[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

Citizen Kane (1941)

(บรรยายอังกฤษ)

 

กำกับ: Orson Welles  สร้าง:Orson Welles   เขียนบท:Herman J. Mankiewicz, Orson Welles  

ดนตรี: Bernard Herrmann ถ่ายภาพ: Gregg Toland ตัดต่อ:Robert Wise   เวลา: 119 minutes
ประเทศ:United States  ภาษา: English แนว: drama Subtitle: English

นักแสดง: Orson Welles, Joseph Cotten, Agnes Moorehead, Dorothy Comingore, Ruth Warrick,
Everett Sloane, George Coulouris, Ray Collins

 

ซิติเซน เคน (Citizen Kane) เป็นภาพยนตร์แนวดรามาผสมกับแนวลึกลับที่ฉายในปีค.ศ. 1941 จัดจำหน่ายโดยบริษัท RKO Pictures กำกับและแสดงนำโดย ออร์สัน เวลส์ เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา เนื้อเรื่องภายในหนังเกี่ยวกับชีวิตของ ชาร์ล ฟอสเตอร์ เคน นักธุรกิจที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในอุตสาหกรรมสื่อมวลชน และทำทุกๆอย่างเพื่อกุมอำนาจด้านสื่อเอาไว้ให้อยู่หมัดไม่ว่าจะใช้เล่ห์กลยังไงก็ตาม ก่อนที่เคนจะตายในคฤหาสน์ใหญ่โตมโฬหารอันสุดแสนลึกลับ ได้เอ่ยประโยคหนึ่งก่อนตายว่า "โรสบัด" (Rosebud) ประโยคนี้เองที่ทำให้นักข่าวธรรมดาคนหนึ่งชื่อ เยเดดิอาห์ เลแลนด์ (โจเซฟ ค็อทเทน) แลแลนด์เกิดความสงสัยและติดต่อสอบถามทุกๆคนที่เคยร่วมงานหรือได้สนทนากับเคน ตัวหนังตั้งคำถามไว้ว่าเลแลนด์ จะทราบไหมว่าสิ่งที่เคนต้องการจะบอกต่อคนอื่นๆคืออะไรกันแน่

ในปี ค.ศ. 1998 American Film Institute ได้จัดให้ Citizen Kane เป็นภาพยนตร์อันดับ 1 ของ AFI''s 100 Years... 100 Movies และถูกจัดเป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอันดับต้นๆของนักวิจารณ์ชื่อดังหลายคน

 


 

(ตัดตอนมากจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pongpongu&month=01-2008&date=11&group=2&gblog=9 )

 

ใครหลายคนกล่าวไว้ว่า หากคุณเป็นนักวิจารย์ ผู้กำกับ นักศึกษาภาพยนตร์ หรือผู้ที่หลงใหลในการชมภาพยนตร์ ต้องไม่พลาดชมหนังระดับ Masterpiece ชิ้นสำคัญ “Citizen Kane”(Orson Wells,1941) ที่เขย่าวงการภาพยนตร์ขาวดำในยุค 40 ด้วยเทคนิคแพรวพราวในการเล่าเรื่อง บวกกับความสามารถของผู้กำกับวัยเพียง 25 Orson Wells ที่ทั้งแสดงในบทตัวเอกของเรื่อง กำกับ รวมถึงเขียนบท ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่ Citizen Kane จะติดอันดับ 1 ทั้งสาขาภาพยนตร์และผู้กำกับยอดเยี่ยม ในการจัดอันดับครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 ของ American Film Institute (AFI)


Citizen Kane เล่าเรื่องของ Charles Foster Kane นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่ประสบความสำเร็จในการบริหารกิจการหนังสือพิมพ์นาม “The Inquirer” เพียงอายุ 20ต้นๆ ด้วยความทะเยอะทะยานอย่างแรงกล้า Kane ถีบตัวเองจากครอบครัวเล็กๆที่อาศัยในบ้านเช่า ใช้ “อำนาจเงิน” ที่มีอยู่ล้นมือ กว้านซื้อสิ่งต่างๆตอบสนองความต้องการ คฤหาสถ์ขนาดมหึมา “Xanadu”ถูกสร้างขึ้นบนภูเขาขนาดยักษ์ใจกลางกรุง Florida รายล้อมด้วยต้นไม้จากป่าดงดิบ สัตว์ป่าถูกขนข้ามน้ำข้ามทะเลไว้ในสวนสัตว์ รวมถึงภาพวาด รูปปั้น และของเก่าแก่จากพิพิธภัณฑ์ชื่อดังก็ถูก Kane ซื้อมาประดับไว้ดูเล่นที่บ้านอีกด้วย

แท้จริงแล้วชื่อของ Xanadu นั้นเป็นชื่อของพระราชวังฤดูร้อนอันหรูหราของจักรพรรดิ์ กุบไลข่านแห่งมองโกเลีย ด้วยความยิ่งใหญ่ของมัน เป็นแรงบันดาลใจให้ Samuel Taylor Coleridgeสรรค์สร้างบทกลอนนาม “Kubla Khan” ในปี 1797 ซึ่งบรรยายถึงความอลังการของมัน ปัจจุบันชื่อ Xanadu ถูกใช้เรียกในวงการต่างๆมากมาย ทั้ง ชื่อหนังสือ บทเพลง นักร้อง สวนสนุกขนาดใหญ่ รวมถึงในหนังเรื่องนี้ด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ ไม่ได้อ้างจากสถานที่จริง แต่ก็ยังคงแฝงนัยถึงสิ่ง“วิเศษเลิศเลอ” ของ Xanaduที่แท้จริงอยู่นั่นเอง

การดำเนินเรื่องเล่านั้น ดูราบเรียบ ไม่มีเหตุการณ์ให้น่าตื่นเต้นเท่าใดนัก ภาพสีขาว ดำ ประกอบกับเพลงประกอบแบบสมัยเก่านั้น ชวนให้นักศึกษาอย่างเราๆ หลับยิ่งนัก อาจเป็นเพราะความเคยชินกับสังคมสมัยใหม่ ที่อะไรๆ ก็เร็วปรู๊ดปร๊าด จนลืมไปว่าศิลปะ ต้องใช้เวลาเพื่อค่อยๆสั่งสมอารมณ์ หากลองศึกษาเทคนิคแนวทางต่างๆที่หนังนำมาใช้ รวมถึง social background ในช่วงเวลานั้น ในการชมครั้งต่อๆไป จะช่วยให้ซาบซึ้งไปกับหนังมากขึ้น และอาจเป็นเพราะความด้อยประสบการณ์ของผู้ดูเอง ที่ยังไม่ได้ออกไปเผชิญโลกที่หมุนด้วย “อำนาจเงิน” ครอบงำด้วย “อำนาจสื่อ” กอปรกับไม่เคยชินกับการชมหนังขาว ดำ มากนักทำไม่เข้าใจในความแตกต่างของหนังเรื่องนี้กับเรื่องอื่นๆ จนเกิดความสงสัยว่าทำไมหนังขาวดำ ธรรมดาๆ ถึงได้เป็นที่โด่งดังนัก หากเวลาผ่านไปสัก 10 ปี เมื่อมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง อาจจะรู้สึกเข้าใจบริบทของตัวละครได้ดีกว่าเดิมมากขึ้นก็เป็นได้

ในด้านเทคนิคการถ่ายทำ Orson Wells เล่าเรื่องผ่านมุมมองของกล้อง โดยไม่ใช้ต้องบทพูด เขาบรรจงถ่ายทำในมุมกล้องแปลกๆที่นักสร้างหนังในยุคนั้นไม่ทำกัน อย่างเทคนิคแบบ deep focus ที่ถ่ายภาพในส่วน background และforeground ให้มีความชัดเท่ากันหมด ในซีนที่ Kane ปราศรัยหาเสียงกับประชาชนหมู่มากในศึกชิงผู้ว่าการรัฐ หรือการเล่นกับแสงและเงา ในซีนที่นักข่าวเข้าไปโทรศัพท์ในร้านอาหารที่ภรรยาคนที่ 2 ของเคนกำลังดื่มเหล้าอย่างเมามาย ในส่วนของนักข่าวในตู้โทรศัพท์นั้นมืดสนิท ต่างกับ คนในร้านอาหารที่สว่างจ้า หรือ มุมกล้องแบบ Low Angle ที่ยังไม่ค่อยมีใครใช้ในสมัยนั้น Wells ลงทุนขนาดสร้างเพดานขึ้นมาใหม่ในStudioและเจาะพื้นให้ต่ำลงกว่าระดับเดียวกันเพื่อให้กล้องสามารถจับภาพตัวแสดงในมุมต่ำ ดังจะเห็นจากหลายๆฉากที่ Kane ถูกถ่ายให้เสมือนร่างใหญ่กว่าความเป็นจริง แฝงนัยของความมีอำนาจใหญ่โตของเขา

low angle shot (ภาพมุมต่ำ)ยุคนั้นถ่ายหนังใน studio ไม่ต้องสร้าง เพดาน แต่ไม่ใช่กับหนังของ wells
เล่นกับแสงและเงา (อิทธิพลมาจากนักสร้างหนังแนว Expressionism ของเยอรมันกับรัสเซีย)
deep focus shot ซีนนี้ทำได้เข้าถึงอารมณ์จริงๆ .. บ้านเศรษฐีใหญ่โต แต่กลับรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย
ซีนนี้ใช้เทคนิค Jump Cut
(Jump Cut คือการเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครโดยเปลี่ยนเสื้อผ้า หน้า ผม แต่ยังอยู่ที่เดิม
ยกตย.ง่ายๆ ในเรื่อง พระเอก กับ เมีย คุยกันบนโต๊ะอาหาร แต่ผ่านไป 5 ปี เริ่มแก่ขึ้น
ตัดมาอีก 5 ปี นางเอกเริ่มแก่ แต่ยังอยู่ณ โต๊ะอาหารที่เดิม)
ปริศนาในลูกแก้ว ... ถ้อยคำสุดท้ายก่อนตาย "ROSEBUD" เกี่ยวพันกับสิ่งที่อยู่ในลูกแก้วนี้
ฉากคลาสสิคในหนัง ...ความยิ่งใหญ่+อัตตา อันแสนใหญ่โตของเคน

นอกจากเทคนิคอันใหม่สดในหนังแล้ว Citizen Kane ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารย์จากหลายฝ่ายจากเนื้อเรื่อง ที่อ้างอิงถึงชีวิตจริง เหตุการณ์และสภาพสังคมอเมริกันในสมัยนั้น หนังได้กล่าวถึง อิทธิพลของสื่อที่ส่งผลต่อการเมืองในสงครามสเปน-อเมริกัน วิกฤติการทางเศรษฐกิจอเมริกาในทศวรรษที่สามสิบ รวมไปถึงการนำเอาชีวิตจริงของ William Randolph Hearst เจ้าพ่อหนังสือพิมพ์ “New York Morning Journal” ผู้ทรงอิทธิพลในวงการสื่อสมัยนั้น มาดัดแปลงเป็นเรื่องราวของ Kane ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวถึงความบ้าอำนาจ และความทะเยอะทะยานอันไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ Hearst ถึงขนาดยอมจ่ายเงิน 800,000ดอลล่าส์ (ราคาเท่าทุนสร้าง) ให้บริษัทผู้สร้าง RKOเพื่อให้ทำลายฟิล์มทิ้งซะ แต่ก็ถูกปฏิเสธ ท้ายที่สุด Hearst ใช้อำนาจสื่อที่มีอยู่ในมือ สั่งปิดปากห้ามลงข่าวทุกอย่างเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ผล หนังไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้ แต่ความยิ่งใหญ่ของหนังนั้น ยังเป็นที่กล่าวขานถึงปัจจุบัน

ตัวอย่างชีวิตของ Kane ยังมีให้เห็นทั่วไปจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่”เงิน”คืออำนาจสูงสุด และครอบงำด้วย “สื่อ” ครอบคลุมไปถึง ”อำนาจทางการเมือง“ ความละโมบของคนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่”ทุกสิ่ง” ที่เงินจะหาซื้อได้ ดังบทสรุปของชีวิตมหาเศรษฐี Kane จบชีวิตอันโดดเดี่ยวในคฤหาสถ์อันใหญ่โต เขาครอบครองทุกสิ่ง แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นของเขา ข้าวของราคาแพง ถูกเผาเหลือเพียงเถ้าถ่าน รวมทั้งล้อเลื่อนหิมะ “ความสุขในวัยเด็ก” ที่โหยหาในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ก็ไม่สามารถซื้อกลับคืนมาได้อีกเช่นกัน ชวนให้นึกถึง มหาเศรษฐีเจ้าพ่อสื่อยักษ์ใหญ่ อดีตผู้นำการเมือง ผู้สร้างบารมี จากอำนาจเงิน และก็เดือดร้อน เพราะความละโมบและทิฐิอันแรงกล้าของตัวเอง แต่ตอนนี้จะมีกี่แสนล้าน ขอแค่จะเหยียบแผ่นดินเกิดอีกครั้ง ก็ยังทำไม่ได้.....
 


(ตัดตอนมากจาก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=merveillesxx&month=05-06-2008&group=1&gblog=142)

Realism and Formalism in Citizen Kane

by merveillesxx
 



Note: เป็นการบ้านส่งอาจารย์วิชา Film Theories อ่ะจ้ะ ไปค้นเจอเลยเอามาลงบล็อก


Citizen Kane

ภาพยนตร์คลาสสิกของโลกอย่าง Citizen Kane (1941, Orson Welles) นั้น หากเราพิจารณาในแง่ของทฤษฎีภาพยนตร์แล้วจะพบว่าหนังเรื่องนี้มีลักษณะโน้มเอียงไปในกลุ่ม Realist อย่างไรก็ตาม Citizen Kane เองก็มีลักษณะของ Formalist อยู่ด้วย ซึ่งจะขอจำแนกเป็นประเด็นดังนี้



ลักษณะของ Realist ใน Citizen Kane

แนวคิดของกลุ่ม Realist นั้นเชื่อว่า “art is reality” อันหมายความว่า ภาพยนตร์นั้นคือการบันทึกภาพของ physical reality โดยที่ผู้สร้างไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือนใดๆ ต่อภาพทั้งสิ้น นั่นคือ ผู้สร้างจะต้องทำตัวเป็นกลาง รู้จักถ่อมตน แล้วให้อิสระในการตีความแก่ผู้ชม

ภาพยนตร์ Citizen Kane มีลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิด Realist ดังนี้


1. การถ่ายภาพแบบ deep focus shot

การถ่ายภาพแบบ deep focus shot หรือภาพชัดลึกนั้น หมายถึงการถ่ายภาพที่ประกอบไปด้วยหลากหลายระยะ (ระยะใกล้, ระยะกลาง และระยะไกล) ในภาพเดียวกัน โดยทุกระยะนั้นจะมีความชัดเท่ากันหมด ซึ่งเหมือนกับการมองด้วยสายตามองมนุษย์ ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ อาจมีการใช้เทคนิคการ blur หรือ dissolve ภาพ เพื่อขับเน้นบางระยะให้เด่นชัดขึ้นมา ดังเช่นในรูปที่ 1 (หนังเยอรมันเรื่อง My Brother the Vampire) ซึ่งภาพ foreground จะชัด ส่วนภาพ background จะถูก dissolve


 


รูปที่ 1 การ dissolve ภาพ


รูปที่ 2 ภาพแบบ deep focus shot



Citizen Kane นั้นถ่ายทำแบบ deep focus shot เกือบตลอดทั้งเรื่อง โดย 2 ฉากสำคัญก็คือ

1.1 ฉากโต๊ะกินข้าว ในงานเลี้ยงฉลองระหว่าง Kane, Bernstein, Leland และพนักงานทั้งหมดของ New York Inquirer ภาพของฉากนี้มีทั้งระยะใกล้, กลาง และไกล แต่ทุกระยะก็มีความชัดเท่ากัน

1.2 ฉากแม่ของ Kane ตกลงเซ็นสัญญากับ Thatcher (รูปที่ 2) ในฉากนี้ผู้ชมจะเห็นภาพทุกระยะชัดเท่ากันหมด ไม่ว่าจะภาพ foreground (พ่อ แม่ และ Thatcher) หรือภาพ background (ภาพของ Kane วัยเด็กที่เล่นอยู่นอกบ้าน โดยมองเห็นผ่านหน้าต่าง)

การใช้ภาพแบบ deep focus shot นั้นจะทำให้ผู้ชมรับรู้ภาพได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดกล่าวคือ ทุกวัตถุในภาพจะมีความชัดเท่ากัน ดังนั้นผู้ชมจึงต้องเลือกเอาเองว่าจะโฟกัสไปที่สิ่งใด โดยเฉพาะกรณีที่ฉากนั้นมีวัตถุหรือรายละเอียดมากมาย


2. การใช้ภาพในระดับสายตา (eye-level shot)

ข้อนี้คล้ายกับข้อ 1 ก็คือโดยปกติแล้วในชีวิตประจำวันของเรานั้น เรามักมองสิ่งต่างๆ ด้วยระดับสายตา และหนังเรื่อง Citizen Kane ก็ถ่ายทำด้วยภาพระดับนี้เป็นส่วนใหญ่ (รูปที่ 2 ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ภาพแบบนี้) แต่หนังก็มีการใช้ภาพแบบ high หรือ low angle อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจะกล่าวต่อไปในหัวข้อของ Formalist


3. การตัดต่อโดยน้อย

แนวคิด Realist นั้นไม่เห็นด้วยกับการตัดต่อโดยเฉพาะแบบ montage เพราะถือว่าเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างรุนแรง โดยหนังเรื่อง Citizen Kane นั้นมีการตัดต่อค่อนข้างน้อย โดยมากแล้วจะเป็นการตัดต่อระหว่าง scene เท่านั้น แต่ไม่ค่อยปรากฏการตัดต่อใน scene เดียวกัน สาเหตุหนึ่งก็เพราะหนังใช้ภาพแบบ deep focus shot เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภาพแบบนี้มักถ่ายภาพออกมาในมุมกว้าง (wide angle) เพื่อให้ครอบคลุมวัตถุได้หมด และต้องถ่ายค้างฉากนั้นไว้ชั่วเวลาหนึ่ง เพื่อให้ผู้ชมสามรถเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้

หนังแนว Realist นั้นจะใช้วิธีการเคลื่อนกล้อง เช่น pan, tilt, track หรือ crane มากกว่าการตัดต่อ ซึ่ง Citizen Kane ก็ใช้เทคนิคเหล่านี้อยู่บ่อยครั้ง เช่น ฉากเปิดเรื่องที่กล้องเคลื่อนผ่านรั้วกั้นไป จนเราเห็นภาพคฤหาสน์อันใหญ่โตของ Kane

อย่างไรก็ดี การตัดต่อใน Citizen Kane นั้นจะใช้ในการสื่อความหมายถึง ความแตกต่าง, ความแตกแยก, ความห่างเหิน หรือความบาดหมาง เช่น ฉากสนทนาระหว่าง Susan Alexander กับ Kane ในตอนที่ Susan จะไปจาก Kane ในฉากนี้จะมีการตัดต่อสลับกันระหว่างใบหน้าของ Susan กับ Kane ไปเรื่อยๆ

ส่วนการตัดต่อแบบรวดเร็ว (quick cut) ปรากฏในช่วงต้นเรื่องที่เป็นภาพข่าว News on the March หนังใช้เทคนิคนี้ก็เพื่อบอกเล่าอัตชีวประวัติของ Kane อย่างรวดเร็ว พร้อมกับสะท้อนถึงความรุ่งเรืองและความตกต่ำของชายผู้นี้



ลักษณะของ Formalist ใน Citizen Kane

แนวคิดของ Formalist นั้นจะเชื่อใน “รูปแบบ” เป็นสำคัญ โดยผู้สร้างอยู่ในฐานะของทั้งผู้ถ่ายทอดและผู้ตีความ ดังนั้นผู้สร้างจึงมีสิทธิที่จะเข้าไปจัดแจง, แทรกแซง หรือกระทั่งบิดเบือน “ภาพ” ได้ ด้วยเทคนิควิธีต่างๆ ซึ่งหนังเรื่อง Citizen Kane ก็มีการใช้เทคนิคทางด้านภาพดังนี้


1. การจัดองค์ประกอบภาพ (Mise-en-scene)

Citizen Kane นั้นขึ้นชื่อมากในความพิถีพิถันในการจัดองค์ประกอบของภาพ ซึ่งนอกจากจะเพื่อความสวยงาม, ความเป็นศิลปะแล้ว มันยังใช้ในการสื่อความหมายด้วย ตัวอย่างฉากสำคัญ ได้แก่

1.1 ฉากโต๊ะกินข้าว (งานเลี้ยง) ฉากนี้ภาพ foreground จะเป็น Kane จะยืนอยู่ที่หัวโต๊ะ จากนั้นภาพในมุมลึกจะเป็นเพื่อนร่วมงานของเขานั่งเรียงรายกันที่โต๊ะ ซึ่งเป็นฉากที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของ Kane ได้สมัยที่เขายังรุ่งเรืองได้เป็นอย่างดี

1.2 ฉากเซ็นสัญญา (รูปที่ 2) ภาพ foreground ฉากนี้พ่อของ Kane จะยืนอยู่ห่างจาก แม่ของ Kane และ Thatcher อันสื่อความว่าเขานั้นถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจในสัญญาฉบับนี้ ส่วน background นั้นเราจะเห็น Kane วัยเด็กเล่นอยู่นอกบ้านผ่าน “กรอบหน้าต่าง” ซึ่งเป็นนัยถึงความไร้อิสรภาพหรือภาวะจำยอมของเขานั่นเอง

1.3 ฉากโต๊ะกินข้าว (Kane และ Emily-ภรรยาคนแรก) (รูปที่ 3)ฉากนี้แสดงความห่างเหินของ Kane กับ Emily ได้อย่างชัดเจน

1.4 ฉากจบ (รูปที่ 4) ในฉากนี้ภาพ foreground ทางด้านซ้ายจะเป็นประตูรั้วบ้านซึ่งมีสัญลักษณ์ตัว K ส่วน background ทางด้านขวาจะเป็นภาพคฤหาสน์ของที่มีควันไฟลอยออกมาอันเกิดจากการเผาข้าวของเครื่องใช้ของ Kane ทิ้ง ดังนั้นฉากนี้จึงค่อนข้างให้อารมณ์แบบขัดแย้งและเสียดสีถึงความล่มสลายของคนที่เคยใหญ่คับฟ้าอย่าง Kane


 


รูปที่ 3 ฉากโต๊ะกินข้าว


รูปที่ 4 ฉากจบ



2. การใช้กล้องมุมสูง / มุมต่ำ

Citizen Kane นั้นมีการใช้เทคนิคทางมุมกล้องในหลายฉาก ตัวอย่างเช่น

2.1 กล้องมุมสูง (high angle) เช่น ฉากที่ Susan ร้องเพลงโอเปร่าจะภาพถ่ายจากมุมสูง อันแสดงถึงภาวะจำยอมที่เธอถูก Kane บังคับให้ร้องเพลง รวมถึงแรงกดดันจากผู้ชม, สื่อมวลชน และนักวิจารณ์

2.2 กล้องมุมต่ำ (low angle) เช่น ฉากที่ Kane หาเสียง (รูปที่ 5) การถ่ายภาพจากมุมต่ำนี้ทำให้ Kane ดูเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่และมีอำนาจ


 


รูปที่ 5 ภาพมุมต่ำ


รูปที่ 6 การจัดแสง



3. การจัดแสง

นอกจากเรื่องการจัดองค์ประกอบภาพแล้ว ความพิถีพิถันอย่างหนึ่งในหนังเรื่อง Citizen Kane ก็คือ การจัดแสง โดยเช่นเดียวกับเรื่องของ mise-en-scene นั่นคือ การจัดแสงในที่นี้ไม่ได้ทำเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ใช้เพื่อการสื่อความหมายด้วย

ตัวอย่างเช่น ฉากโรงโอเปร่า (รูปที่ 6) แสงที่ส่องลงบนใบหน้า Kane แค่บางส่วนนั้นยิ่งขับเน้นให้ Kane เป็นบุคคลที่น่ากลัว ชั่วร้าย บ้าอำนาจ และอาจดูเสียสติ ซึ่งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของเขาในฉากนี้ โดยหลังจากที่ Susan แสดงจบลง เขาก็ลุกขึ้นปรบมืออย่างบ้าคลั่ง


 

(ตัดตอนมากจาก http://www.cinemagonline.com/ticket_detail_new.php?id=140)

เบื้องหลัง Citizen Kane

ข่าวลือหนาหูว่าหนัง Citizen Kane เอาชีวิตของคนดังในยุคทศวรรษที่ 1930 ของสหรัฐอย่าง William Randolph Hearst เจ้าพ่อสื่อหนังสือพิมพ์,  Howard Hughes ยักษ์ใหญ่ในวงการอากาศยานกับวงการหนัง  Howard Hughes และ Samuel Insull นักธุรกิจด้านกิจการสาธารณูปโภค Chicago มายำรวมกัน ซึ่งตัว Orson Welles ในขณะนั้นไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงบอกว่าตัวเอกของเรื่อง Charles Foster Kane นั้นคือการนำหลากหลายบุคคลในประวัติศาสตร์มาผสมรวมเข้าด้วยกัน

หลังจากเวลาผ่านไป Welles เปิดเผยความจริงใน F for Fake (1974) หนังเรื่องสุดท้ายที่เขาทำจบ Welles บอกว่าความตั้งใจแต่แรกเริ่มต้องการวางพื้นฐานตัวละคร Charles Foster Kane บนชีวิตจริงของ Howard Hughes แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจ เอาชีวิตของ Hughes มาใส่ในตัวละคร Jedediah Leland ที่แสดงโดย Joseph Cotten ส่วนชีวิตของ Kane ในหนังก็อิงชีวิตจริงของ William Randolph Hearst

นักวิชาการภาพยนตร์และนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์มองว่าหนัง Citizen Kane เป็นความพยายามของ Welles ที่จะสร้างสไตล์การทำหนังแบบใหม่ โดยศึกษาหลากหลายรูปแบบการทำหนังจากยุคก่อน แล้วนำมารวมเข้าด้วยกัน คล้ายกับที่ D. W. Griffith เคยใช้ตอนทำ The Birth of a Nation (1915) จุดที่เด่นอย่างมากใน Citizen Kane คือการเล่นกับแสงและเงา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหนังแนว expressionism ของหนังเยอรมันกับรัสเซีย

แต่สิ่งที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากในหนัง Citizen Kane คือการถ่ายภาพที่มีความคมชัดลึก (deep focus) เกือบจะทุกซีนในหนัง ทั้งส่วนที่เป็น foreground, background และส่วนที่อยู่ระหว่างทั้ง foreground และ background คมชัดตลอดเท่ากัน ความดีความชอบทั้งหมดในส่วนนี้ต้องยกให้ผู้กำกับภาพรุ่นเก๋า Gregg Toland (1904-1948) เจ้าของเอกลักษณ์ถ่ายภาพ close-up ด้วยเลนส์  telephoto และเพราะความชอบส่วนตัวนี่เองที่มีส่วนผลักดันให้เขาต้องค้นคว้าทดลองเทคนิคใหม่เกี่ยวกับเลนส์และการจัดแสงตลอดชีวิตการทำงาน

Toland ใช้ 2 เทคนิคเพื่อถ่ายภาพในหนัง Citizen Kane ให้มีความคมชัดลึก วิธีแรกคือใช้อุปกรณ์ประกอบที่เรียกว่า optical printer ที่สามารถเอาเครื่องฉายหนังหนึ่งเครื่องหรือมากกว่าเชื่อมต่อทางกลไกกับกล้องถ่ายหนัง ทำให้สามารถบันทึกภาพจากฟิล์มที่กำลังฉาย (ฉากหนึ่งเครื่องฉายหรือมากกว่า) ในเวลาเดียวกัน อุปกรณ์ optical printer นี้มักใช้ในการทำ special effect หรือใช้ก็อปปี้หรือบูรณะฟิล์มหนังเก่า

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นการก็อปปี้ฟิล์มที่นำมาซ้อนกัน

อีกเทคนิคคือการทำ effect ในกล้อง Toland จะถ่าย foreground ก่อนโดยให้ background มืด หลังจากนั้นก็ทำสลับกัน กรอฟิล์มกลับมาที่จุดเริ่มต้น ถ่ายใหม่ในส่วน background โดยให้ foregroung มืด ภาพที่ได้ก็จะคมชัดเท่ากันทั้งเฟรม

หนัง Citizen Kane ยังทำสิ่งที่คนทำหนังสมัยนั้นไม่ทำกัน คือการถ่ายภาพมุมต่ำเห็นเพดานเป็น background หนังในยุคนั้นมักถ่ายกันในโรงถ่าย หากถ่ายหนังแบบที่คนอื่นทำ ทีมฉากก็สร้างแต่ฝาห้องอย่างเดียว แต่ใน Citizen Kane ทีมฉากต้องสร้างเพดานด้วย!!

อีกความฮือฮาที่เกิดจากหนัง Citizen Kane คือการใช้ jump cut อธิบายชีวิตแต่งงานที่แตกร้าวของ Kane ทีมงานฉากสร้างฉากแค่ฉากเดียว ตัวละครอยู่ในตำแหน่งเดียว แต่ถ่ายหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ให้ตัวละครแต่งหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ สื่อความหมายถึงเวลาผ่านไปหลายปี แต่กินเวลาในหนังแค่ไม่กี่นาที ขณะที่ก่อนหน้านั้น ผู้กำกับ Erich von Stroheim ยังต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมง (ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดแล้วในเวลานั้น) อธิบายการแยกทางของตัวละครในหนังเรื่อง Greed (1924)

ขณะถ่ายทำ Welles เรียกชื่อหนัง Citizen Kane ว่า RKO 281 ซึ่งหมายถึงหนังเรื่องที่ 281 ที่บริษัท RKO สร้าง

ระหว่างการถ่ายทำ (29 มิถุนายน - 23 ตุลาคม 1940) ผู้กำกับ Welles ไม่ยอมให้ฝ่ายบริหารของ RKO มากองถ่าย เพราะไม่อยากให้คนเหล่านี้มาวุ่นวายกับการทำงาน อีกทั้งรู้ว่าทาง RKO อยากให้เขาทำหนังให้น่าตื่นเต้นเหมือนที่เขาทำละครวิทยุ The War of the Worlds จนดังระเบิด ที่ Welles ทำเช่นนี้ได้ เพราะสัญญาที่เขาเซ็นกับ RKO ระบุว่าเขาทรงสิทธิ์เบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียวในการตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวกับหนัง Citizen Kane นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาได้รับสิทธิ์เช่นนี้

William Randolph Hearst ไม่พอใจหนัง Citizen Kane มากที่เอาชีวิตเขามาทำในทางลบ บางคนบอกว่า Rosebud เป็นชื่อที่ Hearst ใช้เรียกเมียน้อย Marion Davies เพราะแม่ของ Marion ชื่อ Rose แต่บางคนก็บอกว่า Rosebud เป็นชื่อเล่น Phoebe Hearst แม่ของ Hearst

เพื่อตัดปัญหา Hearst เสนอเงิน $800,000 ให้ RKO Pictures ทำลายฟิล์มหนัง Citizen Kane ให้สิ้นซาก แต่เมื่อ RKO ปฏิเสธ Hearst เปลี่ยนมาใช้วิธีกดดัน สั่งหนังสือพิมพ์และวิทยุที่อยู่ในมือห้ามแม้กระทั่งเอ่ยชื่อหนัง Citizen Kane ซึ่งก็สำเร็จ ทำให้หนังล้มเหลวด้านรายได้ แต่สิ่งที่ Hearts ทำไม่เคยทำได้เลยจนกระทั่งทุกวันนี้ คือการป้องกันไม่ให้ชาวบ้านซุบซิบนินทาว่าหนัง Citizen Kane เป็นเรื่องราวของเขา

Citizen Kane เปิดฉายรอบปฐมทัศน์วันแรงงาน 1 พฤษภาคม 1941 หนังได้ 1 รางวัลตุ๊กตาทอง Best Original Screenplay (Orson Welles กับ Herman J. Mankiewicz) กับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีก 8 รางวัลคือ Best Picture (Orson Welles),  Best Director (Orson Welles), Best Actor (Orson Welles), Best Film Editing  (Robert Wise), Best Art Direction (Perry Ferguson, A. Roland Fields, Van Nest Polglase, Darrell Silvera), Best Cinematography - black and white (Gregg Toland),  Best Sound Mixing (John Aalberg),  Best Music Score - Bernard Herrman

ต้นฉบับฟิล์ม negative ของหนัง Citizen Kane ถูกไฟไหม้เสียหายในช่วงทศวรรษที่ 1970 ก็อปปี้หนังที่ออกฉายตามโรงจนกระทั่งปี 1991 ล้วนเป็นหนังที่พิมพ์ฟิล์มจากต้นฉบับเก่าทั้งสิ้น

เมื่อ Ted Turner แห่ง Turner Entertainment ได้สิทธิ์ในหนัง Citizen Kane เนื่องจากทุ่มเงินซื้อสิทธิ์หนังเก่าในหอภาพยนตร์ของ MGM กับ RKO จึงจัดแจงนำก็อปปี้หนังมาบูรณะใหม่เพื่อฉายในวาระหนังครบรอบ 50 ปีโดยมี Paramount รับจัดจำหน่าย

ปี 2003 โดยการสนับสนุนของ The British Film Institute มีการทำ DVD หนัง Citizen Kane เวอร์ชั่นอังกฤษที่ใช้ฟิล์มก็อปปี้ (interpositive) ทำต้นฉบับ และในปัจจุบันยังมี DVD เวอร์ชันสหรัฐที่ต้นฉบับมาจากการบูรณะฟิล์มเก่าโดยใช้ระบบดิจิตอลภายใต้การดูและของ Turner

DVD Citizen Kane โซน 1 ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าหนังสว่างเกินไป ที่ร้ายที่สุดคือฉากฝนตกใน chapter 10 เม็ดฝนนอกหน้าต่างถูกระบบดิจิตอลลบทิ้งหมดเพราะคิดว่าเป็นเกรนภาพที่ไม่ต้องการ ขณะที่ DVD โซน 2 ของอังกฤษ ได้รับคำยกย่องว่าคงระดับ contrast และความสว่างได้ใกล้เคียงกับฟิล์มหนัง

ทศวรรษที่ 1980 เกิดเรื่องถกเถียงกันอีก เมื่อ Ted Turner แถลงกับสื่อมวลชนว่าจะเปลี่ยนหนังขาว-ดำ Citizen Kane ให้เป็นหนังสีโดยผ่านกรรมวิธีทางระบบดิจิตอล เที่ยวนี้ Turner โดนต่อต้านจากทั่วสารทิศ และติดขัดด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ห้ามใครกระทำการเปลี่ยนแปลงหนังให้ผิดจากต้นฉบับทุกประการ ทำให้ Turner Pictures ต้องออกมาแก้ตัวว่าไม่เคยคิด ขณะที่ Ted Turner บอกว่าพูดเล่น

ปัจจุบัน สถาบัน The American Film Institute ยกให้ Citizen Kane อยู่ในอันดับแรกของ 100 Greatest Movies และฟิล์มหนังยังได้รับการเก็บรักษาอย่างดีใน United States National Film Registry




Citizen Kane is a 1941 American dramatic film and the first feature film directed by Orson Welles, who also co-authored the screenplay. It was released by RKO Pictures. The story is a fictionalized pastiche of the life of William Randolph Hearst and Welles'' own life.[1] Upon its release, Hearst prohibited mention of the film in any of his newspapers. The film traces the life and career of Charles Foster Kane, a man whose career in the publishing world is born of idealistic social service, but gradually evolves into a ruthless pursuit of power. Narrated principally through flashbacks, the story is revealed through the research of a newspaper reporter seeking to solve the mystery of the newspaper magnate''s dying word: "Rosebud."

Citizen Kane is often cited as being one of the most innovative works in the history of film. The American Film Institute placed it at number one in its list of the 100 greatest U.S. movies of all time in 1997 and again in the revised list of 2007. In a recent poll of film critics and directors conducted by the British Film Institute, Citizen Kane was ranked the number one best film of all time by both groups
 

 

 


เข้าชม : 8578    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAmericanCanadianAustralian: classic: BlackAndWhite: SubtitleEnglish: recommend



หนังอเมริกัน และออสเตรเลียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ