[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

Lost In Beijing (UNRATE VERSION)(2007)

(มีบรรยายไทยแล้วครับ)

 

กำกับ: Li Yu
สร้าง: Fang Li
เขียนบท: Fang Li, Li Yu
นักแสดงFan Bingbing, Tong Dawei, Tony Leung, Ka Fai, Elaine Jin
ดนตรี: Peyman Yazdanian
ถ่ายภาพ: Wang Yu
ตัดต่อ: Zeng Jian
เวลา: 112 min
ประเทศ: China
ภาษา: Mandarin Chinese

แนว: Drama

Subtitle: English/ไทย

 

ในประเทศไทย Lost in Beijing ถูกนำมาฉายเป็นครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์ Bangkok Film Festival เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยสามารถคว้ารางวัล Special Jury Prize ไปได้ ด้วย



 

(บทความนี้ตัดตอนมาจาก http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=66618)

ข่าวระบุว่าภาพยนตร์เรื่อง Lost in Beijing ถูกคณะกรรมการบริหารกิจการวิทยุ ภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งชาติจีน (SARFT) (ที่ผมตั้งชื่อเล่นให้สั้นๆ ว่า "กบว.จีน" แต่ กบว. จีนนี้เป็นองค์กรมีอำนาจมากกว่า กบว.ไทยหลายเท่านัก) ถอดออกจากโรงด้วยข้อหา 3 ประการหลักๆ ด้วยกันก็คือ หนึ่ง ละเมิด "ระเบียบการจัดการภาพยนตร์" ด้วยการมีเนื้อหาลามกอนาจาร สอง ผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์เนื้อหาลามกอนาจารที่ไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าวไปบนอินเทอร์เน็ต สาม นำภาพยนตร์ชุดที่ไม่ได้รับการอนุมัติส่งเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่กรุงเบอร์ลิน (Berlin International Film Festival) เมื่อเดือนกุมภา พันธ์ 2550 จึงมีคำสั่งให้ถอนใบอนุญาตการเผยแพร่ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ขณะที่ ฟัง ลี่ โปรดิวเซอร์และเจ้าของบริษัท Laurel Films ผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง นี้ก็ถูกแบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์เป็นเวลาสองปี

หลายคนคงสงสัยแล้วว่าภาพยนตร์ Lost in Beijing นั้นมีเนื้อหา อย่างไร ทำไมจึงถูกแบนได้?

Lost in Beijing หรือในชื่อจีนคือ ผิงกั่ว ที่แปลความหมายตรงตัวได้ว่า "แอปเปิล" นั้นเป็นภาพยนตร์ที่สร้างโดยผู้กำกับหญิง ที่ชื่อว่า หลี่ อี้ว์ นำแสดงโดยดาราจีนชื่อดังอย่างดาราสาว ฟ่าน ปิงปิง (แสดงเป็นหลิว ผิงกั่ว สาวบริการในร้านนวดเท้า) ถง ต้าเว่ย (แสดงเป็นอาคุน สามีของหลิว ผิงกั่ว ประกอบอาชีพเป็นช่างเช็ดกระจกตามตึกสูง) ดาราฮ่องกงมากประสบการณ์เหลียง เจียฮุย (แสดงเป็นหลิน ตง เจ้าของร้านนวดเท้า) และ จิน เยี่ยนหลิง ดาราหญิงมากฝีมือชาวไต้หวัน (แสดงเป็นหวัง เม่ย ภรรยาของเจ้าของร้านนวด)

เรื่องราวมีอยู่ว่าหลิว ผิงกั่วและอาคุน สามีนั้นเป็นชาวตงเป่ย (ชาวจีนภาคตะวันออก เฉียงเหนือ) ที่อพยพมาหาเลี้ยงชีพในมหานครปักกิ่ง โดยผิงกั่วนั้นเป็นสาวสวยที่ได้งานในร้าน นวดเท้าที่เปิดกันอย่างกลาดเกลื่อนในประเทศจีน โดยมีเจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนจอม เจ้าชู้นามหลิน ตง โดยหลิน ตงนั้นก็มีภรรยาที่แต่งงานกันมานาน 10 กว่าปีแล้ว



 

จุดหักเหของเรื่องราวอยู่ที่ว่า วันหนึ่งผิงกั่วถูกเจ้านายข่มขืนในร้านนวด โดยที่อาคุน สามีของเธอนั้นบังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี (เนื่องจากเป็นช่างเช็ดกระจกที่กำลังเช็ดกระจก ห้องที่ภรรยาถูกข่มขืนอยู่พอดี) อาคุนจึงถือโอกาสนี้เรียกร้องเงินจากหลิน ตง เป็น "ค่าชดเชยความเสียหายทางจิตใจ" จำนวน 20,000 หยวน อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาผิงกั่วกลับตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่ทราบว่าเด็กในท้องเป็นลูกของใคร ด้วยความละโมบ อาคุนจึงถือโอกาสนี้ ต่อรองขอเงินเพิ่มจากหลิน ตง เศรษฐีเจ้าของร้านนวดที่ซึ่งเดิมทีเบื้องลึกจิตใจก็มีรอยด่างอยู่แล้วเนื่องจากภรรยาที่แต่งงานกันมานานนับสิบปีไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันได้ และทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรระบุว่า ถ้าเด็กคลอดออกมาแล้วสามารถพิสูจน์แล้วว่าเป็นลูกของหลิน ตง เขาก็จะต้องจ่ายเงินจำนวน 100,000 หยวนเป็นค่าตอบแทนให้กับอาคุนและผิงกั่ว
ในส่วนของหลิน ตง และหวัง เม่ย สอง สามีภรรยาที่ต้องการบุตรเพื่ออวดสถานะทางสังคม ทั้งคู่ต่างก็ทำสัญญาเป็นทางการต่อกันว่า หากหลิน ตง นอกใจไปมีสัมพันธ์กับผิงกั่วอีก ทั้งสองก็จะต้องหย่ากันโดยแบ่งทรัพย์สินกันคนละครึ่ง



 

ได้ฟังเรื่องย่อเพียงแค่นี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านก็เริ่มปวดหัวเสียแล้ว ตัวผมเอง เมื่อดูภาพยนตร์ถึงจุดนี้ก็รู้สึกไม่แตกต่างไปจาก ท่านผู้อ่านเท่าไรนัก ขณะที่นักวิจารณ์ฝรั่งหลายคนที่ได้ดู Lost in Beijing กลับแสดงทัศนะในแง่ลบต่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยจำนวนหนึ่งระบุว่าแม้ดาราตัวหลักทั้งสี่จะแสดงได้ยอดเยี่ยม แต่บทภาพยนตร์กลับ "ขาดความสมจริง" กล่าวคือเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ "มีความบังเอิญมากเกินไป" และการกระทำหลายอย่างของตัวละครนั้น "ยากที่จะทำความเข้าใจ"
โดยทัศนะส่วนตัว ผมกลับมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์จีนที่สะท้อนภาพของสังคมเมืองใหญ่ในประเทศจีนได้อย่างยอดเยี่ยม ความบังเอิญ ความซับซ้อน ความไม่สมจริงที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์นั้น หลายเรื่องหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในสังคมจีน ณ ปัจจุบัน



อย่างไรก็ตาม ดังที่ผมกล่าวไปในตอนต้น ในยุคปัจจุบันนี้ภาพยนตร์สะท้อนสังคมของ จีนแผ่นดินใหญ่นั้น ผู้กำกับรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนสามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่าง "ถึงกึ๋น" ทั้งสิ้น เนื่องจากพวกเขาอยู่ในสังคมที่มี "วัตถุดิบ" ในการสร้างหนังที่มากมายมหาศาล เพราะประเทศจีนในยุคปัจจุบันหลายสิ่งหลายอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจก็เติบโตเร็ว ปัญหาสังคมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจกล่าวได้ว่าภาพความเปลี่ยนแปลงในประเทศจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนในโลกมาก่อน

จากปี 2544 ที่หนัง Beijing Bicycle ของหวัง เสี่ยวซ่วยออกฉาย โดยหยิบเอาเหตุการณ์การขโมยจักรยานในกรุงปักกิ่งมาอธิบายภาวะของสังคมเมืองที่เปลี่ยนไปของประเทศจีน เวลาผ่านมาเพียง 6 ปี เมื่อหนัง Lost in Beijing ออกฉาย Beijing Bicycle กลับกลายเป็นหนังตกยุคที่ไม่สามารถอรรถาธิบายความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ของสังคมจีนได้อีกต่อไปแล้ว

นอกจากนี้ผมยังไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไรที่นักวิจารณ์ฝรั่งให้ทัศนะว่า พวกเขาไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Lost in Beijing เพราะผมเห็นว่าคนที่จะทำความเข้าใจงานของ ผู้กำกับ หลี่ อี้ว์ ได้นั้นจำเป็นต้องเป็นผู้ที่สัมผัส กับสังคมจีนและเข้าใจพลวัตทางวัฒนธรรมจีน ในยุคปัจจุบันมากพอสมควร



 

ความเยี่ยมยอดของหลี่ อี้ว์ เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อภาพยนตร์ คำว่า "ผิงกั่ว"...

จริงๆ แล้วโดยเนื้อหาของภาพยนตร์นั้นคำว่า "ผิงกั่ว" ไม่ได้มีนัยอะไรเลยนอกจาก การเป็นชื่อของนางเอก อย่างไรก็ตาม ในทัศนะ ของผมแล้ว สำหรับคำว่า "ผิงกั่ว" หรือ "แอปเปิล" นั้นก็คือชื่อของบริษัท Apple เจ้าของสินค้ายอดนิยมอย่าง iPhone, iPod, iMac ฯลฯ สำหรับคนจีนแล้วสินค้าของบริษัท Apple ถือได้ว่าเป็นสินค้าราคาแพง แต่ก็เป็นเครื่องประดับ-ของใช้ที่สามารถบ่งบอกมาตรฐาน ของการเป็นชนชั้นกลางได้ (ซึ่งคล้ายกับเมืองไทยและอีกหลายๆ ประเทศ แต่ในกรณีนี้ผมอาจจะตีความผิดก็ได้นะครับ!)

ต่อมาก็คือ การสอดแทรกภาพต่างๆ ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกเข้าไปในภาพยนตร์ เช่น ภาพของ "กำแพงเก้ามังกร" จำลองที่ตั้งอยู่ในบริเวณสวนของอพาร์ตเมนต์สุดหรูของหลิน ตง เจ้าของร้านนวด ทั้งๆ ที่แต่ไหน แต่ไรมากำแพงเก้ามังกรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้และจะมีอยู่แต่เฉพาะในพระราชวังของฮ่องเต้จีนในยุคโบราณเท่านั้น เช่น พระราชวังต้องห้าม หรือสวนเป๋ยไห่ (เดิมทีเป็นสวนส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ในสมัยโบราณ) แต่ในยุคปัจจุบันคนจีน ซึ่งถูกปกครองโดยรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปฏิเสธระบอบฮ่องเต้-ระบอบกษัตริย์โดยสิ้นเชิง กลับหยิบเอากำแพงเก้ามังกรดังกล่าวมาประดับในบริเวณบ้านตัวเองได้อย่างไม่เคอะเขิน

นอกจากนี้การเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำได้ค่อนข้างแนบเนียนและสามารถสอดแทรกการกระทำ และคำพูดต่างๆ ที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมจีนให้คนดูได้เห็นอย่างแจ่มชัด ตัวอย่างเช่น คนจีนในยุคนี้นิยมทำธุรกรรมทุกอย่างในรูปแบบ "สัญญา" แม้กระทั่งเรื่องส่วนตัว อย่างเช่น การทำสัญญาเพื่อซื้อขายเด็กทารกที่เกิดมา, การทำสัญญาข้อตกลงระหว่างสามีภรรยา เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน ฯลฯ ซึ่งการกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนจีนปัจจุบันพยายามลอกเลียนมาตรฐานของสังคมตะวันตกมาแบบ ผิดๆ ทั้งยังเป็นแนวคิดที่สุดขั้ว สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบันสังคมจีนกำลังประสบกับวิกฤติการณ์ของการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่ความไว้เนื้อเชื่อใจ-ความซื่อสัตย์นั้นเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานที่คนจีนยึดถือมาตั้งแต่อดีตกาล อย่างน้อยก็ตั้งแต่ในสมัยของขงจื๊อเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ทั้งยังบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาวะของการขาดมโนธรรมสำนึกทางด้านคุณธรรม-จริยธรรมอย่างรุนแรง ซึ่งการขาดคุณธรรมดังกล่าวนั้นก็นำมาสู่ปัญหาของการค้าประเวณี การทำแท้ง การทำผิดจริยธรรมทางวิชาชีพ สังคมเงินเป็นใหญ่ สังคมที่ตีมูลค่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเงิน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างครบถ้วนในภาพยนตร์เรื่องนี้

ในส่วนของบทพูด ภาพยนตร์เรื่องนี้แทรกคำพูดเด็ดๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมในสังคมจีน ยุคปัจจุบันมากมาย เช่น ค่าชดเชยความเสียหายทางจิตใจ, แล้วไปเจอกันที่ศาล, ลักพาตัว, ตกแต่งบ้าน ฯลฯ


Lost in Beijing is a 2007 Chinese film directed by Li Yu and starring Fan Bingbing, Tong Dawei, Tony Leung Ka Fai, and Elaine Jin. It had its international premiere at the 2007 Berlin International Film Festival on February 16, 2007. Lost in Beijing is director Li Yu''s third feature film after the lesbian-themed Fish and Elephant (2002) and the drama Dam Street (2005).

Lost in Beijing was produced by Laurel Films, a small independent production company owned by Fang Li and based in Beijing, and is being released internationally by the French company Films Distribution.Distribution in the United States was picked up by New Yorker Films.

Like many films that touch on the underbelly of Chinese society (see for example, Li Yang''s Blind Shaft or Blind Mountain, or Wang Xiaoshuai''s Beijing Bicycle), Li Yu''s tale of prostitution, blackmail, and rape in modern-day Beijing has been plagued with censorship problems. The film also found controversy for what some critics described as "thumb-nosing gratuitous sex scenes." After nearly a year of delays, the film was finally banned by Chinese authorities in January 2008. However, as noted by Time, Chinese citizens have managed to view the film online, along with the uncut versions of two other sexually-explicit films, Lust, Caution directed by Ang Lee and Summer Palace, directed by Lou Ye
 

 

 


เข้าชม : 13570    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAsian: ArtAndErotic: NudeFilms: FeelGood: SubtitleThai: SubtitleEnglish: recommend



หนังเอเชียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ