[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

La Maison de Himiko (2005)

(บรรยายไทย)

 

Directer:Isshin Inudou  Producer: Osamu Kubota, Shinji Ogawa Writter:Aya Watanabe Music:Haruomi Hosono  Cinematography:Takahiro Tsutai  Editor:Hirohide Abe 

Running time:130 min  Country:Japan  Language:Japanese Genre:Drama  

Subtitle: English/ไทย
Starring
Jô Odagiri ... Haruhiko
Kou Shibasaki ... Saori Yoshida
Min Tanaka ... Himiko

 

                 จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหญิงสาวที่ได้รับการติดต่อจากหนุ่มสุดหล่อ ที่นะนำตัวเองว่าเขาเป็นแฟนกับพ่อของเธอ และอยากให้เธอกลับไปดูใจพ่อที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง และนี่คือหนังสุดประทับใจที่คุณจะต้องหลงรัก

 


(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=doppelganger&month=06-2006&date=07&group=1&gblog=3)

La maison de Himiko ความรักไม่มีเพศ

เมื่อวานตกหลุมรักอีกแล้วครับ

คราวนี้เป็นหนังญี่ปุ่นเรื่อง La maison de Himiko หรือ บ้านของฮิมิโกะ ครับ หนังเล่าเรื่องของฮิมิโกะอดีตสาวประเภทสองเจ้าของบาร์เกย์ที่เคยดังมากในญี่ปุ่นสมัยช่วง 1950 ที่ป่วยแล้วหลบจากเมืองหลวงมาซื้อโรงแรมเก่าริมทะเลแล้วทำเป็นสถานบำบัด อยู่กับกลุ่มเพื่อนกะเทย เกย์ ท่าทางประหลาดๆ เรื่องมาเริ่มตรงที่ฮิมิโกะป่วยหนัก แฟนหนุ่มของเขาเลยตามคนมาช่วยดูแลและจัดการเรื่องดูแลบ้านให้ช่วงสุดสัปดาห์ โดยที่ผู้หญิงคนนั้นก็คือ ซายูริ ลูกสาวจริงๆของฮิมิโกะครับ ???

เรื่องพยายามเล่าการปรับตัวของซายูริให้เข้ากับสังคมของกะเทย และ เกย์ รวมทั้งการรับสภาพพ่อที่กลายเป็นแม่ของเธอ หนังน่ารักและน่าประทับใจมากครับ ไม่ตัดสิน ไม่พยายามชี้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่กลับพยายามสร้างความเข้าใจของคนกลุ่มหนึ่งที่....แตกต่าง แต่อยู่ร่วมกับคนที่เชื่อว่า "ปกติ"อย่างพวกเรา มีเรื่องราวย่อยหลายเรื่องที่ทำให้ทั้งหัวเราะ แล้วก็น้ำตารื้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ รูบี้ กะเทยแก่ ที่รอการได้พบหน้าหลานสาวด้วยการท่องคาถา ปิกกี้ ปิกปี้ ปิกกี้ ที่มาจากการ์ตูนเรื่อง อัศวินสายรุ้ง เรื่องของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อยากแต่งสาว รวมทั้งเรื่องความสัมพันธ์ของซายูริ กับ แฟนหนุ่มของพ่อตัวเอง

โอดากิริ โจ คนโปรดตลอดกาลของผมเล่นเป็นเกย์หนุ่ม แฟนของฮิมิโกะได้อย่างสุดยอด เขาเล่นนิ่งๆแต่เต็มไปด้วยความสับสน กังวลกับอนาคตของตัวละครได้ดีเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่า โอดากิริ โจ จะเล่นเป็นเกย์ได้เนียนมากๆ ฉากที่เขานั่งอยู่กับซายูริ ข้างเตียงของฮิมิโกะที่นอนป่วยหลับอยู่ แล้วบอกเธอว่า เขารักพ่อของเธอมากขนาดไหน ฉากนี้สุดยอดครับ ผมปลื้มเขาขึ้นมาอีกเป็นกอง

ส่วนชิบาซากิ โค เล่นเป็นซายูริ ผู้หญิงที่โกรธ สับสน ถึงสภาพของพ่อ เพศของพ่อ และ ความรักของพ่ออยู่ตลอดเวลา ในหัวเธอหนักอึ้งด้วยความไม่เข้าใจ เธอเก็บหลายเรื่องไว้ในใจเยอะมาก ฉากที่เธอตัดสินใจไปนอนกับเจ้านายแล้วนอนกัดฟันจนเจ้านายบ่นว่าส่งเสียงออกมาบ้างซะเถอะ เยิ่มสุดๆครับ รวมไปทั้งนักแสดงคนอื่นๆที่เล่นได้ดีมากๆ อึมมมมม จริงๆแอบประทับใจคุณยายรูบี้ที่สุดเลยครับ

ความรักเป็นเรื่องประหลาดนะครับ เพราะเวลาคุณรักใครซักคน คุณให้อภัยและคุณเลือกที่จะลืมบางสิ่งได้ เวลาคุณรักใครซักคน คุณไม่สนใจหรอกนะครับว่าเขาจะหน้าตาอย่างไร คุณลืมแม้กระทั่งว่าในที่สุดแล้วเขาเพศอะไร หรือว่าบางทีความรักอาจจะไม่มีเพศก็ได้มังครับ



(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kurapica&date=13-08-2006&group=1&gblog=5)
Maison de Himiko :: หนังญี่ปุ่นดีดีอีกเรื่องที่เราประทับใจ...

เมื่อคืนหยิบเอา DVD เรื่องนี้มาดูรอบ 2 แล้วก็ยังชอบและประทับใจหนังเรื่องนี้มากพอดูเหมือนเดิม เลยเอารีวิวที่เขียนไว้ตั้งแต่ตอนดูรอบแรกมาแนะนำให้ชมกันนะคะ ..

Maison de Himiko (Mezon do Himiko)

ปัจจุบันภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับชีวิตชาวโฮโมหรือแนวรักร่วมเพศของญี่ปุ่นที่ผู้เขียนเคยดูเรื่องสุดท้ายผ่านมาหลายปีเหลือเกิน ก็คงจะเป็นเรื่อง Hush (ผลงานเรื่องดังที่มาจากหนังสือ Kira Kira หรือชื่อไทยว่า “เป็นประกาย” นั่นเอง) นับตั้งแต่นั้นมาก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงได้ผลิตหนังแนวนี้ออกมาน้อยนัก อาจเป็นไปได้ว่า ผลิตออกมาแล้วไม่โดนใจและคนไม่นิยมเหมือนหนังจากแถบยุโรปอเมริกา ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ก็มีหนังที่เกี่ยวกับชีวิตของชาวสีม่วงออกมาให้ชมสมใจอยาก จึงรีบจัดแจงหามาทันที
พอได้ชมแล้วก็อดที่จะนำมาแนะนำให้เพื่อนๆที่สนใจลองไปหามาชมกัน กับผลงานชิ้นล่าสุดจากผู้กำกับหนุ่ม อิชชิน อินุโดะ ที่ผู้เขียนชื่นชอบงานของเขา ที่ออกมาเมื่อปี 2003 อย่าง Josee, the Tiger and the Fish มาก ๆ ที่ผ่านมา เขามีผลงานดังๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น หนังรักแนวแฟนตาซีอย่าง Across A Golden Prairie (2000) หรือหนังสุนัขน่ารักๆ อย่าง All about my dog(2005) และ 2 ผลงานล่าสุดที่โด่งดังอย่างในปี 2005 อย่าง หนังที่สร้างจากการ์ตูนเรื่องดังของ อ. อาดาจิ มิสิรุ เรื่อง Touch (2005) และ Maison de Himiko (2005) ที่กำลังจะพูดถึงนี้ค่ะ



 

Maison De Himiko เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์แบบสับสนอลหม่านระหว่างพ่อที่กลายเป็นเกย์กับลูกสาว เมื่อผู้เป็นลูกได้รับแจ้งข่าวว่า พ่อของเธอซึ่งทิ้งเธอกับแม่ไปตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กหญิง เขากลับไปใช้ชีวิตเป็นเกย์อย่างเปิดเผยและเป็นเจ้าของบาร์เกย์ในย่านกินซ่าที่โด่งดังในสมัยนั้น แต่ในขณะนี้ พ่อแท้ๆของเธอได้ปลดเกษียณตัวเองออกมาเปิดบ้านพักสำหรับชาวเกย์ที่ริมชายหาด ตอนนี้เขา กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งร้าย คู่รักของพ่อเธอ พยายามจะประสานรอยร้าว ของพ่อลูกคู่นี้ จึงได้พยายามติดต่อลูกสาวที่แท้จริงที่เขาทิ้งเธอไปตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้พ่อลูกได้พบหน้ากันในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

ซาโอริ (โค ชิบาซากิ จาก One Miss Call, Crying Out Love,In the Center of the World ) หญิงสาวอายุ 24 ปี ที่ดูไม่ค่อยร่าเริงแจ่มใส เหมือนหญิงสาวในวัยไล่เลี่ยกัน เธอใช้ชีวิตเป็นพนักงานที่บริษัทเพนท์ติ้งเล็กๆ และทำงานพิเศษเป็นพนักงานรับโทรศัพท์คอยตอบคำถามเรื่องเซ็กซ์ เพื่อให้ได้เงินมาปลดหนี้ค่ารักษาพยาบาลแม่ของเธอที่ตายไป วันหนึ่งก็มีชายหน้าตาดีชื่อ ฮารุฮิโกะ(โจ โอดะงิริ ดาราหนุ่มจาก Shinobi , Platonic Sex ,AZUMI ) เข้ามาพบเธอทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป ฮารุฮิโกะประกาศกับเธอว่า เขาคือแฟนหนุ่มของพ่อแท้ๆของเธอ ที่ใช้ชีวิตแบบเกย์อย่างสงบที่บ้านริมทะเลหลังหนึ่ง ด้วยอาการป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ตอนนี้บ้านหลังนี้อยู่ภายใต้ความดูแลของฮารุฮิโกะ เขายื่นข้อเสนอให้เธอไปทำงานที่บ้านหลังนี้ โดยมีค่าตอบแทนอย่างงาม ในตอนแรกเธอตั้งท่าจะปฎิเสธข้อเสนอของเขา แต่เมื่อเขาอ้างถึงภาระหนี้สินเธอจึงไม่มีทางเลือก
 


เมื่อซาโอริ ได้เดินทางมาถึง "Maison de Himiko" แห่งนี้ ซึ่งมาจากชื่อพ่อของเธอที่เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ฮิมิโกะ รับบทโดย ดาราเจ้าบทบาท อย่าง มิน ทานากะ (Twilight Samurai) ที่บ้านแหล่งนี้ เธอทำตัวเป็นศัตรูกับคนทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแท้ๆของเธอ ความรู้สึกที่ซายูริมีต่อเขานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและต้องการแก้แค้นพ่อของเธอ

บรรดาสมาชิกในบ้านพักแห่งนี้ เต็มไปด้วยเกย์รุ่นใหญ่ ที่มีนิสัยประหลาดๆ จิตใจไม่ปกติ แต่ละคนล้วนประสบพบเจอปัญหาชีวิตจากครอบครัวที่ไม่ให้การยอมรับ ครั้งแรกซายูริมองพวกเขาด้วยสายตารังเกียจ และทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา แต่เมื่อได้ลองสัมผัสถึงจิตใจที่ดี ของบรรดาเกย์รุ่นเดอะทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในนี้ และบรรยากาศที่แสนอบอุ่นในสังคมเล็กๆ ที่ผู้คนจากโลกภายนอกไม่ให้การยอมรับ ก็ทำให้ซาโอริเข้าใจและเปิดใจรับสมาชิกเหล่านั้นในที่สุด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คงเป็น ความอบอุ่น ความรักและการเอื้ออาทรต่อกัน ระหว่างสมาชิกในบ้าน ที่ผู้กำกับอินุโดะ ต้องการสื่อให้เห็น และความรักต่างวัยที่ฮารุฮิโกะมีต่อฮิมิโกะพ่อของซาโอริที่ใกล้ตาย ทำให้ซายูริเริ่มเปิดใจสานความสัมพันธ์กับพ่อของเธอ แถมท้ายด้วยฉากเต้นรำที่ทุกคนพากันออกไปเต้นกันอย่างสุดเหวี่ยง ด้วยท่าเต้นแบบประยุกต์ เข้ากันดีกับเพลงจังหวะดิสโก้มันส์ๆ ที่เปิดในร้าน

ดาราสาวที่นักแสดงนำในเรื่องนี้คือ โค ชิบาซากิ ที่สลัดคราบไอดอลสาวสวย มาเล่นเป็นสาวเชยๆหน้าตาบูดบึ้ง ไม่พูดไม่จากับใคร ทำหน้าตาเหมือนแบกโลกไว้ตลอดเวลา แต่เธอก็เป็นที่รักของผุ้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านพักแห่งนี้ รวมทั้งหนุ่มหล่อ โจ โอดะงิริ ที่รับบทเป็นชายหนุ่มคู่ขาที่ประกาศตัวตั้งแต่แรกว่าไม่สนใจผู้หญิง แต่แล้วเขาก็เริ่มสับสนใจเมื่อมีสาวน้อยไร้เดียงสาด้านความรักเข้ามาใกล้ และที่สำคัญ สาวคนนั้นดันเป็นลูกสาวของคนรักเขาซะด้วย และดาราอีกคนที่รับบทสำคัญในเรื่องอย่าง มิน ทานากะ นักแสดงและนักเต้นที่โด่งดังค้างฟ้าของญี่ปุ่น มารับบทเกย์หนุ่มใหญ่ที่กำลังใกล้ตาย และดาราสมทบอีกคับคั่ง

แม้ในช่วงท้ายๆของหนังเรื่องนี้ อาจไม่โดนใจ หรือสะเทือนใจผู้ชมบางคน แต่นั่นก็ทำให้ผู้เขียนนั่งอมยิ้มอย่างพอใจ อีกทั้งดื่มด่ำกับเพลงประกอบอันแสนจะไพเราะ จนตั้งใจจะไปหามาจับจองเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน ถ้ามีโอกาสก็ลองหามาชมกันนะคะ ( แต่ถ้าจะรอลิขสิทธิ์ของไทยก็อาจจะต้องรอยาวสักหน่อย เพราะยังไม่มีข่าวว่ามีค่ายไหนซื้อมาอีกแล้วค่ะ T_T)
 



(บทความนี้ตัดมาจาก http://www.bioscopemagazine.com/smf/index.php?topic=1355.0)
La Maison de Himiko : รัก / สาม / เพศ
โดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง


ถ้าพูดถึงหนังเกย์ร่วมสมัยของญี่ปุ่นแล้ว ชื่อของผู้กำกับที่ต้องโดดเด้งขึ้นมาเป็นคนแรกๆ ก็คือ เรียวสุเกะ ฮาชิกุจิ เขาสร้างผลงานเด่นๆ ไว้ตั้งแต่ช่วงยุค 90 เป็นต้นมา เช่น Like Grains of Sand (1995) หนังที่ว่าด้วยความรักอันยุ่งเหยิงของเกย์ ชายจริง และหญิงแท้ หรือ Hush! (2001) ที่ 2 เกย์หนุ่ม + 1 หญิงสาวพยายามจะเลี้ยงลูกด้วยกัน

สังเกตได้ว่าฮาชิกุจิไม่ได้จำกัดเรื่องเล่าของตัวเองอยู่ในวงของสังคมเกย์ แต่เขามักขยายความวุ่นวายไปสู่เพศที่หนึ่ง เพศที่สองด้วย จนทำให้หนังของเขาเต็มไปด้วยความสัมพันธ์อันซับซ้อนและวายป่วงสุดๆ

La Maison de Himiko (2005) ของผู้กำกับ อิชชิน อินุโด ก็มีลักษณะคล้ายหนังของฮาชิกุจิอยู่เหมือนกัน หนังเล่าถึง ซาโอริ (โค ชิบาซากิ) หญิงสาวที่ได้รับการติดต่อจากหนุ่มมาดเท่ ฮารุฮิโกะ (โจ โอดากิริ) ให้กลับไปดูใจ ฮิมิโกะ (มิน ทานากะ) พ่อของเธอที่กำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง แต่ซาโอริก็ไม่ค่อยจะเต็มใจไปนัก เพราะว่าพ่อของเธอเป็นกะเทยและทิ้งเธอไปตั้งแต่เด็ก ส่วนหนุ่มหล่อที่มาหาเธอนั้นก็เป็นคู่ขาของพ่อนั่นเอง

ฮิมิโกะนั้นเคยเป็นมาม่าซังที่บาร์ชื่อดังมาก่อน แต่หลังจากเกษียณเขาก็เอาเงินทั้งหมดไปสร้างบ้านพักคนชราสำหรับเกย์ที่ชื่อว่า Himiko Hotel ฮารุฮิโกะรู้ว่าซาโอริกำลังร้อนเงินอย่างหนัก เขาจึงยื่นข้อเสนอให้เธอเข้าไปทำงานที่นั่นพร้อมกับเสนอค่าจ้างก้อนโต ด้วยเหตุนี้เองซาโอริจึงได้พบหน้ากับพ่อของเธอ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี

ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ของซาโอริกับพ่อก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ หนังก็พาเราไปรู้จักกับบรรดาเกย์ชราที่อาศัยอบู่ในบ้านหลังนั้น ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ตั้งแต่กะเทยแต่งหญิง, เกย์ปากจัด, เกย์ผู้ดี ไปจนถึงเกย์ปัญญาชน ตัวละครพวกนี้สร้างสีสันให้กับหนังได้ดี แต่อารมณ์ ''การ์ตูนๆ'' ของพวกเขาก็อาจทำให้ทรงพลังน้อยลงไปบ้าง (แต่ที่เซอร์มากคือ หนังมีฉากการ์ตูนจริงๆ ใส่เข้ามาด้วย)
 


ฟังดูแล้ว Himiko Hotel ก็เหมือนสรวงสวรรค์ของเกย์ (มีฉากหนึ่งพวกเขาเรียกนักศึกษาหนุ่มๆ มาสร้างความบันเทิงเริงใจ) แต่เมื่อดูหนังไปเรื่อยๆ เราก็จะพบว่า แท้จริงแล้วที่นี่คือ สถานีพักสุดท้ายก่อนเข้าสู่ปลายทาง เพราะบรรดาตัวละครเกย์ก็เริ่มทยอยกันจากโลกนี้ไป ยามาซากิ สมาชิกคนหนึ่งบอกว่าเขาเคยมีความสุขมาก ตอนเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ แต่ ณ ตอนนี้เขามีแต่ความทุกข์ที่ต้องเห็นเพื่อนตายทีละคนๆ

อย่างไรก็ดี ยามาซากิ ก็ไม่ได้หวั่นเกรงต่อความตายอย่างใด เขาพูดกับซาโอริว่า "แค่คิดว่าชาติหน้าฉันจะเกิดมาเป็นผู้หญิง ฉันก็ไม่กลัวตายแล้ว" หนังเปิดเผยภูมิหลังของยามาซากิว่าเขาเคยพนักงานบริษัทธรรมดาๆ คนหนึ่ง (ที่ต้องแอ๊บแมน) ฉากหนึ่งที่น่าเจ็บปวดมากคือ ตอนที่เขาแต่งหญิงไปเที่ยวผับ แต่กลับเจออดีตเพื่อนร่วมงาน แถมฝ่ายหลังยังพูดจาดูถูกเขาประมาณ "ว่าแล้วเชียว ฉันคิดมาตลอดเลยว่านายต้องเป็นกะเทยแน่ๆ"

รูบี้ กะเทยแก่ปากตลาด ก็เป็นอีกตัวละครหนึ่งที่มีบั้นปลายน่าเศร้า หลังจากเส้นเลือดในสมองแตกจนเป็นอัมพาต ฮารุฮิโกะและเหล่าสมาชิกก็ตัดสินใจส่งเขากลับไปอยู่กับลูกชาย (ที่ไม่เคยพบหน้ากันเลย เพราะรูบี้ทิ้งลูกเมียไป) พวกเขาปกปิดความจริงกับลูกชายว่ารูบี้เป็นกะเทย ทั้งที่ความจะต้องแตกสักวันแน่ เพราะรูบี้นั้น ''เฉาะ'' มาแล้ว

ซาโอริ รู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของพวกฮารุฮิโกะมาก จึงเกิดการโต้เถียงกัน ฮารุฮิโกะพูดใส่ว่าเธอเป็น ''คนนอก'' ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และ Himiko Hotel ก็เป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นมาเพื่อความสุขของชาวเกย์ แต่ซาโอริก็ตอกกลับว่า "ที่นี่น่ะเป็น ''เรื่องโกหก'' ต่างหาก!" คำพูดนั้นทำให้พวกฮารุฮิโกะนิ่งอึ้งไป เพราะแท้จริงพวกเขาก็รู้แก่ใจว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่สามารถช่วยให้พวกเขาซ่อนตัวจากความจริงได้ ทั้งเรื่องของความตาย และความแปลกแยกของความเป็นเกย์
 


ความเป็นเกย์ยังสร้างปัญหาให้กับตัวละครหลักของเรื่อง เมื่อซาโอริกับฮารุฮิโกะเริ่มมีใจให้กัน ในฉากที่ทั้งสองพยายามจะมีเซ็กซ์กัน ผู้กำกับอินุโด ให้เวลากับฉากนี้ค่อนข้างนาน และทำให้เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด ฮารุฮิโกะลูบไล้ไปตามเนื้อตัวของซาโอริ แต่ก็เหมือนมีบางอย่างทำให้เขาลังเลใจ ในที่สุดฝ่ายหญิงก็เลยพูดออกมาว่า "ฉันไม่มีสิ่งที่คุณต้องการใช่มั้ย"

แต่หนังก็ไม่ได้สรุปลงอย่างหดหู่นัก ถึงแม้ตัวละครทั้งสองจะไม่สามารถเข้ากันในทางกายภาพ แต่พวกเขาก็หาทางออกให้กับตัวเองได้ ซาโอริก็ไปมีเซ็กซ์กับเจ้านาย ส่วนฮารุฮิโกะก็ยังคงยั่วผู้ชายไปเรื่อยตามประสา ในช่วงท้ายของหนัง เราเห็นได้ว่าทั้งคู่ก็ยังไปมาหาสู่กัน และมีความรู้สึกผูกพันกันอยู่ แม้ยากจะระบุเหลือเกินว่าทั้งคู่เป็นอะไรกัน

บางทีความสัมพันธ์ของซาโอริและฮารุฮิโกะอาจจะคล้ายๆ กับเพลงที่ใช้ในฉากที่ตัวละครทั้งหมดร่วมกันเต้นในผับ เนื้อเพลงท่อนหนึ่งร้องว่า

"We both hurt each other
and lose everything
Together we''ll close the door
Together we''ll erase our names
When we do
our hearts will tell us why"


 

(บทความนี้ตัดมาจาก http://colorsleeper.blogspot.com/2009/02/55555.html)

La Maison De Himiko หนังในดวงใจตลอดกาล 55555+

ชอบมากกกกกกกก ชอบมายยยยยยยยย ดูกี่รอบกี่รอบก็ชอบ ปลาบปลื้มมากกกกกค่ะ ทุกคนแสดงดีหมด โดยเฉพาะพี่โจ กับบทเกย์ที่หล่อที่สุดในโลกนี้ 5555+ ในกุงเกงเอวสูงฟิตก้นขนาดนั้น ได้ใจมากกกกค่ะ ส่วนนางเองก็ปลาบปลื้มมากกกไม่แพ้กัน ชอบแววตาที่ดูอึดอัด สับสน กดดันของเธอมาก พยายามอินทุกฉากทุกตอน ชอบคาร์แรคเตอร์มาก สดใส มีชีวิตชีวา กระทั่งพระเอกยังสับสนเลยทีเดียวเชียว เป็นความรักที่แสนจะอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นความรักในรูปแบบไหนก็ตาม เป็นความรักที่ไม่มีเพศ อิจฉานางเอกจังที่มีคนมารุมรักขนาดนี้ และได้รู้จักกับลุงๆ ป้าๆ ในบ้านพักคนชราในบ้าน Himiko อบอุ่น ปลาบปลื้ม ไปหมดทุกสิ่งอย่าง ทั้งดนตรีประกอบ ทำออกมาดี ถูกใจมากกก เสียงดนตรีตอนนางเอกมาที่บ้าน Himiko เป็นครั้งแรกยังก้องอยู่ในหูเลยค่า ชอบจริงๆ บางครั้งฟังดูเหงาๆ บางครั้งฟังดูแล้วอบอุ่นใจ บางครั้งฟังดูแล้วร่าเริงมีชีวิตชีวา โอ๊ยย ไม่รุ้จะบรรรยายไง ชอบไปโม้ดดดด และ... ฉากที่ชอบเป็นพิเศษ คือ ตอนที่นางเอกปั่นจักรยานกลับมาจากจ่ายตลาด แล้วเจอพวกเด็กมาแกล้ง แล้วรูบี้ กับซับบี้มาช่วยไว้ แต่ดันโดนล้อเรื่องเวอร์จิ้น เลยโมโห เอาแตงโมลูกโตๆ ขว้างทิ้งซะเลย 555+ ได้อารมณ์มากก ชอบบบบ ต่อเนื่องด้วยฉากพระเอกมาถามนางเอกแทนรูบี้ แต่นางเอกเข้าใจผิดคิดว่า ถามเรื่อง เวอร์จิ้น " ฉันไม่ได้เวอร์จิ้น" นางเอกตอบมาทันควันด้วยความโมโห ตายละวา ไม่ได้ถามเรื่องนั้น ฮามากกกก พระเอกถึงกับเหวอเลยทีเดียวเชียว นางเอกก็อึ้ง 555+ อุตส่าห์มั่นใจตอบไปว่า ฉันไม่ได้เวอร์จิ้น และฉากประทับใจอีกฉากที่กรอดูแล้วดูอีกก็คือ ฉาก พิกกี พิ๊กกี้ แล้วป้ารูบี้ร่วงลงไป ทุกคนตกกะใจ แต่ว่าฮาดี ฉากนางเอกเก็บผ้าแล้วถามพระเอกราวกับหึงพระเอกเรื่องไปกับตาแก่สปอนเซอร์คนนั้น พระเอกก็ขำๆ เอ...ยัยนี่เป็นอะไร ผู้หญิงนี่ชอบเป็นอย่างนี้เน๊าะ อะไรแบบนี้ อิฉันอินกับฉากนี้พอควรเลยทีเดียว ชอบสายตาพระเอกตอนที่นังเอาคางเกยตะกร้าผ้า แล้วยิ้มๆ พี่่โจเล่นเนียนมากกกก ปลาบปลื้มอีกแล้ว หวนให้นึกถึงคนๆ นึงเลยทีเดียวเชียว และฉากที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ ฉากในผับ ที่พระเอกเกิดประทับใจในตัวเองนางเอก จนเกิดเหตุการณ์ขึ้้น คิสนางเอกเฉยเลย อิฉันรุ้สึกตื่นเต้นแทนนางเอกมากกกกก ว่าแกจะเอายังงายเนี่ยะ มาคิสกันอย่างนี้ได้ไง ฉันก็มีหัวจิตหัวใจนะยะ แอร๊ยยยยยยยยส์ 55555+ บอกแล้วว่าอินมากกกค่ะ ต่อด้วยฉากที่พระเอกกำลังจะทดลองอะไรกับตัวเองซักอย่างว่า จะเปลี่ยนตัวเองได้มั้ย ลุ้นมากกกก เหงื่ออกมือเลยทีเดียว แต่ละคิส แต่ละ... อิฉันลุ้นกะนางเอกมากก แต่ความจริงมันก็ต้องเป็นความจริง เห็นความพยายามของพระเอกแต่มันก็ฝืนไม่ได้ใช่มั้ย มาถึงตรงนี้ เศร้าขึ้นมาทันที ทำไงได้ ก็มันไม่ได้นี่นา ละมาถึงฉากที่พระเอกมาส่งนางเอกขึ้นรถ แล้วบอกว่ารู้เรื่องที่นางเอกไปนอนกับเจ้านายมา และบอกว่าอิจฉาเจ้านายที่ได้นอนกับนางเอก มิรุ้ว่าอิฉันตีความถูกมั้ย ใครรุ้ช่วยตอบทีค่ะ แต่คิดว่าตีความแบบนี้แล้วสบายใจอ่ะ 555+ คือ พระเอกก็พยายามแล้วแต่ว่าทำไม่ได้ คือมันก็เศร้าทั้งพระเอก และก็นางเอก แต่ตอนจบประทับใจกับรอยยิ้มดูมีเลศนัยของพระเอกที่สุด ยิ้มแบบนี้เขินตาย แอร๊ยยยยยส์ อิจฉานางเอกมากมายยยค่า ..... จบค่ะ กะว่าจะกลับไปดูอีกเป็นรอบที่แปดร้อย 55555+
 



รางวัล

Kinema Junpo Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2006 Won Kinema Junpo Award Best Actor
Jô Odagiri
Also for Operetta tanuki goten (2005), Shinobi (2005) and Scrap Heaven (2005).
 
 
Nikkan Sports Film Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2005 Won Nikkan Sports Film Award Best Director
Isshin Inudou
Also for Tatchi (2005).
 
 
Yokohama Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2006 Won Festival Prize Best Actor
Jô Odagiri
Also for Scrap Heaven (2005), Operetta tanuki goten (2005) and Shinobi (2005).
 
 

 

 


เข้าชม : 15196    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: gaygoodfilm: originAsian: SubtitleEnglish: SubtitleThai: FeelGood: recommend



หนังเกย์,เลสเบี้ยนและไบเซกช่วลเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ