[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

4:30 (2005)

(บรรยายไทย)

 

Directer:Royston Tan   Producer:Gary Goh, Eric Khoo Writter:Royston Tan, Liam Yeo Music:Vichaya Vatanasapt   Cinematography: Editor:Low Hwee-Ling  Running time:93 min  Country:Singapore  Language:Korean, Mandarin, English  Genre:Drama Subtitle: English/ไทย
Starring: Young-jun Kim ... Jung , Xiao Li Yuan ... Zhang, Xiao Wu
 


 

(บทความนี้ตัดมาจาก http://filmsick.exteen.com/20070126/entry )

4:30 ช้าเกินกว่าที่จะหลับ และเร็วเกินกว่าที่จะตื่น


ทุกคืนตอนตีสี่ครึ่ง เสี่ยวหวู่ผู้ไม่เคยนอนหลับจะลุกจากเตียง แล้วแอบย่องมายังห้องข้างๆ เปิดประตูเพียงเบาๆ ใช้ฟากโทรศัพท์มือถือ ส่องดูข้าวของตรวจสอบความเป็นไปของคนในห้อง


เสี่ยวหวู่เป็นหนุ่มน้อยอายุ 15 อาศัยอยยู่ในอพาร์ทเมนท์แคบๆ แม่ไปธุระต่างเมือง แล้วทิ้งเขาไว้ให้ดูแลตัวเอง โดยมีเพื่อนร่วมบ้านเป็นคุณน้าชาวเกาหลีที่นอกจาจะพูดกันไม่รุ้เรื่อง ยังเอาแต่หมกตัวในห้องไม่ก็เมามาย

เสี่ยวหวู่เบือหน่ายโรงเรียน วันๆเอาแต่กินยาน้ำแก้ไอ ไม่หลับไม่นอน ดูละครที่ฉายซ้ำจนจำบทพูดได้ทั้งหมด พอตีสี่ครึ่งก็แอบเข้าไปในห้องคุณน้าเกาหลี สำรวจข้าวของ เปิดเพลงที่คุณน้าฟัง แอบขโมยชิ้นส่วนข้าวของ แอบถ่ายรูป แล้วเอามาแปะไว้ในสมุดที่ทำจากหนังสือเก่า

คุณน้าเกาหลีนั้นวันๆไม่ทำอะไร ถ้าไม่ออกข้างนอก เขาก็จะเมามายร้องให้อยู่ตรงหัวบันใด ฟังเพลงน้ำตาไหลไปวันๆ

ในโลกที่ทั้งคู่เหมือนคนถูกทอดทิ้ง เสี่ยวหวู่ขยับเข้ามายึดเกาะคุณนาชาวเกาหลีที่เขาไม่เคยคุยด้วย ไว้เป็นเหมือนกับฟาง้ส่นสุดท้ายก่อนที่เขาจะต้องจมหายไปในความเดียวดาย
 


 

นี่คือผลงานล่าสุดของROYSTON TAN ผู้กำกับหนุ่มชาวสิงคโปร์ เจ้าของหนังอย่าง 15 ที่เหล่าเรื่องเด็กวัยรุ่นสุดห่ามของสิงคโปร์ หรือหนังสั้นเรื่องดังอย่าง CUT ที่ท้าทายกับระบบเซนเซอร์ของสิงคโปร์ และในหนังเรื่องนี้เขาได้ ERIC KHOO (ผู้กำกับสุดรักอีกคนของเรา) มาเป็นPRODUCER ให้

ผลลัพทธิ์ของหนังนั้นออกมาในสภาพที่คล้ายคลึง ซ้อนทับ กับหนังของผู้มาก่อนหน้ามากมาย ทั้งกับERIC KHOO เอง ไล่เรื่อยไปจนถึง TSAI MING LIANG หรือ WONG KAR WAI หนังออกมานิ่ง เงียบ เรียบเรื่อด้วยการแช่ภาพในสถานที่สามัญดาษดื่น ดึงเอาหลืบมุมซ้ำซากให้ออกมาดูดี เรื่องเล่าของผู้คนโดเดี่ยวเดียวดายในโลกที่เขาสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเองจากคนรอบข้าง การสื่อสารที่ไปไม่ถึงไหน ความสัมพันธ์ขาดพร่องครึ่งๆกลางๆที่เป็นเสมือนการหาที่ยึดเหนี่ยวไม่ให้ตัวเองต้องสาบสูญไป อารมณ์เปลี่ยวเหงาเคว้งคว้างไร้คนเข้าใจ

หนังจึงกลายเป็นเพียงการผลิตซ้ำ วาทกรรมความเหงา ทีเป็นเสมือนหมุดหมายของคนร่วมสมัยหลายคนในโลกปัจจุบัน ที่ผู้คนพากันนิยม ความเดียวดายอย่างโรแมนติค-


แต่ดูออกจะเป็นการกล่าวร้ายเกินไปถ้าจะมองหนังเรื่องนี้เป็นเพียงหนังCliche เรื่องหนึ่ง เพราะเอาเข้าจริงตัวหนังก็มีประเด็นน่าสนใจมากมายให้หยิบยกพูดถึง



ท่ามกลางอารมณ์ถวิลหาหม่นเศร้า ตัวหนังก็อบอวลด้วยบรรยากาศ HOMOEROTIC แม้หนังจะไม่ได้แสดงออกมาตรงๆ ว่าเสี่ยวหวู่ตกหลุมรักน้าเกาหลี แต่หลายพฤติกรรมก็ส่อนัยไปในทางนั้น ไม่ว่าจะเป็นฉากที่คุณน้ามายืนฉี่ต่อหน้าขณะที่เขากำลังอาบน้ำ การลอบขโมย ขนเพชร ของคุณน้ามาแปะสมุด ไล่เรื่อยไปจนถึงการทำให้เรารู้สึกถึง ความเป็นหญิง- ฝนตัวเสี่ยวหวู่ บทละครที่เขาท่องออกมาตอนนอนดูทีวีเป็นบทผู้หญิง และ การเฝ้าคอยจัดหาอาหาร ไอศกรีม ก็เป็นพฤติกรรมที่ เป็นหญิง- อย่างยิ่ง เอาเข้าจริง อารมณ์ แบบรักร่วมเพศในหนังนั้นหากน้อยหรือมากเกินไป อาจทำลายหนังได้ เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเพียงเด็กชายที่เพิ่งเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม โชคดีที่ ROYSTON TAN คุมโทนในส่วนนี้ออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะมันจึงดูคลุมเครือ อบอวล และไม่หวือหวาจนน่าตกใจ



 

และในอีกฐานะหนึ่ง ตัวละครเสี่ยวหวู่ ก็ถูกนำมาใช้วิพากษ์วิจาณ์ประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบัน ที่พ่อแม่ทำงานจนต้องทิ้งเด็กๆให้ผเชิญโชคลำพัง ในขณะที่ครูก็ไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากการเสริมแต่งความรุนอรงเชิงโครงสร้าง ฉากที่ครูพยายามจะยื้อแย่งสมุดของเสี่ยวหวู่ โดยมีไม้อันใหญ่เป็นอาวุธเป้นแกที่รุนแรงและชวนให้ประหวัดถึงระบบคิดบ้าอำนาจที่ปลูกฝังกันในสถานศึกษา ผ่านทางการใช้อำนาจของครูบ้าอำนาจเหล่านั้น

และที่เสี่ยวหวู่ทำได้ก็เพียงหลบหนีไปสร้างโลกของตัวเองขึ้น ในโลกนั้น คุณน้าเกาหลีเป็นพ่อและเป็น IDOL ของเขา พวกเขามีชีวิตแสนสุข แม้ที่จริงจะไม่เคยคุยกันเลย ในฉากหนึ่งที่เสี่ยวหวู่อ่านเรียงความเรื่องเกี่ยวกับคุณน้า เขาเขียนมันออกมาได้ดีมาก แต่สิ่งที่เขาได้รับคือการทำโทษจากคุณครู เพราะว่าเขาเขียนไม่ครบจำนวนคำตามที่สั่ง!

และเลยพ้นไปจากความเป็นเด็กและความเป็นรักร่วมเพศ นี่คือหนังที่ว่าด้วยความสัมพันธ์เจ็บปวดที่เราพบเสมอๆในชีวิต การเฝ้ามองและใกล้ชิดกับใครสักคน เพื่อที่จะพบว่าเขาจะผ่านเราไปในวันหนึ่ง วันที่เสี่ยวหวู่และคุณน้าเข้าใกล้ที่สุด เป็นคืนสุดท้ายอันเศร้าสร้อย ที่สุด เสี่ยวหวู่ผู้ซึ่งประกอบภาพคุณน้าส่วนตัวขึ้นจาก ขนในที่ลับ ภาพถ่าย หรือรอยน้ำตาบนเสื้อกล้าม ค้นพบว่าคุณน้าคนที่อยู่ในสมุด กับคุณน้าจริงๆใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป

โดยส่วนตัว(ไม่เกี่ยวกับคุณงามความดีของหนัง) ผมพบว่าตัวเองอินกับหนังเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะฉากความรุนแรงในโรงเรียน อาการเปลี่ยวเหงาแปลกแยกของเสี่ยวหวู่ แน่นอนมันอาจเกิดจากการมีภูมิหลังบางประการของผู้เขียนที่สอดคล้องต้องกันกับตัวละคร ทำให้หนังเรื่องนี้ โดน มากกว่าที่คิด

แต่ที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุดคือฉากจบ เพราะโดยทั่วไป หนังในแนวทางนี้มักเลือกจบแบบ COMING OF AGE เสี่ยวหวู่เรียนรู้ความเจ็บปวดแล้วเติบโตขึ้น แต่ในหนังเรื่องนี้กลับเลือกจบด้วยการบอกว่าในที่สุดเสี่ยวหวู่ไม่ได้ออกมาจากโลกของตัวเอง เขากลับเลือก ปิดตายและขังตัวเองไว้ในนั้น การให้หนังจบลงด้วยการทาสีดำที่หน้าต่างบานเกล็ด จึงเป็นการจบที่เจ็บปวดและดิ่งลึกลงอย่างยิ่ง

ตีสี่ครึ่งเป็นเวลาที่คนฆ่าตัวตายมากที่สุด เพราะมัน ดึกเกินกว่าที่จะหลับ และเร็วเกินไปที่จะตื่น ROYSTAN TON เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไว้เช่นนั้น และในตอนจบของหนัง เสี่ยวหวู่ส่องไฟฉายมายังคนดู กระพริบแสงร้องขอความช่วยเหลือที่เราให้ไม่ได้ เพราะเราอาจจ่างติดอยู่ใน ตีสี่ครึ่งของตัวเอง ช้าเกินกว่าจะเริ่มต้นใหม่ และเร็วเกินกว่าที่จะยอมรับ
 


 

  (บทความนี้ตัดมาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aloneagain&month=02-2007&date=07&group=1&blog=2)

4 : 30
เวลาที่ฟ้าใกล้สว่าง


พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 10 ธันวาคม 2549


อุตสาหกรรมหนังสิงคโปร์น่าจะเป็นอุตสาหกรรมหนังที่เติบโตรวดเร็วและประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดมากที่สุดในเอเชีย เมื่อมองว่าประเทศนี้เพิ่งจะมีหนังของตนเองเรื่องแรกเมื่อปี 1991 หรือ 15 ปีก่อน จากเรื่อง Medium Rare ผลงานของ อาเธอร์ สมิธ ผู้กำกับฯชาวอังกฤษ ทั้งยังขาดทุนบานเบอะเมื่อคราวออกฉาย

แต่เพียง 4 ปีหลังจากนั้น ผู้กำกับฯ อีริค คู ก็พาหนังทุนต่ำเรื่อง Mee Pok Man อวดสายตาชาวโลกและได้รับเสียงตอบรับในทางบวก ก่อนจะตอกย้ำที่ทางให้แก่ตนเองและวงการหนังสิงคโปร์ด้วย 12 Storeys ปี 1997 ในฐานะหนังสิงคโปร์เรื่องแรกที่ไปฉายยังเมืองคานส์ ตามติดด้วยความสำเร็จของ Forever Fever ของ เกลน โกย ที่ค่ายมิราแมกซ์ยอมทุ่มเงิน 4.5 ล้านเหรียญสิงคโปร์ ซื้อไปฉายในสหรัฐ

ความสำเร็จดังกล่าวอาจเป็นเพราะหนังสิงคโปร์เริ่มเดินหน้าพอดีกับช่วงเวลาที่กระแสหนังเอเชียกำลังไหลเชี่ยวกรากบนเวทีหนังโลก เมื่อได้นายทุนและบุคลากรที่พร้อมพุ่งไปข้างหน้าอย่างเต็มตัวเป็นผู้คอยขับเคลื่อนด้วยแล้ว...อะไรก็ดูจะฉุดไม่อยู่

นายทุนกลุ่มสำคัญของวงการหนังสิงคโปร์คือ เรนทรี พิคเจอร์ ซึ่งเปิดตัวในช่วงปลายทศวรรษ 90 และมีส่วนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมหนังสิงคโปร์เป็นเสมือน “เสือตัวใหม่” แห่งเอเชียตะวันออก

ผลผลิตเด่นๆ ของเรนทรี เช่นการร่วมมือกับผู้ผลิตจากฮ่องกงทำหนังเรื่อง The Eye (คนเห็นผี-2002) และ Infernal Affairs II (ต้นฉบับ 2 คน 2 คน-2003) หนังฮิตในประเทศเรื่อง Chicken Rice War (2000) และ One Leg Kicking (2001) รวมทั้งหนังที่น่าจะเป็นที่รู้จักในบ้านเรามากที่สุดเรื่อง I Not Stupid (ผม...ไม่โง่-2002) ของ แจ๊ค เนียว

ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับหนัง แต่ช่วยให้เห็นภาพว่าทำไมอุตสาหกรรมหนังสิงคโปร์จึงเติบโตรวดเร็วคือ เรนทรี พิคเจอร์ เป็นบริษัทลูกของ มีเดียคอร์ป ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสื่อผู้ผูกขาดกิจการโทรทัศน์ในสิงคโปร์ และหากไล่เรียงสายใยทางธุรกิจต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบชื่อคุ้นๆ ของ “เทมาเส็ก โฮลดิงส์” กลุ่มบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในที่สุด

สำหรับผู้กำกับฯสิงคโปร์ซึ่งเป็นที่รู้จักนอกประเทศ นอกจาก อีริค คู และแจ๊ค เนียว แล้ว รอยสตัน ตัน คือผู้กำกับฯหนุ่มมาแรงอีกคนหนึ่งที่ถูกจับตามองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา

*รอยสตันผันตัวจากการกำกับหนังโฆษณามาทำหนังยาวเรื่องแรกชื่อ “15” ในปี 2003 โดยขยายความจากหนังสั้นชื่อเดียวกันของตนเอง หนังเกี่ยวกับแก๊งวัยรุ่นสุดหวือหวาที่มีฉากยาเสพติดเรื่องนี้โดนกรรมการเซ็นเซอร์ของสิงคโปร์หั่นทิ้งหลายฉากและได้เรตอาร์หรือจำกัดผู้ชมที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป ว่ากันว่าเหตุผลลึกๆ ที่ทางการไม่ปลื้มเพราะหนังใช้ภาษาฮกเกี้ยนมากเกินไป แทนที่จะใช้ภาษาจีนกลางหรือภาษาอังกฤษ

ปี 2005 รอยสตันมีงานใหม่ชื่อ 4 : 30 ด้วยสไตล์นิ่งเงียบสงบเสงี่ยมต่างจากผลงานเรื่องแรกโดยสิ้นเชิง ชื่อหนังหมายถึงเวลาตี 4 ครึ่ง ซึ่งรอยสตันอธิบายว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาสัมผัสถึงความเหงาจับจิต ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับผู้คนได้ เป็นความรู้สึกขัดแย้งที่ยากอธิบายจนต้องถ่ายทอดออกมาเป็นหนัง

หนังเล่าถึงเด็กชายวัย 11 ขวบ ชื่อ เซียวหวู อยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์เพราะแม่ไปทำงานที่ปักกิ่ง นานๆ ครั้งแม่จึงจะโทรทางไกลมาหา เขาไม่มีใครดูแล ไม่มีคนพูดคุย ไม่มีเพื่อน

ตอนกลางวันเซียวหวูไปโรงเรียน แต่เขามักจะเผลอหลับจนถูกครูลงโทษ บ่อยครั้งเขาไม่ยอมทำการบ้านตามที่ครูสั่ง โดยเฉพาะการวาดรูป “ความใฝ่ฝัน” โดยเซียวหวูบอกว่าเขาไม่เคยฝัน และการเขียนเรียงความเรื่อง “คนเก่งของฉัน” ซึ่งเด็กผู้ชายมักจะเขียนถึงพ่อของตนเอง

อันที่จริงเซียวหวูไม่ได้อยู่คนเดียว ยังมีชายชาวเกาหลีวัยสามสิบชื่อ จุง ที่แม่พามาเช่าพักในอพาร์ตเมนต์ แต่ทั้งสองไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการพูดคุยทักทาย ราวกับว่าต่างพกพาโลกลำพังไว้กับตัวตลอดเวลา

เรื่องที่จุงไม่เคยรู้คือ เวลาตี 4 ครึ่ง ซึ่งจุงมักจะเมาหลับใหลไม่รู้สึกตัว เซียวหวูจะย่องเข้ามาในห้องของเขา ค้นสัมภาระและหยิบสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ กลับออกไป

ในแสงสลัวของช่วงเวลาที่ฟ้าใกล้สว่าง เซียวหวูจะพินิจพิจารณา “สิ่ง” เหล่านั้น พร้อมกับบันทึกลงในหนังสือ ราวกับเป็นการค่อยๆ ทำความรู้จักเพื่อนเพียงคนเดียวในโลก

โดยเรื่องราวเกี่ยวกับจุงเพียงเรื่องเดียวที่เซียวหวูรู้แน่ชัดคือ จุงต้องการฆ่าตัวตาย

วันคืนคืบเคลื่อนเชื่องช้า โลกของคนเหงา 2 คน ได้เข้ามาซ้อนเหลื่อมกันในที่สุด เซียวหวูและจุงค่อยๆ เปิดทางให้แก่กันมากขึ้น ทำให้บางค่ำคืนแห่งความเหงา ทั้งสองไม่ต้องโดดเดี่ยวลำพัง

กระนั้น โลกที่ซ้อนเหลื่อมกันใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป เหมือนเช่นห้วงยามที่ต้องเคลื่อนผ่านไปเสมอ

ขณะที่หนังเหงาๆ เรื่องอื่นมักจะไม่บอกกล่าวปมหรือปูมหลังความเป็นมาของตัวละครเท่าใดนัก แต่รอยสตันได้เติมเต็มตัวละครใน 4 : 30 ให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงปมปัญหาสำคัญอันเป็นที่มาของพฤติกรรมของตัวละคร และถือเป็นความดีความชอบของบทหนังที่เขียนโดยรอยสตันและ เลียม เยียว ในการสื่อถึงเรื่องดังกล่าวทั้งที่หนังทั้งเรื่องมีบทสนทนานับครั้งได้ รวมทั้งใช้ภาพเล่าเรื่องง่ายๆ คอยช่วยเสริม

*เช่น ฉากที่บอกว่าเซียวหวูไม่มีพ่อ และให้ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับจุงในสายตาของเซียวหวู ผ่านการอ่านเรียงความเพียงฉากเดียว หรือฉากกลางดึกที่เซียวหวูดูหนัง พร้อมกับพูดบทสนทนาของตัวละครหนึ่งโต้ตอบกับอีกตัวได้อย่างแม่นยำ ทำให้เข้าใจได้ว่าเซียวหวูดูหนังเรื่องนี้เพื่อฆ่าเวลายามดึกดื่นมาแล้วหลายรอบ และการโต้ตอบกับตัวละครในหนังก็เหมือนกับได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์(สังเกตว่าเซียวหวูพูดทับบทของตัวละครหญิงโต้ตอบกับตัวละครชาย เมื่อนำมาเชื่อมกับเรื่องราวความใกล้ชิดกับจุง หนังจึงมีแง่มุมของรักร่วมเพศปะปนอยู่)

หากการย่องเข้าห้องจุง หยิบสิ่งของ และจดบันทึก คือการทำความรู้จักเพื่อนเพียงคนเดียวของเซียวหวู หนังได้ค่อยๆ เพิ่มระดับให้เซียวหวูรู้จักจุงมากขึ้น โดยครั้งแรกสิ่งที่เซียวหวูหยิบกลับออกมาเป็นเพียงขยะที่บอกว่าจุงกินอะไร ชิ้นต่อมาคือชิ้นส่วนจากร่างกายของจุง อีกวันหนึ่งเป็นภาพถ่ายคู่ของคนทั้งสอง จนเมื่อเซียวหวูกับจุงแบ่งปันความรู้สึกต่อกัน ชิ้นส่วนในบันทึกวันต่อมาจึงเป็นคราบน้ำตาบนเสื้อ

การที่เซียวหวูบันทึกความสัมพันธ์เหล่านี้ไว้ท้ายแต่ละบทของหนังสือจึงเปรียบเป็นเรื่องราวที่ดำเนินคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และเซียวหวูไม่ต้องการสูญเสียมันไป และเพราะเหตุนี้ เมื่อความสัมพันธ์ดังกล่าวต้องสะบั้นลงก่อนถึงบทสุดท้ายจึงนำพาความโศกเศร้าถึงที่สุด เหมือนว่าโลกก่อนฟ้าสว่างของเซียวหวูจะมืดมิดลงตลอดกาล

ว่าไปแล้วเรื่องของคนเหงาผู้โหยหากับการล่วงล้ำ “พื้นที่ส่วนตัว” อาจทำให้นึกถึง Chungking Express(1994) ของหว่องกาไว ขณะเดียวกัน เรื่องราวทำนองนี้กับสไตล์ภาพนิ่งเงียบ เนิ่นนาน และพฤติกรรมไม่เด่นชัดของตัวละครก็ใกล้เคียงกับ Vive L’Amour(1994) ของ ไฉ้หมิงเลี่ยง อย่างยิ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น ฉากตัวละครชาวต่างชาติพยายามแขวนคอในห้องพัก กับความสัมพันธ์ของคนเหงา 2 คน ยังพ้องกับ Last Life in the Universe(2003) ของ เป็นเอก รัตนเรือง ซึ่งตามหลังหนังสองเรื่องนั้นมาก่อน

เนื้อหาว่าด้วยอาการเหงา อ้างว้าง ไร้จุดหมายของผู้คน ที่เคยเป็นเทรนด์หนึ่งของหนังเอเชีย(และทั่วโลก) มาตั้งแต่ทศวรรษก่อนนี่เอง ทำให้ 4 : 30 ดูจะเป็นการผลิตซ้ำและเดินตามมาอย่างเชื่องช้า จนมองไม่เห็นความแปลกใหม่เมื่อพิจารณาจากบรรยากาศของหนังและวิธีการนำเสนอ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดที่ใช้เรื่อง “เงื่อนเวลา” และ “ความมืด-แสงสว่าง” มาผูกกับความเหงา ถือว่าน่าสนใจและแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น ทั้งยังทำให้หนังมีมิติทางอารมณ์ความรู้สึกเสมือนเป็นบทกวีเหงาเศร้าบทหนึ่ง

ที่สำคัญคือ ไม่เสแสร้งและบีบคั้นอารมณ์จนเกินพอดี
 

 


 

(บทความนี้ตัดมาจาก http://zom17.exteen.com/20070406/4-30-by-royston-tan)

 

4:30 Directed by Royston Tan Cast Kim Young Jun,Xiao Li Yuan

.

เป็นหนังที่แบบว่า ดูแล้ว....เหงาโคตรพ่อ สุดๆ เรื่องอารมณ์ บีบมากเลยนะ สุดยอดเลย หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ สิงค์โปร์ฟิล์ม พึ่งเคยดูเหมือนกัน ไอ้เราก็ไม่รู้เรื่องคิดไปว่าจะพูดกันแต่อังกฤษ พูดจีนเหมือนกันนะเนี่ย แต่ดูแล้วชอบมากๆเลย หนังมันจะมีกลิ่นวายลอยไปลอยมา...แต่แบบนิดๆ ถ้าอยากเห็นฉากอย่างว่า ขอบอกว่าไม่มีนะครับ เสียใจ แต่เชื่อเหอะว่าจะต้องชอบ ยิ่งตอนจบนี่แบบว่า....แซ๊ดเอาโล่กันไป 

เรื่องย่อ(แบบป่วยๆนะ) ก็ประมาณว่าน้องตี่ขาขาวคนนี้ เค้าอยู่คนเดียวในอพาร์ตเมนต์ที่ครอบครัวแบ่งให้ผู้ชายชาวเกาหลีคนนึงเช่า พ่อของน้องไม่เป็นที่กล่าวถึง ส่วนคุณแม่ไม่ค่อยว่างดูแล น้องเค้าก็เลยต้องอยู่กับลุงกิมจิสองคน แต่มันก็ไม่ได้จบแบบแฮ๊ปปี้อย่างที่อยากให้เป็น....พูดแล้วมันแซ๊ดดดดดดด แต่หนังเรื่องนี้บอกได้คําเดียวว่าเหงามาก...สุดเท้าจริงๆ(เอ้อ อันนี้ขอเม้าท์ หนังเรื่องก่อนของผู้กํากับคนนี้ ชื่อเรื่อง 15 ตั้งชื่อหนังเป็นเลขตั้งสองเรื่อง แปลกดีนะ)

 

 

 

 

 

เบื้องหลังแอบน่ารักกันทั้งคู่เลย ลุงพระเอกแกเป็นคนเกาหลีจริงๆด้วยหล่ะ

4:30


รางวัล

Bratislava International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2006 Won Grand Prix Royston Tan
 
Hawaii International Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2006 Won Netpac Award Best Film Royston Tan
 

 

In the still of the night which is 4:30 am, a little boy Xiao Wu, wakes up almost religiously each day to spy on a Korean tenant of his family apartment. A latch key, lonely boy, he finds joy in crafting a virtual relationship with the man Jung, a foreigner with an agenda here, a friend he cannot communicate directly with given barriers like language and his non presence during the day.
 

 

 


เข้าชม : 33689    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: gaygoodfilm: AbusedKid: curious: SubtitleThai: SubtitleEnglish: originAsian: ComingOfAge: recommend



หนังเกย์,เลสเบี้ยนและไบเซกช่วลเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ