[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

The White Ribbon (2009)

(มีบรรยายไทยแล้วครับ)

 

Directer:Michael Haneke   Producer:Stefan Arndt, Veit Heiduschka, Michael Katz,

Margaret Ménégoz, Andrea Occhipinti Writter:Michael Haneke  

Cinematography:Christian Berger Running time:144 min  

Country:Austria | Germany | France | Italy   Language:German | Italian | Polish | Latin  
Genre:
Crime | Drama | Mystery  Subtitle: English
Starring:

Christian Friedel ... The School Teacher
Ernst Jacobi ... The School Teacher (voice)
Leonie Benesch ... Eva
Ulrich Tukur ... The Baron
Ursina Lardi ... The Baronin
Fion Mutert ... Sigi


  The White Ribbon หรือ Das weisse Band - Eine deutsche Kindergeschichte (2009)

คงเป็นหนังน่าดูที่สุดในช่วงนี้ด้วยเหตุผลว่ามันคือหนังยอดเยี่ยมเมืองคานน์(ปาร์มทอง)ปีล่าสุดและเป็นผลงานของผู้กำกับผู้ไม่ธรรมดา เจ้าของานอย่าง The Piano TeacherFunny Games


Strange events happen in a small village in the north of Germany during the years just before World War I, which seem to be ritual punishment. The abused and suppressed children of the villagers seem to be at the heart of this mystery.
 

   

(บทความนี้ตัดมาจาก http://filmsick.exteen.com/20091028/the-white-ribbon-michael-haneke-2009-austria-germany-france)

THE WHITE RIBBON (MICHAEL HANEKE/2009/AUSTRIA+GERMANY+FRANCE) บาปบริสุทธิ์
 

มันเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่1 เพียงเล็กน้อย ตอนที่มีเหตุการณ์ประหลาดหลายๆเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไร้เหตุผล ที่มาที่ไป จับมือใครดมไม่ได้  เกิดขึ้นแล้วก็ค่อยๆถูกลืมไป

เริ่มจากคุณหมอที่ขี่ม้าเข้าบ้านดีๆม้ากลับสะดุดเชือกที่ใครก็ไม่รู้มาขึงไว้จนคุณหมอตกม้าต้องไปนอนโรงพยาบาลในเมือง ไม่นานจากนั้นก็มีคนงานหญิงตายในไร่อย่างไร้สาเหตุ  ไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอนผู้ปกครองหมู่บ้านก็ถูกพังยับไม่มีชิ้นดี ไม่ทันไร ก็มีคนไปพบลูกชายท่านบารอนโดนจับมัดขึงพืดอยู่ชายป่า  แม้จะตีขลุมเอาว่าลูกของคนงานคนหนึ่งเป็นคนลงมือด้วยแรงแค้น แต่ภรรยาท่านบารอนก็หอบลูกไปอยู่ที่อื่น แล้วเรื่องก็ค่อยๆเลือนๆไป จนกระทั่งเหยื่อรายต่อไป เป็นเด็กพิการทางสมองลูกชายของหญิงม่ายหมอตำแยที่อุทิศตัวเพื่อคุณหมอหลังจากหล่อนทำคลอดให้เมียของหมอแล้วแม่ตาย

ทั้งหมดทั้งมวลถูกเล่าผ่านมุมสังเกตของคุณครูประจำเมือง ย้อนเล่าด้วยเสียงอันแหบพร่าคล้ายการระลึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่เขาได้ค้นพบ ย่างเงียบเชียบโดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ในช่วงเวลาท้ายๆก่อนที่ออสเตรีย และโลกทั้งใบจะเคลื่อนเข้าสู่สงคราม

‘มีปาล์มทองเป็นประกัน''  อาจเป็นคำโฆษณาที่ยอดเยี่ยมสำหรับหนังสักเรื่อง แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ แค่บอกว่า นี่คือหนังใหม่ของ Michael Haneke  นักทำหนังตบกระโหลกคนดูของจริง ก็เพียงพอแล้วในการบอกเล่า แต่แน่นอน เหนือกว่านั้นคือหนังใหม่เรื่องนี้ถ่ายทำเป็นหนังขาวดำ และคว้ารางวัลปาล์มทองคำ(รางวัลสูงสุด)จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปี 2009 ที่ผ่านมา

เราอาจอธิบายเกี่ยวกับหนังของMichael Haneke แบบรวบรัดและพอเห็นเค้าลางว่า นี่คือหนังตบกระโหลกคนดูด้วยวิธีการแบบของปีศาจ Haneke ล่อลวงคนดูเข้าสู่ความมืดแล้วจัดการทำร้ายคนดูอย่ารุนแรงเพื่อที่จะตระหนักรู้ว่าเป็นตัวเราเองต่างหากที่สร้างความรุนแรงนี้ขึ้น Haneke   อย่างไรก็ดีคำอธิบายนี้ก็ง่อยเปลี้ยเสียขาเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเขาคงไม่ประสงค์ให้เราอธิบายหนังของเขาอย่างง่ายโดยใช้ไม่กี่ประโยค

เล่ารวบรัดสักเล็กน้อย Michael Haneke เริ่มต้นทำหนังตอนล่วงเข้าสี่สิบแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาศึกษาด้านปรัชญาและทำงานในแวดวงทีวี อย่างไรก็ดี หลังจากเริ่มทำหนัง หนังของเขาก็ขึ้นชื่อลือชาในแง่ของความเย็นชาโหดเหี้ยม ไม่ใช่ในทางภาพ แต่เป็นในทางจิตวิญญาณ หนังของMichael Haneke มักมุ่งร้ายหมายขวัญบรรดาชนชั้นกลาง ตัวละครในหนังของเขามักเป็นบรรดาคนชั้นกลางแสนสุข กินหรูอยุ่สบายในบ้านที่เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ทันสมัยมีนิสัยรักการอ่านเป็นนักวิชาการ ก่อนที่จะถูกคุกคามด้วยเหตุการณ์บางอย่างที่จะทำให้บรรดาตัวละครเปิดเผยความด้านชาในหัวใจอันมืดดำออกมา  หนังของเขาอาจเล่าเรื่อง ครอบครัวแสนสุขที่ลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายยกครัว(The Seventh Continent) ครูเปียโนจิตป่วยที่อยากมีเซกส์ซาดิสต์ (The Piano Teacher) เด็กวัยรุ่นที่ทดลองฆ่าคน ( Benny''s Video) ครอบครัวแสนสุขในวันสิ้นโลก(Times of The Wolf) หรือครอบครัวแสนสุขที่ถูกคุกคามจากคนขอไข่ (Funny Games +Funny Games U.S) และล่าสุดครอบครัวแสนสุขถูกคุกคามจากม้วนวีดีโอลึกลับ (Hidden)

หนังทั้ง7 เรื่องในชุดด้านบนนี้ ออกอาการมุ่งร้ายหมายขัวญโดยไม่ปิดบัง หนังมีโครงสร้างชัดเจนว่าด้วยตัวเอกที่มักเป็นครอบครัว ถูกคุกคามโดยภัยจากสิ่งลึกลับที่ไม่ได้บอกที่มาที่ไปชัดเจน โครงสร้างคล้ายคลึงหนังthriller แบบ ฮอลลีวู้ด แต่ที่แตกต่างไปคือเนื้อในหนังทั้งหมด เพราะในขณะที่หนังฮอลลีวู้ดกลุ่มนั้นถูกสร้างอย่างมีนัยยะชัดเจนที่จะเชิดชู ธำรงไว้ซึ่งค่านิยมดั้งเดิม ทั้งความรักความผูกพันในครอบครัว การต่อสู้และยืนหยัดเพื่อกัน ขจัดภัยร้ายที่เข้ามาคุกคาม  แต่หนังของHaneke กลับตรงกันข้าม หนังของเขารื้อร้างค่านิยมเหล่านั้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าภัยร้ายนั้นไม่ได้ดำรงคงอยู่นอกจักรวาลแล้วคุกคามครอบครัวสุขสันต์นั้นอย่างชั่วร้ายโดยไร้เหตุผล (ซึ่งหนังเหล่านั้นมักทำโดยการแจกแจงที่มาที่ไปของภัยร้ายอย่างชัดเจน) ในขณะที่Haneke ไม่แจกแจงภัยร้ายเหล่านั้น แต่กลับแสดงให้เห็นว่าใช่หรือไม่ที่แท้ภัยร้ายนั้นไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็นบูมเมอแรงความเร็วสูงที่เริ่มต้นจากบรรดาครอบครัวสุขสันต์นั้นเอง พวกเขาทำบางสิ่งซึ่งส่งผลกระทบใหญ่หลวงภายใต้ความเชื่อว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง แล้วสิ่งนั้นก็ย้อนกลับมาทำลายพวกเขาด้วยวิธีที่คาดไม่ถึง ความกระอักกระอ่วน ในการที่ผูมตระหนักในบาปที่ตนเองก่อขึ้นนี้เป็นพลังแรงสูงที่ทำให้ Haneke เป็นทั้งที่รักและที่ชังจากบรรดาคนดูหนังทั่วโลก 

แต่เลยพ้นไปจากนั้น ยังมีหนังอีกสามเรื่องของHaneke ที่เรายังไม่ได้พูดถึง หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นด้วย 71 Fragments a Chronology of Chance , Code Unknown และ The White Ribbon หนังเรื่องล่าสุดนี้ หนังทั้งสามเรื่องประกอบขึ้นจากตัวละครยิบย่อยมากมาย แต่ละตัวละครอาจเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ใช่ในทางตรง หาก ในที่ทางของ ‘ความเป็นไปได้''ในการทำลายล้างกันและกัน ตัวละครใน 71 fragments มีตั้งแต่ นักศึกษาเนิร์ดๆ ไปจนถึงคนต่างด้าวหนีเข้าเมืองหรือคู่ผัวเมียรับลูกบุญธรรม หรือกระทั่ง ไมเคิล แจคสั้น หนังฉายภาพ 71 ฉาก ที่ซ้อนทับเกี่ยวพันกันโดยไมได้ตั้งใจ และนำไปสู่การฆาตกรรมอันเหี้ยมโหดในท้ายเรื่อง เช่นเดียวกัน คู่รักแสนสุข คนผิวสี เด็กหูหนวก ขอทานข้างถนน ล้วนเกี่ยวกพันซึ่งกันและกัน แม้ไม่นำไปสู่สิ่งใดมากไปกว่าการไม่สามารถเปิดประตูเข้าบ้านได้ แต่ก็แสดงภาพความง่อยเปลี้ยเสียขาของการสื่อสารกันระหว่างมนุษย์อย่างรุนแรงในCode Unknown

(ข้อความ สีเขียว มีการเปิดเผยเนื้อเรื่อง (Spoi) ถ้ายังไม่ได้ดูหนังให้อ่านข้ามไป)

และใน The White Ribbonนี้ ตัวละครจำนวนมาก ได้กลับมาเกี่ยวพันกันอีกครั้ง หากในคราครั้งนี้มีโครงสร้างชัดเจนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในฐานะของคนร่วมหมู่บ้าน พวกเขาเกี่ยวเกาะอยู่บนบรรดาเหตุการณ์ ชั่วร้ายที่จับมือใครดมไม่ได้หลายเหตุการณ์ ซึ่งหนังค่อยๆคลี่ขยายโดยไม่อธิบายอะไรมากมายให้เราเข้าใจว่าที่แท้แล้วตัวหมู่บ้านนี้เองคือบ่อหมักหมมกักเก็บความชั่วร้าย

นี้เป็นครั้งแรกที่ Hakneke ทำหนังพีเรียดย้อนยุค และไม่ใช่ความบังเอิญที่เขาเลือกย้อนยุคกลับไปยังหมู่บ้านในทางตอนเหนือของเยอรมันในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพียงไม่นานนัก หนังเริ่มต้นฉายภาพของครอบครัวสุขสันต์ในหมู่บ้านที่มีการปกครองอย่างเรียบร้อย ท่านบารอนดูแลบรรดาชาวนา ทั้งหมดมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีหมอ มีนักสอนศาสนา มีคุณครู มีผู้ปกครอง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  จนเมื่อแต่ละเหตุการณ์ค่อยๆทยอยเกิดขึ้น คนทั้งหมู่บ้านก็ไม่ได้ตระหนกตกใจ พวกเขาหาตัวคนผิดกันอย่างง่ายๆและพึงใจจะปล่อยให้แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นจบลงแล้วถูกลืมไปกับกาลเวลา

มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่คนดูได้เห็นกับตาว่ามีคนลงมือทำจริงๆ นั่นคือการที่ลูกชายชาวนา ที่สูญเสียแม่ขณะทำงานในไร่ของท่านบารอน แค้นจัดจนอาศัยจังหวะที่ทั้งหมู่บ้านกำลังฉลองฤดูเก็บเกี่ยวเข้าไปทำลายไร่กะหล่ำปลีของท่านบารอน เหตุการณ์เกิดเชื่อมโยงพอดีกับการหายตัวไปของลูกชายท่านบารอน เขาจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีทั้งหมดที่เกิดก่อนหน้านั้น

โดยไม่ต้องสงสัยฉากนี้คือแบบจำลองที่ชัดเจนในเรื่องของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นของชนชั้นปกครองและชนชั้นแรงงาน เมื่อถูกท้าทายชนชั้นปกครองก็พร้อมจะลงดาบโดยไม่ต้องสอบสวนหาความจริงที่แท้ใดๆทั้งสิ้น ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือ ที่แท้แล้วมันเป็นไปได้ว่าคนที่ก่อเหตุทั้งหมด อาจเป็นคนอื่นๆ คนชั้นกลางทั้งหลายที่ต่างมีชีวิตอยู่ส่วนตนโดยไม่ได้เกี่ยวข้อกับความขัดแย้งใดๆ ราวกับหนังจะชี้ให้เห็นว่า คนที่ชั่วช้าที่สุดไม่ใช่ชนชั้นปกครองที่กดขี่ หรือชาวนากระด้างกระเดื่อง แต่เป็นชาวบ้านสามัญและค่านิยมที่พวกเขายึดจับไว้แม่นมั่นนั่นเอง! และในขณะที่หนุ่มชาวนานอกจากจะเสียแม่ไปตอนต้นเขายังต้องเสียพ่อผู้ฆ่าตัวตายด้วยทนความอับอายไม่ได้ไปอีก ในขณะที่ท่านบารอนสุดท้ายก็ค่อยๆสูญเสียครอบครัวไปจริงๆ มีแต่บรรดาชาวบ้านในหนังเท่านั้นที่ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย

พิจารณากันให้ถ้วนถี่ ครอบครัวหลักๆที่หนังนำเสนอมันประกอบขึ้นด้วย  ครอบครัวท่านบารอน สองคือครอบครัวของนักสอนศาสนาที่มีลูกสาวลูกชายวัยไล่เลี่ยกันอย่างน้อยสองคนและเด็กทั้งสองคนกระทำอะไรบางอย่าง(ที่หนังไม่ได้บอกไว้)ตอนต้นเรื่องและถูกพ่อจับผูก ‘ริบบิ้นขาว'' ตลอดทั้งเรื่อง ครอบครัวของคุณหมอที่อาลัยอยู่กับลูกสาววัยรุ่นและลูกชายวัยเด็กเล็กอีกคน ครอบครัวคนงาน ครอบครัวชาวนา รวมไปถึงครอบครัวของแม่หมอตำแยซึ่งประกอบด้วยตัวหล่อนและลูกชายพิการทางสมองอีกคน  ครอบครัวเกือบทั้งหมดปกครองด้วยระบอบ ‘ปิตาธิปไตย'' มีพ่อเป็นใหญ่ในบ้าน ท่านบารอนตวาดด่าภรรยาอย่างรุนแรง นักสอนศาสนาเก็ยความรู้สึกรักผูกพันทั้งหมดที่มีต่อบุตรธิดาอย่างมิดชิด ในฉากหนึ่งนกของเขาถูกฆ่าอย่างทารุณ ลูกชายคนเล็ก เอานหที่ตัวเองเก็บมารักษามาให้พ่อ เขากลับตอบแทนอย่างเฉยเมย เก็บกลั้นความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เช่นเดียวกันกับคุณหมอที่นอกจากจะใช้แม่หมอตำแยเป็นคนรับใช้หล่อนยังต้องบำเรอกามให้กับเขาด้วย และเมื่อหล่อนเอ่ยอ้างเรื่องการสร้างครอบครัวหล่อนก็ถูกเขาด่าว่าอย่างเจ็บแสบ ลามเลยไปจนถึงครอบครัวคนงานที่พ่อลุกมาตบตีลูกกันแบบตรงไปตรงมา

วิธีคิดแบบนี้ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวของเด็กๆ ทั้งความเย็นชาของพ่อ ไปจนถึงการแสดงตนเป็นใหญ่ หนังไม่ได้นำเสนอมันออกมาอย่างง่ายๆว่าพ่อใจร้ายทำมห้ลูกกลายเป็นโรคจิต เราไม่สามารถจับมือใครดมได้ในตอนท้ายมีเพียงข้อสงสัยของคุณครูว่าเด็กๆอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คุณครูเป็นเช่นเดียวกับแม่หมอตำแย นั้นคือยู่ในสถานะต่ำสุด เพราะเขายังไม่มีครอบครัว เขาตกหลุมรักสาวใช้ของท่านบารอน ที่พ่อของเธอยื่นคำขาดเกี่ยวกับรูปแบบการคบหา ในขณะที่หมอตำแยเป้นครอบครัวที่ปราศาจากผู้ชายดูแล  ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาจึงอยู่ชายขอบของสังคม

ริบบิ้นขาวที่ถูกผูปไว้ที่แขนและผมของเด็กๆลูกสาวลูกชายของนักสอนศาสนาในทางหนึ่งเป็นเครื่องมือลงโทษ ที่พอ่กะทำต่อลูกที่ไม่เชื่อฟัง การปกครองด้วยความกลัวคือรูปแบบของการปกครองในครอบครัวแบบพ่อเป็นใหญ่( พ่อมีหน้าที่ใช้พระเดชกับลูกๆ) ในอีกทางหนึ่ง ริบบิ้นสีขาวเป็นเครื่องแทนความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังนั้น เด็กๆในหนังจึงถูกลงโทษ จากความผิดบางประการ ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นคนบาป  และการไถ่บาปจะได้รับความบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นเครื่องตอบแทน วิธีคิดนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ความสำนึกบาปในศาสนาคริสต์ของนิทเช่ (หาอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความวิเคราะห์หนังAntichrist โดย ไกรวุฒิ จุลพงศธรในนิตยสารไบโอสโคป)   มนุษย์ถูกทำให้สำนึกบาป ให้ติดค้างกับพระเจ้าซึ่ง''ไถ่บาป''แทนมนุษย์ มนุษย์จึงต้องเต็มไปด้วยความสำนึกบาป และการไถ่ถอนความสำนึกบาปนั้นจะนำไปสู่ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งสิ่งนี้ถูกตอกย้ำฉากหนึ่งที่ลูกชายของนักสอนศาสนาเดินอยู่บนราวสะพานโดยให้เหตุผลกับคุณครูว่า ถ้าพระเจ้าไม่ชอบเขาพระเจ้าจะดลบันดาลให้เขาตกลงไปตาย ถ้าไม่แสดงว่าพระเจ้าพอใจเขา มากไปกว่านั้น ริบบิ้นขาวที่ใหญ่ที่สุดอยู่บนปกเสื้อของท่านหมอสอนศาสนานั่นเอง!

และเมื่อเด็กถูกสอนให้เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองทำคือการ ‘ไถ่บาป''  สิ่งที่พวกเขาทำ (หรืออาจจะไม่ได้ทำก็ได้) จึงเป็นสิ่งถูกต้องสมควร การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเชื่อว่าถูกต้องย่อมปราศจากความสำนึกบาป ซ้ำยังทำไปด้วยความรู้สึกว่ากำลังไถ่บาปให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย หมอผู้ล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว หรือท่านบารอนผู้กดขี่จำต้องด้รับการสั่งสอน และการสั่งสอนนั้นเลยเถิดจากความผิดบาปที่มีการกระทำ ไปสุ่ความผิดบาปที่เป้ฯความผิดติดตัว เช่นการเกิดมาเป็นคนพิการทางสมองของลูกชายหมอตำแย  ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่บังเอิญเลยที่เป็นแบบจำลองเดียวกับการที่นาซีไล่ฆ่าคนยิว!  (แม้จะไม่ใช่ข้ออ้างทางศาสนาแต่เป็นด้านเชื้อชาติ-หากมันก็ดำเนินไปภายใต้กรอบคิดที่คล้ายคลึงกัน)  ที่สำคัญหนังแสดงภาพให้เห็นว่าเด็กๆเหล่านี้กำลังจะก้าวพ้นวัยไปสู่วัยผู้ใหญ่ (หนังมีฉากพิธีรับศีลด้วยซ้ำ) และใช่หรือไม่ว่าผู้คนเหล่านี้คือผู้คนที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในยุคสมัยของนาซี ในสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา

มากไปกว่านั้น ตามธรรมเนียมของหนังของHaneke หนังทุกเรื่องของเขานอกจากมุ่งร้ายหมายขวัญตนชั้นกลางแล้ว ยังมุ่งร้ายหมายขัวญ ‘สื่อ''อีกด้วย หนังของเขาอาจ ‘แสดงตัวให้เห็นว่าเป็นหนัง''อบ่างเช่นฉากรีโมทคอนโทรลใน Funny Games หรือ การที่คนดูสับสนระหว่างภาพจริงกับภาพในวีดีโอ ใน Hidden  หรืออาจจะตบตีตรงๆ ด้วยแรแสดงอิทธิพลสื่อที่มีต่อเด็กๆใน Benny''s Video ไปจนถึงการเสียดเย้ยในฉากPower of Love .นช่วงท้ายของThe Seventh Continent หนังของHaneke บอกเราเสมอว่าสื่อเป็นสิ่งที่เราต้องระแวดระวังเพราะสื่อไม่ได้บอกความจริงแต่เป็นเพียงแบบจำลองของความจริงซึ่งสามารถลดทอน ตบแต่งและบิดเบือนได้ตลอดเวลา และเราเสพสื่อ(โดยเฉพาะภาพยนตร์)ด้วยความรู้สึกอยากเห้นผู้อื่นฉิบหาย ที่แท้เราคือผู้บ่มเพาะความรุนแรงขึ้นมาเอง (โปรดนึกถึงฉากรีโมทคอนโทรลอันลือลั่นอีกครั้ง)

หากในครั้งนี้ Haneke กลับเลือกทำหนังย้อนยุคที่ไม่ได้เอื้อให้เล่นอะไรกับรูปแบบของภาพยนตร์มากนัก ไม่มีการเล่นเบรคเชี่ยนกับคนดู หรือเทคนิคตื่นตา จนหลายคนอาจนึกสงสัยว่าหนังเรื่องนี้ยังสามารถเล่าให้แรงพอกันได้ในทางวรรณกรรมโดยไม่ต้องเอามาทำเป็นหนัง แต่ Haneke ก็สามารถเล่นกับรูปแบบของภาพยนตร์ได้อยู่ดี นั่นคือในคราวนี้เขาเลือกถ่ายหนังทั้งหมดให้เป็นหนังขาวดำ

การเป็นหนังขาวดำอาจถูกประเมินได้ง่ายๆว่าเพราะมันเป็นหนังย้อนยุคจึงเหมาะจะทำเป็นหนังขาวดำ แต่ในระดับที่ลึกกว่านั้นคือการที่หนังสกัดเอาสีทั้งหมดออกไปจนเหลือแค่สองสีนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนถึงประเด็นหลักของหนังนั้นคือ ขาวกับดำซึ่งในที่นี้ไม่ใช่การต่อสู้ของความดีความชั่วย แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความดีไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่มีความชั่ว! ตลอดทั้งเรื่องเราจึงเห็นความมืดเด่นชั้นที่สุดเมื่อยยู่ในแสงขาว ในขณะเดียวกันฉากสำคัญที่สีขาวได้ออกอาละวาดอย่างรุนแรงคือฉาก เผาโรงนา เพราะด้วยความที่หนังเป็นสีขาวดำ หราจึงเห็นไฟที่ลุกท่วมโรงนาเป็นสีขาวเจิดจ้าราวกับว่าการเผาทำลายล้าง คือวิธีการ ‘ทำให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง'' เฉกเช่นเดียวกับความหมายของ ริบบิ้นสีขาว

นี่จึงเป็นอีกครั้งที่เราโดนMichael Haneke ตบกระโหลกอย่างจัง และในครั้งนี้ของตบเราด้วยมาดสุขุมนุ่มลึกขึ้น เขาซ่อนสาส์นสำคัญเอาไว้อย่างแนบเนียนมากขึ้น และไม่จงใจขายฉากแรงๆชวนช๊อคอีกต่อไป นี่จึงนับเป็นพัฒนาการอีกขั้นที่ไปไกลยิ่งของเขา ซึ่งโดยส่วนตัวของผู้เขียนขอเรียกว่า เขาก้าวพ้นจากการเป้นผู้กำกับคนสำคัญของยุคสมัย ไปสู่การเป็น ปรมาจารย์ผู้กำกับเรียบร้อยแล้วในหนังเรื่องที่สิบของเขานี้เอง

 

 

 

รางวัล

Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won Cinema Prize of the French National Education System Michael Haneke
FIPRESCI Prize Competition
Michael Haneke
Golden Palm Michael Haneke
 
European Film Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Nominated European Film Award Best Cinematographer
Christian Berger
Best Director
Michael Haneke
Best Film
Best Screenwriter
Michael Haneke
 
San Sebastián International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Won FIPRESCI Film of the Year
Michael Haneke
 
 

 

 


เข้าชม : 18663    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originEurope: BlackAndWhite: ComingOfAge: AbusedKid: SubtitleThai: SubtitleEnglish: recommend



หนังยุโรปเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ