:236 min  Country:France, Switzerland  Language:French,English 
Genre:Drama  
Subtitle: English/ไทย
Starring:

Michel Piccoli ... Edouard Frenhofer
Jane Birkin ... Liz
Emmanuelle Béart ... Marianne
Marianne Denicourt ... Julienne
David Bursztein ... Nicolas


(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=1381)

''เด็กโง่ ''La Belle Noiseuse ศาสตร์และศิลป์แห่งอีโรติกชั้นสูง
''เด็กโง่''
โดย : สิงห์สนามหลวง


นักดูต้นคอรุ่นใหม่ : กรุงเทพฯ
ถาม - ชื่อหนังในดวงใจ 10 อันดับของสิงห์ฯ ที่เขียนตอบไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่เห็นมีหนังเรื่อง La Bell Noiseuse ของ ฌาคส์ รีแวต์ ที่สิงห์ฯ เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ หนังและวิดีโอ เลย ไม่ทราบว่าลืมไป หรือตอนนี้ไม่ชอบหนังเรื่องนี้แล้ว ผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้จากแผ่นดีวีดีเมื่อ ไม่นาน และพอเข้าใจว่าทำไมสิงห์ฯ จึงเคยชอบหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าสิงห์ฯ จะเปลี่ยนความเห็นไปแล้วหรือไม่ อยากขอถามว่าทำไมสิงห์ฯ จึงชอบ (หรือเคยชอบ) หนังเรื่องนี้

ตอบ - ผมลืมไป หนังในดวงใจที่ผมชอบยังมีเป็นร้อย แต่เวลาเร่งรีบตอบก็ทำให้ลืมโน่นลืมนี่เป็นธรรมดา ผมยังชอบ La Belle Noiseuse ของ ฌาคส์ รีแวต์ เหมือนเดิม และยังเอามาดูซ้ำอยู่หลายครั้ง หนังของฌาคส์ รีแวต์ ก็มีเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมชอบ ส่วนเรื่องอื่น ของเขา ผมเฉยๆ

ผมชอบหนังเรื่อง La Belle Noiseuse ที่ ฌาคส์ รีแวต์ กำกับเมื่อปี 1991 ด้วยเหตุผลส่วนตัว เนื้อหาของหนังเรื่องนี้ว่าด้วยการหวน กลับมาทำงานศิลปะอีกครั้งของจิตรกรเฒ่า หลังจากเลิกราและทิ้งงานที่เคยทำค้างไว้เมื่อตอนเป็นหนุ่ม เพื่อแลกกับวิถีชีวิตแบบครอบครัว ชิ้นงานศิลปะที่เคยมุ่งหวังจะให้เป็น ''งานชิ้นเอก'' จึงยังทำไม่เสร็จ จนต่อเมื่อได้รับข้อเสนอจากจิตรกรหนุ่มที่ให้เอาคู่รักของตนมาเป็น '' ตัวแบบ'' ได้ จิตรกรเฒ่า เฟรนโฮเฟอร์ จึงเหมือนถูกท้าทาย แต่ขณะเดียวกัน ก็เหมือนฟื้นความบันดาลใจที่คั่งค้างไว้เมื่อตอนเป็นหนุ่ม ให้คุโชนขึ้นมาใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่าง Artist และ Model ที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นคล้ายความรู้สึกนอกใจที่ได้รับการอนุญาต จากทุกฝ่าย โดยไม่คิดถึงผลบั้นปลายว่ามันจะ ''เปลี่ยน'' ทุกคนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความเข้มข้นของหนังเรื่อง La Belle
Noiseuse สำหรับผมคือ ภาพการทำงานของจิตรกรเฒ่ากับ มาเรียน สาวงามนัยน์ตาคมที่ถูกคู่รักเสนอเดิมพันให้เป็นตัวแบบ เพราะ คิดแบบเห็นแก่ตัว และอยากท้าทายฝีมือของจิตรกรเฒ่า ว่าจะทำ ''งานชิ้นเอก'' ที่เคยตั้งใจ ได้สำเร็จแค่ไหน และแบบไหน มาเรียน ตัว แบบจึงเป็นเหมือน Art Object ของศิลปิน 2 รุ่น ที่มี วิถีชีวิต และ วิธีคิด ในการทำงานศิลปะแตกต่างกัน




 

หนังเรื่อง La Belle Noiseuse (ขอแปลเป็นไทยตามโวหารของวัยรุ่นสมัยนี้ว่า ''เด็กโง่'') มีความเร้าใจสำหรับผมตรงที่ให้ภาพว่างาน คืองาน แบบคือแบบ งานระหว่าง ศิลปิน กับ ตัวแบบ คือหลอมรวมเข้าหากัน ทั้งฝีมือและวิธีคิด ซึ่งขณะทำงานก็ไม่มีใครบอกได้ว่ามัน จะสำเร็จหรือล้มเหลว ฌาคส์ รีแวต์ได้เปิดสตูดิโอส่วนตัวของ เฟรนโฮเฟอร์ ให้เราแอบดูทุกกระบวนท่า ดังจะเห็นว่ามีความขัดแย้งกัน เยาะเย้ยกันในตอนแรก แต่ทว่า กลับส่งเสริมกันในตอนหลัง ทั้งนี้ ก็เพื่อบรรลุความเป็น ''งานชิ้นเอก'' ที่ต่างฝ่ายต่างรอคอย ชิ้นงาน ศิลปะที่ เฟรนโฮเฟอร์ ต้องการนั้น เขาถือคติแบบศิลปินรุ่นเก่าที่เห็นว่า หากทำไม่สำเร็จออกมาเป็น ''ชิ้นเอก'' ได้อย่างที่ทุ่มเทแล้ว ก็ อย่าทำเสียดีกว่า ตัวหนังของ ฌาคส์ รีแวต์ เรื่องนี้จึงแสดงให้ผู้ชมเห็น วิถี และ วิธี ทำงานของ เฟรนโฮเฟอร์ ว่าเป็นชีวิตจิตใจและเป็น  ความทุ่มเทผูกพันของเขาทั้งหมด งานศิลปะที่สำเร็จได้แต่ละชิ้นนั้น ฌาคส์ รีแวต์ ต้องการบอกคนดูหนังของเขาว่า คือการหลอมละลาย ชีวิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ การทำงานศิลปะอันทรงพลังคือการค้นหา ''แหล่งที่มาในใจ'' ของผู้สร้างงานแต่ละคน และเมื่อค้นพบได้ แล้วก็ยังต้องต่อสู้กับตัวเองว่าจะสามารถทำออกมาได้อย่างที่ ''ใจ'' ตัวเองต้องการหรือไม่ ตัวละครในหนังเรื่องนี้ แสดงความเกี่ยวข้องกัน ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ เมื่อหนังเดินทางมาถึงจุดจบ ตัวละครทุกตัวดังกล่าวก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะทุกคนล้วนมี ''ความในใจ'' ต่างๆกัน La Belle Noiseuse ที่เป็นชื่องานชิ้นเอกของ เฟรนโฮเฟอร์ และ เฟรนโฮเฟอร์ สามารถทำได้สำเร็จก็จริง แต่คนดูหนังกลับไม่ได้ เห็นงานจิตรกรรมชิ้นนั้นว่ามีรูปลักษณ์เป็นเช่นใด แต่พวกเขาจะได้เห็นปฏิกิริยาต่างๆ ของตัวละครที่ฉายภาพมาปรากฏต่างๆ กัน ฌาคส์ รีแวต์ได้นำเอานิยายสั้นสมัยปลายศตวรรษที่ 19 ของ ''บัลซัค'' มาดัดแปลงอย่างอิสระ จนกลายเป็นหนังเรื่องนี้ เหมือนกับต้องการจะบอก เราว่า อะไรก็ตามที่เรียกว่า ''งานศิลปะ'' นั้น มันจะเป็น ''ชิ้นเอก'' ที่อยู่ในใจของผู้สร้างและผู้เสพไม่ตรงกัน และความเป็น ''ชิ้นเอก'' นั้น บางทีขึ้นอยู่กับ ''ใจ'' ของเรามากกว่าขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ที่ปรากฏ ศิลปะคืออะไร เพื่ออะไร ไม่สำคัญเท่ากับขอให้มัน ''มีชีวิต'' ขึ้นมาก่อน ศิลปะไม่ว่าสาขาใด แขนงใด มันเป็นสิ่งที่อยู่ ''ข้างใน'' ของเรา แล้วแต่เงื่อนไขและภาวะแวดล้อม ศิลปะจึงเป็นเหมือน ''มือที่มองไม่เห็น'' ในใจของเราแต่ละคน มันคือประสบการณ์ ทรรศนะ ค่านิยม รสนิยม นิสัยส่วนตัว ตลอดรวมทั้งเป็น วิถี และ วิธี อันหลากหลายระดับของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ''มนุษย์'' ปกติผมไม่ค่อยชอบหนังของ ฌาคส์ รีแวต์ เนื่องจากหนังของเขาส่วนมากมัก ''แช่'' ให้เห็นภาวะที่เรียกว่า reality time ตลอดทั้งเรื่อง ภาษาหนังของ ฌาคส์ รีแวต์ เป็นแบบ ''ไหลเรื่อย'' มากกว่า ''ไหลลื่น'' แต่สำหรับ La Belle Noiseuse ฉบับเต็ม ความยาว 240 นาที ผมถือเป็นข้อยกเว้น เพราะเหตุผลว่าเป็นหนังที่สะท้อนแง่มุมการทำงานศิลปะที่แสดงวิธีและวิถีแห่งศิลปิน 2 รุ่น ที่แตกต่างกัน ดูแล้ว คิดถึงความขัดแย้งในวิธีทำงานระหว่างปิกัสโซ่ กับมาติสส์ La Belle Noiseuse เป็นหนังที่แสดงสัมพันธภาพของ ''ศิลปิน'' และ ''ตัว แบบ'' อย่างเข้มข้น การทำงานของ เฟรนโฮเฟอร์ ในหนังเรื่องนี้ มาเรียน ต้องแก้ผ้าแสดงเกือบตลอดทั้งเรื่อง และการทำงานอย่างทุ่มเท จริงจังของ เฟรนโฮเฟอร์ ก็เหมือนประกอบกิจทางเพศโดยไม่ต้องสอดใส่อวัยวะเพศ ความรักในงานศิลปะ เป็นเหมือนความรักที่มีหลากหลายโฉมหน้า สิ่งที่ผู้สร้างงานแต่ละคนต้องการก็คือทั้งตัวเขาและตัวงานของเขาต้อง ผ่านระยะเวลา ''บ่มเพาะ'' ต้องกระโจนลงไปและต้องอยู่ร่วมกันระยะหนึ่งก่อน จึงจะรู้ว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ หนังเรื่อง La Belle Noiseuse ของ ฌาคส์ รีแวต์ คือสิ่งที่ ใช่ สำหรับผม แต่สำหรับคนอื่น ผมไม่ทราบ
 


 




La Belle Noiseuse หนังที่มีความคิดแบบเรย์ คาร์นีย์
นันทขว้าง สิรสุนทร
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 09:30:00

กลับจากอังกฤษไม่กี่ชั่วโมง รายการทีวีจากตึกแกรมมี่มีนัดสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับหนัง ''รักแห่งสยาม'' ในแง่มุมต่างๆ คำถามหนึ่งที่ผมชอบก็คือ ดูเหมือนนักวิจารณ์จะชอบหนังเรื่องนี้ แตกต่างไปจากที่คนดูหนังทั่วไปชอบ...

อันที่จริง มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรที่คนเราจะชอบหนังเรื่องไหนด้วยเหตุผลใด เพราะขอให้ชอบเถอะ จะชอบด้วยแง่มุมใด มันก็ดีต่อตัวหนังทั้งนั้น แต่ประเด็นนี้ ผมอธิบายว่า ตัวหนังมีความคิดบางอย่างที่ค่อยๆ บอกเรา และซ่อนรายละเอียดหลายอย่างไว้ในหนัง ทั้ง ''ชัดแจ้ง'' และ ''คลุมเครือ'' อีกทั้งสัญลักษณ์ที่บอกความนัยของหนังอย่างอ้อมๆ (เช่นชื่อ โต้ง และ มิว และซานตาคลอส)

คนถามตั้งโจทย์ว่า ดูเหมือนอะไรที่ค่อยๆ บอกคนดูนั้น จะดูดีว่าหนังที่บอกออกไปโต้งๆ ชัดๆ จนเกือบจะยัดเยียด ผมบอกว่าใช่ หนังที่มีชั้นเชิง ย่อมดีกว่าหนังที่ขาดชั้นเชิง ..เหมือนคนรักกัน การกระทำมันบอกอยู่แล้วว่า เราแคร์กัน มากกว่าคำพูด ..คำพูดก็จำเป็น แต่ต้องมีแอ็คชั่นที่ดีพอก่อน...อะไรแบบนั้น

ตอนพูดตั้งใจว่า เดี๋ยวพอเลิกจะบอกให้เธอลองไปหาหนังเรื่องหนึ่ง ที่มีสัดส่วนและดีเมลครบถ้วนในความเป็นหนังดี ที่ถึงขนาดเอาเข้าไปสอนใน class หรือชั้นเรียนมหาวิทยาลัยได้ ...หนังเรื่องก็คือ La Belle Noiseuse

เรย์ คาร์นีย์ เป็นศาสตราจารย์สอนหนังหลายแห่งในอเมริกาและเป็นคนที่เคยเขียนตำราภาพยนตร์ออกมาหลายเล่ม มีอยู่เล่มหนึ่ง เขาเขียนว่า คนทำหนังรุ่นหลัง ควรจะต้องทำหนังด้วยแนวคิด 10 ประการ ใน 10 ที่ว่านั้น ข้อที่ 3 และ 4 เขาบอกว่า

คนเราทำหนังในสิ่งที่คุณไม่รู้ เพราะคงจะไม่มีความหมายหากคุณเขียน แคสติ้ง กำกับ และตัดต่อในสิ่งที่คุณรู้ ''ผลลัพธ์'' ที่จะออกมาอยู่แล้ว ..หรือรู้สึกอย่างไรต่อตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ และทั้งหมดหมายความอย่างไร

หากคุณสามารถทำสตอรีบอร์ดของตนเอง ประหยัดเวลาของคุณ (และของนักแสดงและทีมงาน) ด้วยการข้ามขั้นตอนการถ่ายทำไปเลย แล้วก็ตีพิมพ์สตอรีบอร์ดออกมา เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำหนัง หากคุณไม่เรียนรู้อะไรเลยก็ไม่มีใครได้เรียนรู้เช่นกัน

หากคุณไม่เปลี่ยนแปลงความคิดที่มีต่อตัวละคร และเหตุการณ์ในขณะที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้ชมก็จะไม่มีวันรู้เช่นกัน เพราะการไม่วางอะไรชัดเจนไว้ล่วงหน้า หนังของคุณควรจะช่วยให้ผู้ชมได้เห็นสิ่งต่างๆ ในชีวิตที่พวกเขาไม่เคยตระหนักมาก่อน

แน่นอนว่าเป็นการปลอดภัยกว่า ที่ใครจะปรุงอาหารไปตามตำราเพราะมันได้ของแน่ๆ แต่ถ้าลองโดดออกไปจากกรอบนั้น นั่นก็เป็นหนทางเดียวที่คุณจะได้ทำในสิ่งใหม่ๆ เช่นเดียวกับของโหลทั้งหลาย

เขาบอกว่า หากลองสังเกตดู หนังฮอลลีวู้ดเองไม่เคยที่จะได้รับความสำเร็จมากไปกว่าระดับทั่วๆ ไป แต่ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ต่ำกว่าระดับทั่วไปมากๆ เช่นกัน ด้วยการไม่มีมาตรฐานตัดสิน ก็ไม่มีอะไรจะการันตี หนังของคุณอาจจะเป็นหายนะมันอาจจะไม่ได้ความ แต่มันก็จะเป็นงานสร้างสรรค์อย่างแท้จริง ทำงานตามแบบของผู้ทำหนังสารคดีค้นหาเป้าหมายของคุณและความหมายที่คุณก้าวไป

ส่วนข้อที่ 4 เขาบอกว่า ตัวละครในหนังยุคใหม่นั้น ดูจะเป็นคนที่รู้อะไรไปหมด มีเหตุสำหรับทุกเรื่อง จะมีเซ็กซ์ จะแก้แค้น หรือจะพัฒนาตัวเอง จะต้องมีเหตุผลไปหมด เรย์ เสนอในข้อที่ 4 ว่า บางทีหนังควรที่จะแปลกเหมือนกับชีวิต

"ผมไม่รู้เกี่ยวกับชีวิตของทุกๆ คน แต่อารมณ์ความรู้สึกของผมเองและของคนที่ผมรู้จักเป็นเรื่องที่แปลก และซับซ้อนยิ่งกว่าสิ่งใดที่ผมเคยเจอมาในหนังฮอลลีวู้ด ครึ่งหนึ่งของตัวแสดงในหนังฮอลลีวู้ดล้วนแต่มีเหตุผลมากเกินไป รู้มากเกินไป และชัดเจนเกินไป พวกเขามีแรงผลักดันและเป้าหมายที่ชัดเจนและแสดงไปตามนั้น หากพวกเขามีปัญหา พวกเขาก็จะรู้ตัวเองดี และมีวิธีแก้ปัญหา พวกเขาแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนโดยมีเป้าหมายที่แน่ชัด

หนังเรื่อง La Belle Noiseuse นั้นเป็นตัวอย่างของภาพยนตร์ที่ปล่อยให้เรื่องเล่าไปเรื่อยๆ และตัวละครอาจจะพบอะไรบางอย่างขึ้นมาระหว่างการถ่ายทำ และเสนอมันต่อผู้กำกับหนัง มีการบอกว่า หนังเรื่องนี้นั้น เนื้อหาที่ขนาดดึงเอานักแสดงลงไปขลุกอยู่กับอารมณ์ จนบางทียังเกิดอาการอินกับบทอีกด้วย

La Belle Noiseuse เป็นหนังของผู้กำกับระดับตำนานของฝรั่งเศสอย่าง Jacques Rivette ในปี 1990 โดยมีสุดยอดฝีมือการแสดงของ Michel Piccoli, Jane Birkin และ Emmanuelle Beart (หนังเรื่องนี้มีความยาว 240 นาที) และถือเป็นประสบการณ์ชั้นดีของเวลาที่คุ้มค่าจริงๆ ในการดูหนัง ทั้งๆ ที่มีพล็อตเรื่องมีแค่ว่า ศิลปินสุดยอดอายุมากคนหนึ่ง ได้รับการเสนอให้วาดภาพของนางแบบสาวที่เขาหลงใหลในเรือนร่าง

จริงๆ คนที่เสนอไอเดียดูเหมือนจะเป็นคนรักของคนที่จะถูกวาดเอง แต่เขาเชื่อว่า ถ้าหญิงสาวได้รับการวาดจากสุดยอดศิลปินคนนี้ ภาพคงจะออกมาสุดยอด

หนังโฟกัสให้เราเห็นถึงฝีแปรง และลวดลายการวาดภาพจริงๆ โดยใช้อารมณ์ความรู้สึกของการได้สัมผัสกับภาพวาด และรูปวาดของสรีระเปลือยเปล่าที่พิถีพิถัน ซึ่งนักวิจารณ์บางคนบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังที่สอนเรื่อง “สรีระที่สวยงาม” ของนางแบบที่รับบทโดย Emmanuelle Beart แต่อย่างใด

ผู้กำกับ Rivette ที่ได้พรรณนาอย่างละเอียดยิบในความสัมพันธ์ที่สุดแสนจะซับซ้อนของตัวเขาเอง จนปรากฏเป็นภาพวาดที่เราได้ประจักษ์ได้ดุจดังภาพวาดหรือภาพสเกตช์ในเชิงจิตวิทยา ว่าไปแล้วผู้กำกับคือปรมาจารย์นักทำหนังของฝรั่งเศส ที่รู้วิธีการเล่นกับภาวะ ''กลืนไม่เข้าคายไม่ออก'' ของมนุษย์ ระหว่าง “เพศหญิง” และ “เพศชาย”

หนังพยายามจะใช้อารมณ์ราบเรียบของหนัง นำเสนอเรื่องออกมาผ่านมุมมองของเขาเอง ด้วยเทคนิคที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและด้วยฝีมืออันสุดยอดด้านการเล่าเรื่องได้อย่าง คม ชัด ลึก ในทุกรายละเอียด โดยไม่หลุดเลยแม้แต่จังหวะเดียว

สิ่งที่ผมสนใจมากเวลาดูหนังเรื่องนี้ ก็คือการใช้เสียง (sound) เพราะหลังจากที่หนังเริ่มพาเราสู่พื้นที่ “ชนบทที่ดูเป็นสุข” ของปารีส โดยให้เห็นภาพทิวทัศน์อันงดงามของเมือง ภาพโครงสร้างของสถาปัตยกรรมภายในของบ้าน กลิ่นอายของอากาศภายในสวนสีเขียว พร้อมกับบทสนทนาที่บรรยายถึงความพร้อมพรั่ง ซึ่งรวมถึงเสียงจริงของบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่รายรอบเพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นความงามแบบ “La Belle Noiseuse” อย่างแท้จริง

ทุกอย่างนั้น ถูกบันทึกจนรายละเอียดสำคัญขึ้นมาทันที

เสียงที่กลายเป็นพระเอก กลายเป็นเสียงสามัญที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เสียงของลม เสียงของใบไม้ไหว แม้แต่เสียงของกลอนประตูเมื่อเปิดและปิด ทุกอย่างฟังเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ เสียงของปลายปากกาขณะร่างภาพที่เสียดสีกับกระดาษที่เป็นแผ่นรองวาด หรือเสียงชอล์คขูดขีดกับพื้นผิวของผ้าใบ กระทั่งเสียงของผ้าในยามที่ Beart-นางแบบโพสท่าและเธอขัดขืน

ทุกรายละเอียดของเสียงนั้น ถูกเติมเข้ามาในทุกจังหวะของเรื่อง เราเห็นสัมพันธภาพของ “คนสองคู่” และมี “คนอื่น” มาพันพัว ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความสุขงอม” และ “ความยากลำบาก” ของ Edouard Frenhofer จิตรกร และ Liz ภรรยาของเขา (ซึ่งเธอเคยเป็นนางแบบคนโปรดของเขามาก่อน) รับบทโดย Michel Piccoli และ Jane Birkin

อีกคู่ที่เด็กกว่าคือ มาเรียนน์ และนิโคลัส ที่กำลังพยายามดูดดื่มและกำซาบความสนุกของชีวิต มีบางฉากที่ไม่ใช้ดนตรีเป็นแบ็คกราวด์เลย บางครั้งก็นำ “เสียงระฆังโบสถ์” มาใช้ มี “เสียงจักจั่น” และเสียง “ใบไม้ปลิดขั้ว” และเสียงแห่งความว่างเปล่า

บ่อยครั้งที่ใช้เสียงแบบไม่ได้ใช้และปลายทางอยู่ที่ทำให้ใครสักคนสงสัยใคร่รู้แล้วเฉลยกลับอย่างฉับพลัน Rivette มีพรสวรรค์ในการทำให้เรื่องราวตอนจบขมวดปม จนเกือบคล้ายเป็นปรัชญา หรือย้อนไปยังจุดเริ่มเรื่อง

จะเห็นได้ว่า ใครที่ทนดูหนังเรื่องนี้จนจบ 4 ชั่วโมงแล้ว จะพบว่าความงดงามและง่ายงามนั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งจะอยู่กับงานในส่วนของภาพ (ทั้งภาพวาด/ภาพร่าง) หรืออย่างอารมณ์แสงเงาบอกถึงสภาวะจิตตกของตัวละคร เมื่อวาดภาพนางแบบ ก็สะท้อนได้ดีถึงภาวะบางอย่างที่บอกไม่ได้ และอธิบายไม่ถูก..

ขณะที่หนังหลายเรื่องใช้สเปเชียล เอฟเฟคท์ ทำให้คนดูตื่นเต้นตกใจกลัว หนังอย่างเรื่องนี้ กลับค่อยๆ สร้างอารมณ์และกดดันผู้ชมให้มีอารมณ์ร่วมเอง ..เสียงใบไม้ไหวที่ดูดีในตอนแรก อาจดูน่ากลัวขึ้นมา หรือเสียงกลอนประตูที่น่าฟังจับใจ อาจกลายเป็น sound ที่น่ากลัวขึ้นมา

ไม่บ่อยครั้งที่หนังแบบหนึ่ง ที่ไม่เร้าอารมณ์คนดูจริงจัง จะสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความกลัวได้ ...ว่ากันว่า คนที่จะดูอารมณ์จิตตกและกังวลของตัวละครเรื่องนี้ได้ชัดเจนก็คือ คนที่ทำงานด้านศิลปะหรือวาดรูปเอง แต่ผมคิดว่า เราต่างมี sense บางอย่างที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไม บางฉากถึงดูรื่นรมย์ และบางช่วงถึงดูน่ากลัว

วิธีการซึมซับหรือกำซาบความสุขเหล่านี้ คงต้องนั่งลงและค่อยๆ ดูภาพยนตร์ความยาวเกือบ 4 ชั่วโมงเรื่องนี้


นันทขว้าง สิรสุนทร
 



 

La Belle Noiseuse ศาสตร์และศิลป์แห่งอีโรติกชั้นสูง
โดย ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ 11 พฤษภาคม 2552
คอลัมน์ : Film
ผู้เขียน : อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
อีเมล์ : apnunt@yahoo.com

ถ้าจะมีการพูดถึงภาพยนตร์สุดคลาสสิกสักเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของศิลปินแล้ว La Belle Noiseuse (ลา เบลล์ นัวเซิส) ย่อมเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เซียนหนังแทบทุกคนต้องหยิบยกมาเอ่ยถึง ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่แค่ผลงานที่เล่าถึงกระบวนการและความทุ่มเทอย่างเข้มข้นในการสร้างงานของศิลปินเท่านั้น แต่หากจะมองว่ามันเป็นหนังอีโรติกดีๆ เรื่องหนึ่ง ก็ไม่มีใครอาจปฏิเสธ

นี่คือหนังจากเมืองน้ำหอม ประเทศฝรั่งเศส ที่ออกฉายตั้งแต่ปี 1991 ซึ่งนักวิจารณ์ต่างยอมรับกันว่า มันเป็นผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของปรมาจารย์นักทำหนังชาวฝรั่งเศสนามว่า ฌากส์ รีแวตต์

ด้วยความยาวถึง 4 ชั่วโมงเต็มๆ ลา เบลล์ นัวเซิส เล่าถึง ''เฟรนโฮเฟอร์'' จิตรกรวัยชราที่หวนกลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง หลังจากถูกท้าทายจากสองหนุ่มสาวหัวศิลป์ ''นิโคลาส์'' และ ''มาเรียน'' ซึ่งเป็นคนรักกัน

มากไปกว่านั้น การหวนคืนมาจับพู่กันและฝีแปรงครั้งนี้ของเฟรนโฮเฟอร์ กลับมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็ตรงที่ว่า มันเหมือนการรื้อฟื้นอดีตบางอย่างที่เขาก็ยังอยากเอาชนะ เพราะก่อนหน้าที่เขาจะวางมือไปเมื่อหลายปีก่อนนั้น เขาประสบความล้มเหลวในการวาดภาพนู้ดภาพหนึ่ง และมันก็เป็นเช่นดั่งตะกอนที่ตกค้างอยู่ในใจของศิลปินเฒ่ามาโดยตลอด ก่อนที่มันจะถูกเขย่าให้ลอยฟุ้งขึ้นอีกครั้งโดยสองหนุ่มสาวคู่รัก

ผู้กำกับ ฌากส์ รีแวตต์ สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากบทประพันธ์ของออนอเร่ เดอ บัลซัค (นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่สายเลือดฝรั่งเศส เจ้าของสมญานาม ''นโปเลียนแห่งอาณาจักรวรรณกรรม'') มันมีประเด็นและแง่มุมที่หลากหลายให้จับต้องและคิดต่อ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเด่นชัดที่สุดและคนดูทุกๆ คนก็คงสัมผัสได้คล้ายๆ กัน นั่นก็คือ ภาพการทำงานของจิตรกรเฒ่าอย่างเฟรนโฮเฟอร์ที่สวมวิญญาณศิลปินพาตัวเองลงไปคลุกขลุกอยู่กับงานอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งสายตาที่มุ่งมั่นจดจ่อ ทั้งข้อมือที่ตวัดปาดป้ายปลายพู่กันและฝีแปรง มันคือเรี่ยวแรงและพลังสร้างสรรค์ที่เราจะไม่มีวันพบเห็นได้เป็นเด็ดขาดจากบรรดาศิลปินตัวปลอม (หรือศิลปลอม) ทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าตาเฒ่าจะเป็นเทพเจ้าหรือเซียนที่พ้นโลกไปแล้ว เพราะความจริง หนังก็ยังทำให้เราเห็นว่า ในช่วงเวลาเหล่านั้น แม้แต่ศิลปินรุ่นเก๋าอย่างเฟรนโฮเฟอร์ก็ยังเลี่ยงไม่พ้นสิ่งที่แม้แต่อาร์ติสต์รุ่นเยาว์ยังต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นภาวะมืดบอดทึบตันทางจินตนาการ ความกลัวที่จะล้มเหลว รวมไปจนถึงอารมณ์ศิลปินอีกหลากหลายรูปแบบที่บางขณะ คนดูอาจจะรู้สึกว่า อีตาเฟรนโฮเฟอร์เพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า? (คำว่า Noiseuse ในชื่อหนัง ซึ่งมีความหมายคล้ายๆ ''ประสาทแดก'' ก็อาจจะสื่อสารถึงสภาวะอารมณ์ของศิลปินเฒ่าได้ดีเช่นเดียวกัน เพราะดูๆ ไป ศิลปินรุ่นใหญ่คนนี้ก็ดูเหมือนคนที่จะโดนประสาทรับประทานไปจริงๆ ในช่วงเวลาที่เขามุ่งมั่นอยู่กับงาน)

แต่ถึงอย่างนั้น ผมคิดว่าตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งต้องถือว่าผิดพลาดอย่างแรงถ้าไม่พูดถึง นั่นก็คือ มาเรียน หญิงสาวนักเขียนมือใหม่ที่ต้องมาเป็น ''แบบ'' ให้เฟรนโฮเฟอร์อย่างคนตกกระไดพลอยโจน แต่ถึงกระนั้น แม้ว่านิโคลัสจะไม่ปรึกษาเธอก่อนเกี่ยวกับการไปเป็น ''แบบ'' ให้จิตรกรเฒ่า แต่ลึกๆ แล้ว ผมคิดว่ามาเรียนเองก็มีความอยากรู้อยากทดลองในตัวของเฟรนโฮเฟอร์เช่นกันว่า เขาจะแค่ไหนกันเชียว หรืออย่างน้อยๆ ก็อยากจะรู้ว่า ศิลปินชราจะสามารถวาดภาพอีโรติกที่มีชื่อว่า ลา เบลล์ นัวเซิส (ภาพอีโรติกที่อยู่ในหัวของเฟรนโฮเฟอร์มาโดยตลอด และเขาก็คุยนักคุยหนาถึงความล้ำเลิศของมัน) ได้สำเร็จหรือไม่

มองในมุมนี้ ผมคิดว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นน่าจะเริ่มต้นมาจากจุดจุดเดียว นั่นก็คือ ความอวดดีและอีโก้ของตัวละครทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นศิลปินรุ่นหนุ่มอย่างนิโคลัสที่อยากจะพิสูจน์ฝีมือของเฟรนโฮเฟอร์ ขณะที่เฟรนโฮเฟอร์ก็อยากพิสูจน์ตัวเอง หลังจากวางมือมานับสิบปี ส่วนมาเรียนเองก็อย่างที่บอก แม้เธอจะไม่อยากมีส่วนร่วมอะไรในเกมนี้ตั้งแต่แรก แต่ไปๆ มาๆ เธอกลับกลายมาเป็นตัวแปรที่สำคัญซึ่งจะทำให้

แต่ไม่ว่าเกมเกมนี้จะเริ่มต้นมาจากจุดไหน มันดูเหมือนจะไม่สำคัญอันใดเลย เมื่อเทียบกับว่าประสบการณ์ครั้งนี้มันได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อมุมมองวิธีคิดของตัวละครที่เกี่ยวข้องทุกๆ คน และแน่นอนที่สุด สิ่งที่คนดูจะสามารถรู้สึกได้หลังจาก 4 ชั่วโมงในหนังผ่านพ้นไป ก็คือ พลังอำนาจของงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่จริงๆ นั้น มันมีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านทั้งของผู้สร้างและผู้เสพจริงๆ

ว่ากันอย่างถึงที่สุด ลา เบลล์ นัวเซิส อาจเป็นหนังที่โน้มน้าวให้เรารู้สึกเหมือนกับกำลังนั่งดูศิลปินสร้างงานศิลป์ชั้นสูงก็ได้ หรือจะดูเป็นหนังอีโรติกดีๆ เรื่องหนึ่งก็ได้ เพียงแต่มันอาจจะไม่ใช่หนังอีโรติกที่เมกเลิฟกันนัวเนีย แต่มันจะเป็นแบบที่ ''สิงห์สนามหลวง'' (นามปากกาของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เอนไซโคลพีเดียด้านศิลปะวรรณกรรมของบ้านเรา) พูดเอาไว้ว่า การทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินผู้สร้าง (เฟรนโฮเฟอร์) กับนางแบบ (มาเรียน) นั้น มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งดูคน ''กำลังประกอบกิจทางเพศโดยไม่มีการสอดใส่''

แน่นอนล่ะ ถ้าภาพวาดที่มีชื่อว่า ลา เบลล์ นัวเซิส ของเฟรนโฮเฟอร์ สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็น ''งานชิ้นเอก'' ภาพยนตร์เรื่องนี้ของผู้กำกับ ฌากส์ รีแวตต์ ก็ควรได้รับการบันทึกอย่างหมดจดเช่นกันในฐานะหนังที่ว่าด้วยศิลปะชั้นสูงที่ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง หรือถ้าจะพูดให้ถูก มันคือหนังอีโรติกชั้นสูงที่นอกจากจะไม่หยาบโลน ยังแฝงแง่มุมความเป็นคนไว้อย่างคมคาย

ใครที่ชื่นชอบงานศิลปะ บอกได้คำเดียวครับว่า นี่คือหนังที่คุณต้องหามาดูให้ได้ด้วยประการทั้งปวง

 



The former famous painter Frenhofer lives quietly with his wife on his countryside residence in the French Provence. When the young artist Nicolas visits him with his girlfriend Marianne, Frenhofer decides to start again the work on a painting he long ago stopped: La Belle Noiseuse. And he wants Marianne as model. The now starting creative process changes life for everyone. It is a struggle for truth, life and sense, and the question where the limits of arts are or whether art is limitless.
 

รางวัล

Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
1991 Won Grand Prize of the Jury Jacques Rivette
Prize of the Ecumenical Jury - Special Mention Jacques Rivette
Nominated Golden Palm Jacques Rivette
 
César Awards, France
Year Result Award Category/Recipient(s)
1992 Nominated César Best Actor (Meilleur acteur)
Michel Piccoli
Best Actress (Meilleure actrice)
Emmanuelle Béart
Best Director (Meilleur réalisateur)
Jacques Rivette
Best Film (Meilleur film)
Jacques Rivette
Best Supporting Actress (Meilleur second rôle féminin)
Jane Birkin
 
French Syndicate of Cinema Critics
Year Result Award Category/Recipient(s)
1992 Won Critics Award Best Film
Jacques Rivette
 
Kinema Junpo Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
1993 Won Kinema Junpo Award Best Foreign Language Film
Jacques Rivette
 
Los Angeles Film Critics Association Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
1991 Won LAFCA Award Best Foreign Film
Jacques Rivette
 
 

 

 

 


เข้าชม : 26990    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: ArtAndErotic: SubtitleThai: SubtitleEnglish: originEurope: recommend



หนังสยิ้วกิ้วเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ