[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

Black Belt (2007)

(บรรยายอังกฤษ)

 

กำกับ: Shunichi Nagasaki
สร้าง:
Kanjiro Sakura, Fuyuhiko Nishi
เขียนบท:
Jôji Iida writer
นักแสดง
Akihito Yagi ... Giryu , Tatsuya Naka ... Taikan , Yuji Suzuki ... Choei
ดนตรี:
Naoki Sato
ถ่ายภาพ:
Masato Kaneko
ตัดต่อ:
Hirohide Abe
เวลา:
95 min
ประเทศ: 
Japan
ภาษา:
Japanese

แนว: Action | Drama | Sport

Subtitle: English

 

(บทความนี้ตัดตอนมาจาก http://mihk2002.wordpress.com/2008/07/20/black-belt-kuro-obi-2007-shunichi-nagasaki/ )

Black Belt หรือ Kuro-obi หนังศิลปะป้องกันตัวจากญี่ปุ่น เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยดาราไร้ชื่อ แต่กลับสร้างเซอร์ไพรซ์ ได้พอสมควร หนังได้รับคำยกย่อง จากนักวิจารณ์หนังสายปกติ ขณะที่นักวิจารณ์หนังศิลปะป้องกัน ตัวส่วนใหญ่ก็ยกนิ้วให้ มีความโดดเด่นเหนือหนังศิลปะป้องกันตัว เรื่องอื่นๆ ตรงที่ความพยายามเสนอเรื่องราวลึกซึ้ง ของศิลปะป้องกันตัว



 

หนังเป็นผลงานของผู้กำกับ ชุนอิจิ นากาซากิ ที่ทำหนังมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีผลงานเด่นๆ (โดยเฉพาะในระดับนอกประเทศ) มากนัก งานชั้นที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเขา ก็น่าจะเป็นหนังเรื่อง Christmas In August ฉบับรีเมกของ ญี่ปุ่น โดยมี นักเขียน/ผู้กำกับ โจจิ “จอร์จ” อิอิะ เป็นคนเขียนบท

หนังเล่าเรื่องของ ปรมจารย์คาราเต้ อิเกน ชิบาฮาระ ใช้ชีวิตอย่างสมถะ สำนักของท่านมีลูกศิษย์เพียงสามคนเท่านั้น กิริว (อกิฮิโตะ ยากิ) โชเอะอิ (ยูจิ ซูซูกิ) และไทคัง (เท็ตซึยะ ทากะ) ทั้งสามเป็นยอดนักคาราเต้ ที่ฝึกฝนด้วยความหนักหน่วง มุ่งหวังที่จะได้รับสืบทอด “สายดำ” ของอาจารย์ คาราเต้ของ ชิบาฮาระ นั้นเป็นสายที่เน้นหนักไปที่การตั้งรับ การฝึกฝนเน้นไปที่การ ฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง
 


 

“สายดำ” (คูโรโอบิ) ไม่ได้หมายถึงสายดำทั่วๆ ไป ที่แสดงถึงฝีมือ หรือการฝึกฝน แต่สายดำของสำนัก ชิบาฮาระ หมายถึงเชือกคาดเอว เส้นที่อาจารย์อิเกนส่วมใส่อยู่โดยเฉพาะ สภาพของมันดูเก่าแก่ สีดำที่ผ้อมเอาไว้หลุดลอก จนแทบไม่เหลือความดำอยู่อีกแล้ว แต่นี้กลับเป็น สายดำที่ ศิษย์ทุกคนฝันถึง เพราะใครที่ได้รับมอบย่อมหมายถึง ตำแหน่งผู้สืบทอดคาราเต้สาย ชิบาฮาระ ตามไปด้วย

แต่โดยไม่ทันคาดคิดในวันหนึ่ง ชีวิตของทั้งสามก็เปลี่ยนไป และถูกหักเหจากคาราเต้ จากความฝันไปตลอดการ ช่วงเวลาในขณะนั้น ญี่ปุ่นกำลังปรับเปลียนการปกครอง กองทัพ และราชการ ต้องการสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมา หน่วยตำรวจเดินทางมาที่สำนักชิบาฮาระ พร้อมกับแสดงคำสั่งที่จะปิดสำนักคาราเต้ของพวกเขา เกิดการถกเถียงระหว่างสองฝ่าย จนกระทั่งเกิดการลงมือ
 


 

โชเอะอิ ที่พยายามจะห้ามปราบหยุดยั้งการทะเลาะเบาะแว้ง กลับโดนฟันด้วย ดาบคาตานะ เข้าที่แขน บานแผลรุนแรงจนปิดฉากชีวิตคาราเต้ของเขาไปโดยปริยาย ขณะที่ไทคัง โต้ตอบและสังหารฝ่ายตรงข้าม ไปได้ถึงสองคน แต่กลับสร้างความเดือดดาลให้กับผู้เป็นอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง จนสั่งให้ ไทคัง หยุดมือ

สุดท้ายเป็น กิริว ที่ได้รับคำสั่งให้ประลอง กับหัวหน้าผู้บังคับบัญชาของเหล่าศัตรู นายตำรวจผู้นั้นใช้ดาบอันคมกริบเข้าต่อสู้ หมายเอาชีวิตแต่กลับพ่ายแพ้ต่อ กิริว อย่างง่ายดาย จนพวกตำรวจต้องล่าถอยไป ด้วยวิถีแบบชิบาฮาระโดยแท้ ที่ไม่ได้ทำร้ายคู่ต่อสู้ ด้วยหมัดหรือเท้าอันหนักหน่วง ต้องให้บาทเจ็บ

ช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่ อิเกน ชิบาฮาระ เริ่มล้มป่วยลง อาการของท่านทรุดหนักลงในอันรวดเร็ว ในที่สุดก็มาถึงวาระสุดท้ายของ ปรมจารย์ ผู้นี้แล้ว ก่อนจะสิ้นใจท่านได้มอบ “สายดำ” ให้กับ โชเอะอิ เป็นผู้เก็บรักษาไว้ นักคาราเต้ผู้พิการ ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ เป็นผู้ส่งมอบแก่ศิษย์คนใดก็ตาม ที่เขาเห็นสมควร
 


 

ยังไม่ทันที่จะมีการคัดสิน ผู้สืบทอด ทางการพร้อมกับเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็กลับมาที่สำนักอีกครั้ง หากแต่ไม่ได้มาเพื่อแก้แค้น ตรงกันข้าม ศิษย์แห่งชิบาฮาระ ได้รับการแต่งตั้งให้รับหน้าที่ครูฝึกเหล่าตำรวจ ระหว่างการเดินทางไปรับตำแหน่งนั้นเอง ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มสาวสองคน มุ่งหน้าขวางทางเดินของพวกเขา เพื่อทวงถามความแต้น ทั้งสองเป็นทายาทของ นายตำรวจ คนหนึ่งที่เสียชีวิต จากการประลองครั้งก่อน

หากแต่ไม่ใช่นายตำรวจที่ถูก ไทคัง สังหารอย่างโหดเหี้ยม กลับเป็นคู่ประลองของ กิริว หลังความพ่ายแพ้ต่อนักคาราเต้หนุ่ม นายตำรวจผู้นั้นไม่สามารถ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ อย่างอัปยศได้อีกต่อไป เขาทำอัตวิบากกรม จบชีวิตตัวเองไปหลังจากการประลอง จบลงไปไม่นาน

กิริว ผู้พยายามเดินตามรอยเท้าของอาจารย์อย่างใกล้ชิด “คาราเต้ไม่ใช่การโจมตีคู่ต่อสู้ หากแต่ปัดป้องการโจมตีนั้นต่างหาก” การต่อสู้ที่ไม่ได้สร้างบาดแผลให้กับฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย ของกิริว กลับสังหารคู่ต่อสู้ ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ ไทคัง ทำ ที่จริงมันยังเลวร้ายยิ่งกว่า คู่ต่อสู้ของกิริว ต้องตายไปพร้อมกับความอับอายสูงสุดในชีวิต กิริว ปล่อยให้เด็กอ่อนหัดทายาทของนายตำรวจผู้ล่วงลับ จ่วงอาวุธใส่เขา จนบาดเจ็บ และตกแม่น้ำลอยหายไปในที่สุด
 


 

เหตุการณ์ในวันนั้น กิริว ถูกน้ำพัดไปไกลจากที่เกิเหตุ จนได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวชาวนายากจน หลังจากวันนั้นเขาใช้ชีวิตอย่างสมาถะ กับครอบครัวชายนาผู้มีประคุณ มีวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างอะไรจากชาวบ้านคนหนึ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนหน้า ยังคอยตามมาหลอกหลอน

ขณะที่ ไทคัง ก็เข้ารับตำแหน่งครูฝึกของหน่วยตำรวจ ที่มากไปกว่านั้น ไทคัง กลายเป็นมือเป็นเท้าของทางการ ในการปิดสำนักคาราเต้มากมาย นักคาราเต้ระดับปรมจารย์คนแล้วคนเล่า จบชีวิตลงด้วยมือของนักคาราเต้หนุ่ม ศิษย์ของชิบาฮาระ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เพื่อเงินชื่อเสียง หรือตำแหน่งหน้าที่ สิ่งเดียวที่ ไทคัง ต้องการก็คือ “คุโรโอบิ” สายดำเส้นนั้นของอาจารย์ ไทคัง เองก็รู้ดีว่า ไม่ว่าเขาคว่ำนักคาราเต้ไปกี่คน ก็ยังไม่คู่ควรกับมัน จนกว่าจะได้ประมือกับ กิริว เสียก่อน

Black Belt เป็นหนังศิลปะป้องกันตัว ที่ไม่ได้เน้นหนักไปกับการแสดงท่าทางผาดโผนของนักแสดง หรือขายความรุนแรงของการห่ำหั่น ฆ่าแกงคู่ต่อสู้ แต่พูดถึงความหมายของคำว่า “ศิลปะป้องกันตัว”

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ท่านหนึ่ง ให้ความเห็นไว้ว่า หนังศิลปะป้องกันตัว (Martial Art Films) โดยมากมักจะมุ่งประเด็นไปที่ Martial หรือการรบราฆ่าฟัน แต่สิ่งที่ Black Belt และผู้กำกับ ชินอิจิ ทำก็คือการพยายามเสนอภาพของศิลปะป้องกันตัว ในส่วนของ Art เป็นสำคัญ โดยเฉพาะศิลปะแห่ง หนังติดตามชีวิต ของสองนักคาราเต้ ที่แสวงหาความหมายของคำถามที่ว่าด้วยคาราเต้ เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต ความหมายของคำว่า การต่อสู้ และความตาย ในความหมายของแต่ละคน



 

แม้ Black Belt จะแสดงออกถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงลิ้ว ในด้านเนื้อหา หนังก็ไม่ได้ละเลยใน จุดสำคัญของหนังศิลปะป้องกันตัวอย่าง ฉากต่อสู้ หนังนำเสนอความสมจริงสมจัง ในระดับน่าชมเชย การต่อสู้ที่ปรากฏในเรื่อง ดัดขาดจากความเหนือจริงใดๆ ก็ตาม ที่หนังศิลปะป้องกันตัว ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตัดขาด ความบันเทิง ในฉากต่อสู้เหล่านั้นไปด้วย ผู้กำกับสร้างความตื่นเต้นด้วยเทคนิคง่ายๆ การใช้เสียง ที่ขับเน้นการเครื่องไหวอันรุนแรง และรวดเร็ว อย่างเสียงหมัดแหวกอาการ มือเท้าปะทะกันดังสนั่น หรือเท้าที่ถูกกับพื้นไม้ขัดมันของโรงฝึก คาราเต้ ดังเอี๊ยดอ๊าด

เช่นเดียวกับ ฉากการฝึกวิชา ท่ามกลางป่าเขาลำเนา ที่ถ่ายทำได้อย่างงดงาม ยิ่งใหญ่ เน้นความเงียบ ธรรมชาติ และการเคลื่อนไหวร่างการของนักแสดง ก็ช่วยเน้นภาพของการนำเสนอ คาราเต้ ในฐานะการฝึกตน มากกว่าศิลปะแห่งการฆ่าแกงขึ้นไปอีก
 


 

ความดีความชอบของหนังโดยเฉพาะในเรื่อง ความสมจริงของท่วงท่านักคาราเต้ ก็ต้องยกความดีความชอบหลายส่วนไปให้กับ ผู้กำกับคิวบู๊ อกิฮิโกะ โนกูจิ (ซึ่งน่าทึ่งว่าเขาคนนี้ มีพื้นฐานมาจากการ เป็นผู้กำกับคิวบู๊ ที่เติบโตมาจาก การกำกับคิวบู๊ให้กับหนัง แนว เซนไต และออกแบบฉากต่อสู้ใน วิดิโอเกมส์คอมพิวเตอร์ Devil May Cry)

เช่นเดียวกับ เหล่านนักแสดงในเรื่องที่วาดลวดลายกันได้อย่าง สมจริงสมจัง ดารานำที่รับบทสามนักคาราเต้ในเรื่อง อกิฮิโตะ ยากิ, ยูจิ ซูซูกิ และเท็ตซึยะ ทากะ นั้น ไม่ได้เป็นดาราอาชีพ แต่เป็นนักคาราเต้ระดับแชมป์ และครูฝึก ตัวจริงเสียงจริง จึงไม่ต้องสงสัยในความสามารถด้านคิวบู๊อันเชี่ยวชาญ

ที่น่าชมเชย ก็คือ พวกเขาไม่ได้มีดีแค่ ความสามารถใช่เชิงบู๊เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถทางการแสดงอันน่าทึ่ง อกิฮิโตะ ยากิ กับ ยูจิ ซูซูกิ ได้แสดงออกถึงอารมณ์รุนแรงได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนคนที่โดดเด่นที่สุด กลับเป็น เท็ตซึยะ ทากะ ที่ปั้นหน้ากาก ไร้ความรู้สึก กลับซ้อนด้วยดวงตาที่แฝงแววเศร้า

น่าจะพูดได้ว่า Black Belt เป็นการผสมผสานระหว่างแนวทาง ช้านิ่ง แบบหนังญี่ปุ่น เข้ากับหนังศิลปะป้องกันตัวได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ
 

ภาพยนตร์ตัวอย่าง


 

   With the recent retrospective devoted to him by the International Film Festival Rotterdam and the wide festival exposure for his remake/rethinking of Heart, Beating in the Dark (Yamiutsu Shinzo, 2006), Shunichi Nagasaki experienced something of a belated but fully justified international breakthrough last year. The Rotterdam retro marked him out as a filmmaker''s filmmaker, a diligent creator of what at first glance seem like no-frills relationship dramas and thrillers, but in actual fact are highly articulate and perceptive explorations of the feverish heights (and depths) to which our human desires can push us.
   Whether you had him tagged as the former or the latter, either way his latest film will come completely out of left field. Black Belt, as its title suggests, is a martial arts movie. The term inevitably conjures up notions of eardrum-piercing yelps, flying tackles and crushing bones, and of towheaded musclemen of the Jean-Claude Van Damme variety trying to execute such moves with some semblance of grace, but there are plenty of examples in cinema history of martial arts films that were actually films, first and foremost. Martin Scorsese''s Raging Bull and Akira Kurosawa''s Sanshiro Sugata are two that come to mind and that can rightly be considered classics, because their makers realised that the subject of any martial arts movie is human beings, their devotion to achieving their goals and what effect that devotion can have on their relationships with other human beings.
   It''s no accident that the word ''art'' is part of the term ''martial arts'', and a crucial part at that. Most martial arts movies, however, tend to overlook this in favour of the physical spectacle, or a fetishistic preoccupation with male virility and violence. Bruce Lee tried his damndest to harmonise the genre''s desire for showmanship with a pure expression of the philosophies at the heart of the martial arts, but he regrettably shed his mortal coil before he could attain his goal, leaving a small body of work that ironically thrives almost entirely on spectacle. Since then, attempts at portraying "true" martial arts on screen have tended to rely on displays of physical prowess (Thai skullcrusher Ong Bak comes to mind), while any philosophising is usually a thinly veiled excuse for some good old dime store exoticism, cf. the stereotypical image of the retirement-age Asian mentor spouting riddles while tending to his bonsai collection in films like The Karate Kid
   Japanese cinema has no shortage of martial arts films that deal with the philosophical challenges of learning how to kill and maim, mostly because it had the perfect peg to hang it onto in the shape of the giri-ninjo conflict. Since their inception, chanbara films have dealt with the way swordsmen have tried to find a balance between their deadly skills on the one hand and how and when to use them on the other, while at the same time delving into the social and political implications of giving men the right to bear and use arms. Few better examples exist than Hiroshi Inagaki''s Samurai trilogy and its central figure of Musashi Miyamoto, whose entire life was a quest for a wisdom that could replace the use of violence. The socio-political angle was also exhaustively explored in the genre entries of the 1960s, by directors including Hideo Gosha, Kihachi Okamoto and Masahiro Shinoda, which film historians have often mistakenly labeled nihilists but which were in fact deeply life-affirming.
   Black Belt follows firmly in this tradition, since it tries to give expression to the mindset behind the martial arts and explore the social ramifications of following that line of thought through. Set in 1932, amid the rise of militarism after the establishment of the Manchukuo colony in Northeast China, the story centers on a trio of karateka. Studying under their aging master in a small dojo in the woods of central Kyushu, Choei, Taikan and Giryu (Yagi, Tsujinaka and Suzuki, all real-life black-belt karateka) have completed their physical education, but have yet to fully grasp the spirit of their art. The opportunity to learn comes soon enough, when a company of kempeitai military police comes to requisition their dojo for use as a military barracks. Taikan and Giryu resist, and when elder member Choei is wounded in an attempt to keep the peace, they challenge the commander (Hakuryu) to a match. Even with his sword drawn, the officer is no match for Giryu, who trashes him within an inch of his life. But the fighter refuses to answer the commander''s plea to finish him off lest he live with the shame of having been defeated in front of his own men. In the eyes of the military fanatics, this is a crucial mistake. When the sensei dies and a new batallion appears with rifles loaded, the three karateka have no choice but to follow orders, pack up and go to work for the army as instructors. Along the way, however, the disgraced commander''s son and daughter come to avenge their father, who committed seppuku in shame. Giryu, understanding that the only way to avoid a cycle of violence is to allow them to defeat him, lets himself be pierced by the young woman''s lance. His body rolls down the hillside and is left for dead.
    What marks Black Belt out for interest is not only the fact that from this moment onward Giryu and Taikan''s divergent paths eventually lead them to finding their own forms of enlightenment. It is also the decision of scriptwriter Joji Iida to set the story in the early 1930s amid the rise of militarism. The opening narration (by frequent Nagasaki lead Takashi Naito) over a montage of newspaper headlines and archival photographs sets the scene, recounting the founding of Manchukuo and the assassination of the initially pro-militarist Prime Minister Inukai at the hands of a band of young naval officers. Manchukuo was the outcome of a military campaign that had been initiated by what is known as the "Manchurian Incident", in which leaders of the Japanese occupational forces in Northeast China staged an attack on one of their own supply routes and successfully blamed it on the Chinese. This was part of a carefully laid plan to give the army an excuse to penetrate deeper into Manchuria. Despite the military action being entirely insubordinate, an indecisive Emperor Hirohito neglected to punish rebel officers, thus giving the military increasing power and leeway and weakening the influence of the government.
    Such factual political backgrounding is becoming increasingly rare in today''s political climate, in which prominent government figures are expressing right-wing revisionist ideas with alarming frequency and openness. Former PM Junichiro Koizumi''s visits to the Yasukuni Shrine, school textbook revisions that hush up sensitive issues related to war crimes such as the comfort women, and the implementation of kimigayo or the required reciting of the national anthem in class are just a few examples of these ideas being turned into policy and shaping the daily lives of the Japanese - particularly the as-yet ignorant young - with the intent of distorting historical fact in favour of ideology.
   Where there is ideology, there is propaganda, meaning that the movies have not been spared from such meddling. Bolstered by the box office successes of Yamato (Otokotachi no Yamato, 2005), about the final days of the Imperial Navy''s doomed mega-battleship, and Japan Sinks (Nihon Chinbotsu, 2006), which respectively revisited and referred to WWII through a decidedly rose-tinted haze of heroism and the glory of self-sacrifice, Tokyo governor and former novelist Shintaro Ishihara mounted For Those We Love (Ore wa Kimi no Tame ni Koso Shini ni Iku, 2007), a blatantly revisionist pamphlet disguised as an ode to kamikaze pilots. Scripted by Ishihara and directed by Taku Shinjo, the film attempts to rewrite history by placing apologist concepts created after the war in the mouths of those who actually fought it. An early scene sees a high-ranking Navy officer played by Masato Ibu voicing one of the revisionists'' favourite pieces of rhetoric, that Japan entered the Pacific War to "free its Asian brothers from white imperialism."
   None of these ideas or attempts to spread them are new. In the 1990s films like Pride (Pride: Unmei no Toki, 1997, directed by Female Convict Scorpion helmer Shunya Ito) and Merdeka (Murdeka, 2000) vented exactly the same discourse. The difference is that now these productions are no longer isolated attempts by a handful of fanatics, but blockbusters that employ large budgets, established stars (Tatsuya Nakadai, Takashi Sorimachi and Kyoka Suzuki in Yamato; Keiko Kishi and Yosuke Kubozuka in For Those We Love) and the distribution channels of major studios. Against such vulgar displays of power, the few initiatives that try (or should we say dare) to go against the grain hardly add up to a counterbalance, seeing how most of them are of the low budget indie variety. However, imbued with the message it wishes to impart, Black Belt puts up a very gallant fight against the odds. Much like Masato Harada''s Kamikaze Taxi a decade earlier, it holds up something that is part of Japan''s soul and tradition, and contrasts its virtues with the lowly conniving of those who claim to hold the monopoly on defining what constitutes Japaneseness. As Giryu''s willingness to be defeated at the hands of the commander''s daughter attests, martial arts and violence are two very different things. Violence is self-perpetuating and leaves no room for mercy, restraint or humility.
    Taikan and Giryu represent the opposites of darkness and light. Taikan relishes the opportunity to fight stronger opponents, seduced as he is by the "dark side" represented by kempeitai, who use his strength to their own ends in commandeering other dojos in the region and thus nip any form of danger and organised dissent in the bud. But where Taikan''s abuse of his powers veers toward gratuitous brutality, Giryu''s views of his art as one to be used purely for defensive purposes make him passive and fatalistic. When loansharks come to take away the daughter of the family that nursed him back to health, as compensation for the father''s gambling debts, he doesn''t interfere. Her little brother calls him a coward, and the boy is right. Taikan and Giryu form the yin and the yang, who have yet to realize that they need to accept a part of the other within themselves to find balance and harmony, and thus learn the ultimate lesson they search for. When they leave the dojo, they may be highly trained, but they are still essentially children: raised in the protective bubble of the karate dojo, they have been taught but they have never truly experienced.
    This narrative deals with some very fundamental moral dilemmas inherent in the martial arts (and in Buddhism in general), and does so with great clarity. No need to have spent years in a Kyoto monastery to grasp what is being said. Iida, director of such unremarkable fantasy fare as Battle Heater (1989), The Spiral (Rasen, 1998) and Dragonhead (2003), reveals hitherto untapped talents as a scriptwriter, giving the story the shape of a classic morality tale that borrows from the European tradition of the parable, the all-human equivalent of the fable, in which the main characters represent modes of behaviour and their actions ultimately lead to a moral lesson for the audience that is spelled out in the final moments. The story can also be interpreted as an allegory of the Manchurian campaign, with the military police conquering one dojo (or town) after another, using vainglorious local boy Taikan as their all too willing puppet.
When the lesson is finally learned, us world-wise contemporary viewers may scoff and find it obvious, but we would be wrong to do so. The lesson is not obvious, it just seems that way, because it is so clearly and understandably communicated. Director Nagasaki''s approach is entirely in keeping with the central point. His sober style reflects the concept of self-restraint, portraying the martial arts scenes without spectacle but with full intensity, bringing out the best in his two non-professional leads both as actors and as martial artists. His direction calls to mind several films by one of Japan''s great directors of great martial arts films, Kenji Misumi, most notably the 1964 Yukio Mishima adaptation Ken, about two students with opposing world views vying for control of a university kendo school, and the late director''s final film Last Samurai (Okami yo Rakujitsu o Kire, 1975), set in the turbulent closing days of the Tokugawa shogunate and focusing on a character who has to choose between violence and restraint. Black Belt''s finale, shot in low-contrast grey tones for reasons that will become apparent to the viewer, forms a magnificent summation to a film that fights not only a gallant fight, but a very necessary one. And although the odds are unfair, it is not a lost cause yet.
 

 

 


เข้าชม : 6733    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAsian: SubtitleEnglish: NotGayFilmsButGayLikeIt: recommend



หนังเอเชียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ