[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

INDY MOVIE REVIEW
 
The Ring Finger (2005)
 (บรรยายอังกฤษ) 
 
   
 

Director:Diane Bertrand Screenplay by:Diane Bertrand  Music by:Beth Gibbons Cinematography:Alain Duplantier  

Edited by:Nathalie Langlade Running time:104 minutes Country:France, Germany, United Kingdom Language:French Genre:Drama  Subtitle:English  Starring: Olga Kurylenko ... Iris, Marc Barbé ... L''homme du laboratoire, Stipe Erceg ... Le marin,
Edith Scob ... La dame du 223
, Hanns Zischler ... Le patron de l''hôtel, Sotigui Kouyaté ... Le cireur de chaussures,
Doria Achour ... La jeune fille aux champignons
, Anne Benoît ... La dame à la partition, Louis Dewynter ... L''enfant,
Anne Fassio ... Madame Ryen
, Olivier Claverie ... Monsieur Ryen

 
 


หนังตัวอย่าง:

(คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ สกอเมาส์หรือกดปุ่มคีบอร์ดลูกศรเพื่อดูรูปต่อไป) 

รางวัล:

 

 

Bangkok International Film Festival 2006

Nominated
Golden Kinnaree Award
Best Film
Diane Bertrand 
 

Brooklyn International Film Festival 2006

Won
Certificate of Excellence
Best Actress
Olga Kurylenko 
 

Tallinn Black Nights Film Festival 2005

Nominated
Grand Prize
Diane Bertrand 

 

 

 

บทสัมภาษณ์ ดิยาน แบร์ทรองด์  โดย สนธยา ทรัพย์เย็น
สนธยา : คุณทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อนหรือเปล่าครับ?
ดิยาน : ก็มีบ้างค่ะ ทำหนังโฆษณา ทำละครเวที ออกแบบท่าเต้นด้วย แล้วฉันก็เริ่มทำหนังสั้น หนังความยาวปานกลาง แล้วก็เริ่มทำหนังใหญ่เรื่องแรกในปี 1996 เรื่องนี้ได้ฉายในเมืองคานส์ แล้วก็ทำหนังโฆษณากับหนังสำหรับฉายทางทีวี จนกระทั่งเรื่องนี้เป็นหนังใหญ่เรื่องที่สอง
สนธยา : ผู้กำกับฝรั่งเศสหลายคนมักจะมาจากอาชีพนักเขียน แต่งนิยายหรือเขียนบทหนังมาก่อน
ดิยาน: ฉันเขียนบทหนังเอง แต่ฉันไม่เคยเป็นนักเขียนในแง่ที่คุณว่า ส่วนใหญ่การเป็นผู้กำกับมักจะมาเริ่มต้นจาก 2 อย่างคือ ถ้าไม่ไปเรียนทำหนัง ก็ต้องทำหนังสั้นหรือผ่านงานอื่นมาก่อน เริ่มเรียนรู้ผ่านอะไรแบบนี้อย่างที่ฉันทำมา แต่ฉันก็เขียนบทเองตลอดมา

สนธยา: หนังสั้นของคุณเรื่องที่ชื่อ 25 December 1958, 10h 36 คุณพอจะช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับว่าเกี่ยวกับอะไร ทำไมถึงเจาะจงเลขนี้?
ดิยาน: คือวันนั้นมันมีเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาประสบอุบัติเหตุจักรยานล้มแล้วเสียชีวิตทันที เขาอายุแค่ 7 ขวบ เรื่องราวของหนังก็เกี่ยวกับคนที่รู้จักและข้องเกี่ยวกับเด็กชายคนนี้ในเวลา 20 ปีต่อมา ความสัมพันธ์โยงใยของเหตุการณ์คราวนั้นที่มีผลต่อชีวิตของคนที่ยังอยู่
สนธยา: 20 ปีให้หลังเหรอครับ แล้วเป็นเรื่องที่มาจากประสบการณ์ในอดีตของคุณด้วยหรือเปล่า หรือว่าเป็นแค่เรื่องแต่ง?
ดิยาน: ไอเดียมันเข้ามาเอง แต่บางทีมันอาจจะเป็นเพราะหนังเรื่อง Short Cuts ที่ฉันชอบมากก็เป็นได้
สนธยา: Short Cuts ของ โรเบิร์ท อัลท์แมน (Robert Altman) หรือครับ?
ดิยาน: ค่ะ เรื่องราวที่เกี่ยวกับโชคชะตา อะไรจะเกิดขึ้นเวลาคนเรามาพบกัน เหตุการณ์ชีวิตที่หักเหไปเพียงเพราะพวกเขาเลือกไปซ้ายหรือขวา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในหนังของฉันที่ตอนแรกตัวละครวางแผนจะทำอะไรสักอย่าง แล้วพวกเขาเปลี่ยนใจไม่ทำ พอเพื่อนคนหนึ่งเสนอว่าให้ไปอีกที่หนึ่ง ก็เปลี่ยนความตั้งใจเดิมไป แล้วก็ไปประสานงากับจักรยานของเด็กคนนี้

สนธยา: แล้ว A Saturday on Earth (Un Samedi sur la Terre) หนังใหญ่เรื่องแรกของคุณล่ะครับ?
ดิยาน: ก็มีไอเดียบางอย่างที่คล้ายกันอยู่ แต่ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว เกี่ยวกับพี่น้องชายหญิงคู่หนึ่งที่ถูกแยกจากกันในวัยเด็ก เพราะไม่มีพ่อ ส่วนแม่ก็ไม่ได้เลี้ยงดูลูกเอง ลูกสาวไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ส่วนลูกชายไปเข้าอีกโรงเรียนหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งทั้งคู่ก็ได้มาเจอกันโดยบังเอิญ พี่ชายได้พลั้งมือฆ่าน้องสาวตายโดยไม่เจตนา ทั้ง ๆ ที่จริงเขาเองต่างหากที่ตั้งใจฆ่าตัวตาย แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าผู้หญิงคนนี้เป็นน้อง ตัวหนังก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับแค่คนสองคนนี้ โชคร้ายที่เขานัดมาเจอกันเป็นครั้งที่สอง (หัวเราะ)

สนธยา: นี่คือหนังใหญ่เรื่องแรกก่อนที่คุณจะมาทำ The Ring Finger แล้วคุณก็มีอีกเรื่องที่ทำมาไม่นานมานี้
ดิยาน: นั่นมันหนังสั้น แล้วก็หนังใหญ่เรื่องแรก แล้วก็หนังทีวี
สนธยา: ดูเหมือนหนังสั้นคุณจะมีตัวละครเยอะแยะ แต่พอมาทำ The Ring Finger ตัวละครน้อยลงไปเยอะ
ดิยาน: ค่ะ จริงค่ะ

สนธยา: ผมจำเรื่องราวตอนหนึ่งใน Short Cuts ได้ มีเรื่องบังเอิญที่เด็กคนหนึ่งถูกรถชน อันนั้นคือแรงบันดาลใจอันหนึ่งใช่ไหมครับ?
ดิยาน: อ๋อ ฉันจำได้ค่ะ มันอาจจะไม่ใช่ที่มาโดยตรง......บางทีฉันว่าฉันอาจทำก่อน Short Cuts นะ (คิดทบทวน) ตอนนั้นหนังของฉันมันน่าจะปี 1991
สนธยา: อาจจะทำก่อน Short Cuts (ตามข้อมูล Short Cuts ฉายทีหลังเมื่อปี 1993- สนธยา)
ดิยาน: อาจจะเป็นได้

สนธยา แล้วคุณก็เลยได้รางวัลซีซาร์จากหนังเรื่องนั้น ทำให้คุณได้มาทำหนังเป็นอาชีพต่อมา
ดิยาน: ค่ะ
สนธยา: โยโกะ โอกาว่า (ผลงานเช่นเรื่อง The Gift of Numbers) - ผู้หญิงคนที่แต่งเรื่อง The Ring Finger นี่ เธอมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ ฮารูกิ มูรากามิ ไหมครับ?
ดิยาน: เธอน่าจะอายุสัก 40, 42 หรือ 43 นะ ส่วน มูรากามิ นี่ฉันไม่แน่ใจ (หลังจากเช็คข้อมูลแล้วผมพบว่า โอกาว่า เกิดปี 1962 ส่วน มูรากามิ 1949– สนธยา)

สนธยา: จริง ๆ เรื่องที่เธอแต่งนี่ออกแนวลึกลับ หรือสยองขวัญมากกว่ากันครับ?
ดิยาน: ออกไปทางเรื่องลึกลับ แฟนตาซีมากกว่าค่ะ เรื่อง The Ring Finger นี่มันเป็นอารมณ์ของเด็กสาวคนหนึ่ง ในส่วนของตัวนิยายนั้น เธอบรรยายทำนองว่า ฉันอยู่ที่โรงงานนั่นนะ ฉันนิ้วแหว่งไปข้างหนึ่ง ฉันไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ฉันก็เลยออกจากโตเกียว ฉันมาเจอสถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง เจอโฆษณารับสมัครงาน คิดไปมาแล้วก็ลองสมัครดู.........เธอบรรยายเรื่องราวที่เกิดกับตัวเธอด้วยท่าทีเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่ปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ ถัดจากนั้นคุณก็ค่อย ๆ มองภาพออก ถึงเรื่องที่เกิดมันอาจจะพิลึกอยู่สักหน่อย คุณไม่อาจแน่ใจได้ว่าเรื่องที่เกิดนั้นเป็นเรื่องจริง หรือเธอกุขึ้นมาเอง ตัวฉันเองนั้นประทับใจมากตอนที่อ่านนิยาย.... มันบรรยายยากนะ ฉันอยากทำอะไรที่มันดูเรียบง่าย ไม่มีโครงสร้างซับซ้อน เพราะหนังของฉันเรื่องก่อน ๆ ค่อนข้างจะซับซ้อนพอสมควร เรื่องที่เริ่มขึ้นในวันหนึ่งแล้วมันก็จบลงในอีกวัน ในระหว่างนั้นคุณก็ได้พบกับความลึกลับของความเป็นจริงกับโลกแฟนตาซี บรรยากาศของสถานที่ ความร้อน คราบเหงื่อเหนียวตัว

สนธยา: ตอนรอบฉายเมื่อวานคุณบอกว่า ตัวผู้หญิงในฉบับนิยายนั้นเขียนบันทึกเล่าเรื่องตัวเอง และเรื่องราวมันก็ค่อนข้างหดหู่มากกว่าในหนังของคุณ
ดิยาน: ค่ะ ก็ทำนองนั้น
สนธยา: ปกติเรื่องที่มาจากของญี่ปุ่นมักจะจบเรื่องแบบสิ้นหวัง แต่ในหนังของคุณมาแปลก ดูเหมือนว่าคุณมีสัมผัสเบามือ กลับทำให้ดูมีแสงสว่างของความหวัง เหมือนกับว่ามีแสงสว่างคอยคานรับกับความมืดอยู่ตลอด ทำให้หนังไม่ได้มืดมนจนขีดสุด
ดิยาน: จริงค่ะ
สนธยา: โดยเฉพาะการใช้เพลงของ....(นึกชื่อไม่ออก)
ดิยาน: เบ็ธ กิบบอนส์ (วง Portishead)
สนธยา: ครับ ๆ นั่นทำให้มันดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์ ตอนที่ผมดูหนังของคุณ มันชวนให้ผมหวนนึกถึงหนังสยองขวัญของ โรมัน โปลันสกี้ เรื่อง The Tenant ที่สร้างจากหนังสือของ โรลองด์ ตอปอร์ (Roland Topor)
ดิยาน: เรื่องไหนนะ
สนธยา: รู้สึกชื่อฝรั่งเศสจะ La Locataire หรือ Le Locataire (The Tenant)
ดิยาน: อ๋อ Le Locataire ใช่ค่ะ หนังดีมากเรื่องนั้น

สนธยา: ตอนดูผมก็คาดเดาประมาณว่าเรื่องของคุณคงจะดิ่งตรงไปสู่ห้วงนรกแบบเรื่องนั้น หรือแบบหนังออสเตรียของ เยสสิก้า เฮ้าส์เนอร์ (Jessica Hausner) เรื่อง Hotel แนวทางมันใกล้เคียงกัน แต่ว่าวิธีการของคุณมีความขัดแย้งที่น่าสนใจมาก
ดิยาน: ก็จริงค่ะ แต่ว่าคุณรู้สึกขัด ๆ หรือเปล่า?
สนธยา: หมายถึงในแง่ไหนครับ?
ดิยาน: ในแง่ที่ว่าคุณรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องมันผิดเพี้ยน มันไม่เฉลยเรื่องราวให้ชัดเจนตามที่ควรจะเป็น
สนธยา: ผมคิดว่าวิธีการของคุณนั้นน่าสนใจกว่า เพราะว่ามันคาดเดาไม่ได้ล่วงหน้า โดยเฉพาะตัวละครของเด็กสาวที่คุณเองก็พูดว่า เธอยินดีที่จะเลือกไปให้ถึงที่สุด ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา และเธอก็ไม่ได้ถูกใครบังคับ หรือถูกเหตุการณ์บีบให้จำยอมด้วย (ไม่จบอย่างหนังเรื่องอื่นที่ผมเอ่ยถึง)
ดิยาน: ค่ะ แน่นอนค่ะ มันแตกต่างกันทีเดียว นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างมากทีเดียว และที่น่าตลกอย่างหนึ่งก็คือ ในตัวนิยายนั้นค่อนข้างวิปริตกว่าในฉบับหนัง ตอนที่ฉันเพิ่งอ่านหนังสือจบ ฉันรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจจะเป็นแค่ความฝัน แต่ในแง่หนึ่งมันก็สร้างความรู้สึกปลอดโปร่งสดใสเอามาก ๆ ฉันก็เลยไม่อยากจะใส่ใจเอาความจริง หรือไปคิดเรื่องความรัก เสน่ห์ดึงดูด ประเด็นทางเพศ หรืออะไรอื่น ๆ มันมีอะไรที่ค่อนข้างลึกลับ ความพึงพอใจบางอย่างที่อาจจะได้มาจากสถานการณ์ที่บางครั้งเราเองก็ไม่ได้หวังหรือต้องการมัน แต่มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว มันผสมผสานทั้งความสุขและความกลัวเข้าด้วยกัน มันยากจะอธิบายอารมณ์อันนี้ แต่ในชีวิตจริงบางทีมันก็อาจเกิดขึ้นได้ ถึงจะไม่ใช่บ่อย ๆ เพราะเรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยและอาจมีอันตรายแอบซ่อน บางทีเราต้องสร้างกำแพงขึ้นมาป้องกัน แล้วตัวเด็กสาวในเรื่องก็ยังเด็กอยู่ เธอยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากนัก ในแง่หนึ่งเธอก็ไม่คิดมากว่าจะมีอะไรให้เสียกันนักหนา เธอกำลังอยู่ในจุดที่กำลังจะก้าวพ้นจากความเป็นเด็กสาวไปสู่ความเป็นผู้หญิงเต็มตัว มันช่างน่าตื่นเต้นเร้าใจ มีทั้งความบริสุทธิ์และความต้องห้าม เหมือนในเทพนิยายเรื่อง Barbe Bleue

สนธยา: หมายถึงเทพนิยายของฝรั่งเศสโดยเฉพาะหรือเปล่าครับ?
ดิยาน: Barbe Bleue เรื่องของเด็กสาวคนหนึ่งที่แต่งงานกับมารใจร้าย เขาให้ทรัพย์สินเธอทุกอย่าง เขาบอกเธอว่าจะไปทำธุระที่อื่น เธออยู่บ้านจะทำอะไรก็ทำได้ เชิญเพื่อนมาฉลอง ใช้จ่ายเงินได้ตามใจ อย่างเดียวที่ห้ามทำก็คือ อย่าเข้าไปในห้องต้องห้าม จำได้ไหมในหนังมีกุญแจดอกหนึ่ง เธอทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว แล้วก็นั่นล่ะ ผู้หญิงหรือภรรยาทุกคนที่ได้เข้าไปในห้องนั้นต้องตายหมด นั่นคือเทพนิยายเรื่อง Barbe Bleue ชื่อภาษาอังกฤษน่าจะชื่อ Blue…..Beard
สนธยา: Bluebeard อ๋อครับ ๆ เรื่องนี้รู้สึกจะเป็นสากลเหมือนกัน (มีสร้างหนังด้วยเช่นเรื่อง Bluebeard หนังอเมริกันของ เอ็ดการ์ อุลเมอร์ (Edgar Ulmer) และหนังของ ชาลี แชปปลิน เรื่อง Monsieur Verdoux)
ดิยาน: แล้วก็มีเทพนิยายอีกเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กสาวกับรองเท้า Cinderella เธอต้องได้รองเท้าที่เหมาะกับเธอแล้วก็ได้พบกับเจ้าชาย
สนธยา: อ้อ ซินเดอเรลล่า (หัวเราะ)
ดิยาน: แล้วในนิยายก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับซินเดอเรลล่า อยู่เหมือนกัน รายละเอียดเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆเกี่ยวกับคนที่เดินทางมาจากที่ไกลโพ้น มีรายละเอียดทางจิตวิทยาแฝงอยู่.....ไม่มีใครเอ่ยถึงประเด็นนี้ อย่างที่คนนำวัตถุมาจากที่ไหนสักแห่ง แล้วก็ทิ้งให้อยู่ในการดูแลของผู้ชายคนนี้ ถ้าเจ้าของอยากแวะมาเยี่ยมชมของชิ้นนั้นอีกก็ทำได้ แต่ลำพังการฝากวัตถุนี้ไว้กับบริษัทนี้ก็เป็นการช่วยบรรเทาใจของพวกเขาได้เปลาะหนึ่งแล้ว มันมีรายละเอียดตรงนั้นที่น่าแปลกและน่าสนใจมากทีเดียว
สนธยา: ทำไมเจ้าของถึงไม่อยากกลับมาดูสมบัติของตัวเองอีกล่ะครับ?
ดิยาน: อาจเป็นเพราะ.....ก็คงคล้ายกับเวลาที่คุณรักใครสักคน แล้วเขาให้ของสำคัญอะไรคุณมาสักอย่าง ถ้าเขาตาย พลัดหายหรือถูกกีดกันให้ห่างคุณ ถ้าคุณเจ็บปวดที่จะมีของสิ่งนั้นไว้กับตัว มันก็คงดีกว่าที่คุณจะเอามันแยกไปไว้ที่ไหนสักแห่ง ขณะเดียวกันคุณก็ตัดใจเอามันไปโยนลงโถส้วมไม่ได้ (หัวเราะ)
สนธยา: ประมาณว่าทำใจทำลายมันไม่ลง
ดิยาน: ใช่ค่ะ คุณก็คงอยากให้ใครสักคนเก็บของสิ่งนั้นไว้ให้แทน นี่ล่ะเป็นไอเดียจุดเริ่ม แน่นอนว่าเรื่องนี้มันไม่มีจริง แต่ถ้ามีมันก็อาจจะดีก็ได้นะ ในโลกความเป็นจริงคุณอาจอยากกลับไปดูมันอีกก็ได้ แต่ในนิยายไม่มีใครกลับไปเยี่ยมชมมันอีกเลย พวกเขาฝากมันไว้แล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย สถานที่แห่งนั้นทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้น คุณไม่ต้องกลับไปหามันอีกต่อไป น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ

สนธยา: มันเป็นเรื่องที่ส่อลางไม่ชอบมาพากล ฟังดูคล้ายหนัง ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ เรื่อง La Chambre Verte (The Green Room) ด้วยเหมือนกัน
ดิยาน: อ๋อค่ะ La Chambre Verte (ทรุฟโฟต์ นำแสดงและกำกับหนังซึ่งเกี่ยวกับชายที่ฝังใจอยู่กับคนตายและเครื่องเตือนใจถึงอดีต มากกว่าจะอยู่กับคนเป็น – สนธยา)
สนธยา: มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง ที่ผมสนใจก็คือประเด็นของเด็กสาวที่ถูกเย้ายวนในกลิ่นอายแห่งอันตราย ผมว่ามันก็เกิดขึ้นกับผู้ชายได้เหมือนกัน แต่สำหรับเด็กสาวอาจจะเกิดขึ้นได้บ่อยกว่า.......คุณคุ้นเคยกับนักเขียนคนนี้ไหม (หยิบหนังสือ The Blindfold ของ Siri Hustvedt ให้เธอดู) เธอเป็นภรรยาของ พอล อ้อสเตอร์ (Paul Auster / นักเขียนนิยายไตรภาคชุด The New York Trilogy และเขียนบทหนังเรื่อง Smoke กับ Blue in the Face ให้ เวย์น หวัง (Wayne Wang / อ่านเพิ่มเติมใน ฟิล์มไวรัส 5: ปฏิบัติการหนังทุนน้อย) รวมทั้งเคยกำกับหนังเอง 2 เรื่องคือ Lulu on the Bridge กับ The Inner Life of Martin Frost - สนธยา)
ดิยาน: อ๋อ ค่ะ อันนี้นิยายเล่มล่าสุดของเธอใช่ไหมคะ
สนธยา: ไม่ใช่ครับ อันนี้เป็นเรื่องแรกของเธอ เกี่ยวกับหญิงสาวที่ไปทำงานคล้าย ๆ กับเลขา เธอไปรับจ้างแปลหนังสือวิปริตเล่มหนึ่ง ซ้ำร้ายเธอยังถูกผู้ชายคนหนึ่งถ่ายภาพใบหน้าของเธอแล้วเอาไปแสดงในแกลเลอรี่ พอเธอเห็นภาพที่ออกมาเพี้ยน ๆ ภาพนั้น เธอเหมือนสูญเสียตัวตน หมดสภาพไปเลย
ดิยาน: อ้า ค่ะ แต่ฉันยังไม่ได้อ่านเล่มนี้ ฉันเพิ่งซื้อนิยายเล่มอื่นของเธอมา เล่มนี้ฉันยังไม่มี
สนธยา: ผมคิดว่าเรื่องราวทำนองนี้ เรื่องของการที่คนเราถูกอันตรายมาหว่านเสน่ห์เย้ายวน ผมอยากให้คุณพูดถึงประเด็นนี้หน่อยครับ คุณมองว่าผู้หญิงวัยสาวในสังคมมีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้งในตัวเองเกี่ยวกับเรื่องทำนองนี้หรือเปล่า

ดิยาน: เรื่องน่าแปลกที่ฉันเจอมาก็คือ มีเด็กสาวหลายคนทีเดียวที่เคยบอกฉันว่า ประสบการณ์ทำนองนี้มันอาจเกิดขึ้นได้จริงกับพวกเธอ คนกลุ่มนี้เป็นสาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่นะ ไม่ใช่สาวญี่ปุ่น แต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินจริง มีผู้หญิงบางรายที่กลัวไม่อยากจะดูอะไรทำนองนี้ สาวที่ชอบคงเป็นพวกที่ชอบจินตนาการ มีบางอย่างที่น่าแปลกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กสาวกับพ่อ มีความสัมพันธ์ลักษณะนั้นระหว่างตัวผู้ชายและเด็กสาวอยู่ด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ในเชิงชู้สาวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉันรู้สึกได้ถึงตรงนั้นเวลาที่ โอลก้า / Olga Kurylenko - ตัวนักแสดงหญิงอยู่กับ มาร์ค บาเบ / Marc Barbé – นักแสดงชาย เธอนั่งคุกเข่าก้มเก็บชิ้นส่วนของไพ่นกกระจอกที่กระจายหล่นอยู่ตามพื้น อันที่จริงเธอชอบที่จะอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนแบบนี้ ฉันคิดว่าเธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่มีผลกระทบกับเธอ ถัดจากนั้นเมื่อเธอเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของตัวผู้ชาย เธอก็กลายสภาพเป็นเด็กทารก แล้วบอกว่า (ร้องอ้อนเสียงสูง) “หนูอยากจะไปห้องแล็บ”

แน่นอนว่าตัวเธอนั้นกำลังอิจฉาผู้หญิงคนอื่น ผู้หญิงอีกคนที่มีแผลเป็น เธออิจฉาอยากเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ชายคนนั้นเลือก อะไรทำนองนี้ซึ่งปลูกฝังมาหลายชั่วคน ผู้หญิงทุกคนอยากจะเป็นเจ้าหญิง หญิงในฝันของผู้ชายของเธอ แม้กระทั่งในทุกวันนี้ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะอยู่กับผู้ชายสักคน ทำงาน ครองรักอย่างคงทน ฯลฯ เรื่องราวทำนองนี้มันไม่ได้ไกลจากความฝันของเด็กสาวทั่ว ๆ ไปเลย แน่นอนล่ะว่ามันเต็มไปด้วยเหตุผลคัดง้างต่าง ๆ นานา ในขณะเดียวกันพวกเธอก็อยากจะควบคุมสถานการณ์ตัวเองได้ด้วย แต่ลึก ๆ แล้วจากที่ฉันรู้จักผู้หญิงมา ฉันค่อนข้างแน่ใจว่า ผู้หญิงหลายคน ต่อให้พวกเธอมีการงานเลิศเลอ ลูกเต้าแสนดี แต่เวลาพบกับเหตุการณ์เฉพาะพิเศษ พวกเธอก็กลายเป็นเด็ก ๆ ไปเลย กับผู้ชายก็เกิดได้เช่นกันใช่ไหม ผู้หญิงบางคนก็พูดว่า “แฟนฉันเหมือนเด็กเลย ฉันเหมือนเป็นแม่ของเขามากกว่า” (หัวเราะ)

สนธยา: แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะพิสมัยกับการถูกครอบงำมากกว่าใช่ไหมครับ ที่สำคัญผมคิดว่าคงมีผู้กำกับน้อยคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำกับที่เป็นผู้หญิง) ที่จะกล้าไปจนสุดโต่งแบบคุณ และผมมองว่าคุณไม่ได้ตัดสินพฤติกรรมตัวละคร
ดิยาน: ใช่เลย
สนธยา: เพราะมันง่ายที่จะตัดสิน อาจจะด้วยมุมมองเฟมินิสต์หรืออะไรก็แล้วแต่ ออกตัวว่าทำอย่างนั้นไม่ถูกต้อง
ดิยาน: ค่ะ อันนั้นแน่นอนเลย (หัวเราะ) เราไม่จำเป็นต้องออกมาตัดสินตัวละคร มันไม่ใช่หน้าที่เราที่จะทำแบบนั้น ต่อให้เราทำหนังเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องไม่ถูกศีลธรรมหรือควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ตอนแรกฉันก็นึกดูเหมือนกันว่าเฟมินิสต์ดูแล้วคงร้อง ว้าว อะไรเนี่ย ? แต่จริง ๆ ก็เปล่า เราไม่ได้เจอท่าทีอย่างนั้นสักเท่าไร น่าเสียดาย (หัวเราะ)
สนธยา: อาจจะไม่เจอในฝรั่งเศส.......
ดิยาน: คุณว่าในเมืองไทยคงจะโดนว่าเหรอ.........
สนธยา: ผู้หญิงไทยอาจจะคุ้นเคยกับการถูกครอบงำจนไม่รู้สึกอะไรก็ได้ หรือบางทีผู้หญิงสมัยใหม่อาจจะรับไม่ได้ ถามผมไม่ได้หรอก ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ (หัวเราะ)
ดิยาน: อ้าว ไม่ใช่เหรอ (หัวเราะ)

สนธยา: ในหนังของคุณไม่ปล่อยให้เห็นครอบครัวของตัวเด็กสาวเลย พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนฝูงของเธอก็ไม่มี แล้วคุณเปิดเรื่องที่โรงงาน ผมคิดว่าผมพอเข้าใจว่าทำไมคุณถึงจงใจไม่ปล่อยให้ญาติพี่น้องออกมาเลย บางทีในตัวนิยายก็ไม่มีตัวละครพวกนี้ด้วยหรือเปล่า?
ดิยาน: ในนิยายเธอบรรยายทำนองว่า “ฉันทำงานในโรงงานที่อยู่ใกล้ ๆ ริมทะเล ฉันเคยมีแฟนคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พิเศษอะไรนัก ฉันไม่รู้ว่าจะไปไหนดี” แล้วเธอก็มาถึงสถานที่แห่งนี้ จากนั้นเธอก็ไม่ได้ออกจากที่นั่นเลย ในนิยายเราไม่ได้เห็นเธอไปไหนเลย เหตุการณ์ก็อยู่ที่สถานที่นั้นแห่งเดียว มีผู้หญิงแก่คนหนึ่งเสียชีวิตที่นั่น ในเรื่องเขาบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ เหมือนเป็นปกติเอามาก ๆ นี่ทำให้ฉันรู้สึกว่าน่าประหลาด แต่ฉันจำเป็นต้องดึงเอาตัวละครออกมาจากที่นั่นบ้าง (ในหนังเด็กสาวต้องเดินทางไปกลับระหว่างโรงแรมและที่ทำงาน- สนธยา)

สนธยา: ผมคิดว่าตัวหนังที่เป็นอยู่นั้นก็ดีอยู่แล้ว แค่สงสัยว่าจะดีกว่านี้ไหมถ้ามีสักฉากที่แสดงให้เห็นครอบครัวของเธอ มีฉากขนข้าวของจากบ้านออกเดินทาง มันอาจช่วยคนดูหนังให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า เธอไม่มีที่อื่นเหลือให้ไป เธอถึงเลือกจะไปจนสุดโต่งอย่างที่เห็นในตอนจบ
ดิยาน: จริง ๆ ในฉากแรก ๆ มีแสดงตรงนี้หน่อยนึงนะ ตอนที่เธอมาถึงโรงแรมแล้วบอกว่าอยากขอเช่าห้อง เจ้าของโรงแรมบอกว่าห้องเต็มแล้ว แต่เห็นว่าเธอเหนื่อยมาก ทั้งวันไม่ได้กินอะไร เขาจึงดูพาสปอร์ตของเธอแล้วพูดว่า เธอไม่ใช่คนแถวนี้นี่ เธอบอกว่าเปล่า ก่อนหน้านี้ฉันก็ถ่ายฉาก 3 ฉากที่มีโสเภณีออกมา มีตอนหนึ่งที่ฉันตัดออกไป เป็นฉากที่โสเภณีผมบลอนด์ถามเด็กสาวว่ามาทำไมแถวนี้ แถวนี้ไม่เหมาะกับคนอย่างเธอ และเด็กสาวก็ไม่เข้าใจภาษา แต่ก็พยายามอธิบายว่า เธอมาจากเกาะแห่งหนึ่งในรัสเซีย แต่ฉันตัดฉากนั้นออก แต่ถึงตัดออกไป คนดูหนังก็เข้าใจได้ว่าเธอไม่มีญาติที่ไหน ทำไมมาอยู่ลำพังคนเดียว แต่แก่นของอุบัติเหตุเรื่องนิ้วใน Ring Finger ก็คือ เธอไม่เหมาะกับงานเก่า เธอถึงได้ออกไปเดินทางหาประสบการณ์ใหม่ ๆ

สนธยา: ทำไมคนในฮัมบวร์ก (เยอรมนี) เขาถึงได้พูดภาษาฝรั่งเศสกัน?
ดิยาน: แต่คนดูไม่จำเป็นต้องรู้นี่ว่ามันเป็นเมืองไหน
สนธยา: อ้าว ไม่ควรรู้หรอกเหรอครับ?
ดิยาน: นั่นสิ แล้วคุณรู้ได้ไงว่าเป็นฮัมบวร์ก ?
สนธยา : ก็เห็นในเรื่องย่อก็เขียนอย่างนั้นนี่ครับ รู้สึกในหนังก็เอ่ยถึงด้วย
ดิยาน: เปล่า ไม่มีนะ จริง ๆ มันก็แค่บริษัทหนังที่ร่วมสร้างเป็นบริษัทเยอรมัน แต่ในหนังเราไม่มีเอ่ยว่าฮัมบวร์กนี่ แม้กระทั่งคอยจับจ้องดู คุณก็จะไม่เห็นอะไรเลยที่เจาะจงว่าเป็นประเทศเยอรมนี มันเป็นประเทศไหนก็ได้ในโลก วันไหนก็ได้ ทั้งวันนี้ วันหน้า หรือวันก่อนนี้

สนธยา: ผมเห็นหน้า ฮานส์ ซิคช์เล่อร์ (Hans Zischler) ในบทเจ้าของโรงแรม เขาเคยแสดงหนังของ วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders) เรื่อง Kings of the Road และเขาเพิ่งแสดงเรื่อง Munich ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ด้วย
ดิยาน: ค่ะ ใช่ค่ะ ฉันชอบเขาแสดงค่ะ แล้วเขาก็บอกว่าชอบบท จึงตกลงยอมเล่น
สนธยา: แล้วผู้ชายอีกคนที่เล่นเป็นกะลาสีเรือล่ะครับ?
ดิยาน: ค่ะ เขาก็เป็นดาราเยอรมันด้วยเหมือนกัน เดิมเขาเป็นโครเอเชีย มาจากฝั่งตะวันออก เดี๋ยวนี้เขาพอเริ่มมีชื่อเสียงบ้างแล้วในเยอรมนี มีหนัง 2 เรื่องซึ่งเขาแสดงได้ฉายที่คานส์
สนธยา: ใช่เรื่อง The Edukators หรือเปล่าครับ?
ดิยาน: ใช่ค่ะ

สนธยา: ฉากนั้นที่เขาเอาชุดนอนของเธอออกมาแขวนที่หน้าต่างรับลมและแสงแดด แล้วนอนมองชุดของเธอ คุณกำลังจะบอกคนดูหนังหรือเปล่าว่าเสื้อผ้าของเธอได้กลายเป็นร่องรอยหลงเหลือ หรือเป็นเหมือน “ตัวอย่าง” (specimen) ทิ้งให้ผู้ชายคนนี้ ผมคิดว่ามันเป็นการเปรียบเปรยที่เข้าที คุณจงใจสื่อถึงจุดนี้หรือเปล่า?
ดิยาน: ค่ะ ทำไมจะไม่ล่ะ (หัวเราะกัน) .........จริง ๆ แล้วสำหรับฉันมันก็เหมือนกับว่า เวลาที่เราแชร์ห้องกันกับใครสักคนที่ไม่เคยได้มีโอกาสเห็นหน้ากันเลย ทุกๆ อย่างก็กลายเป็นมีค่า มีความหมายขึ้นมา โดยเฉพาะเสื้อผ้าชุดนั้น ทำให้เกิดจินตนาการร้อยแปดเกี่ยวกับตัวเธอ เหมือนมองเห็นใครในจังหวะเวลาส่วนตัวที่เขากำลังทำอะไรสักอย่าง ในหนังนั้นอาจจะดูเป็นลีลากวีหน่อย แต่มองอีกแง่มันก็อาจจะดูพิรี้พิไรเสียเวลาไปเปล่า ๆ ก็ได้ (หัวเราะ)
สนธยา: ผมว่ามันดูโรแมนติคลึกลับดีออกนะ .............. แต่ในส่วนของกะลาสีนี่ไม่ได้มาจากนิยายเลยใช่ไหมครับ
ดิยาน: ในนิยายไม่มีค่ะ
สนธยา: แล้วเธอก็ไม่ได้พักห้องเดียวกับใครด้วย
ดิยาน: ค่ะ เธอพักคนเดียว

สนธยา: เป็นการเพิ่มรายละเอียดที่เข้าท่ามากครับ (หัวเราะ).............แล้วคุณเคยดูหนัง Woman in the Dunes ไหม หนังญี่ปุ่นที่ผู้ชายคนหนึ่งตกลงไปในหลุมทราย แล้วมีผู้หญิงกับบ้านหลังหนึ่งอยู่ก้นหลุม
ดิยาน: ไม่รู้จักค่ะ
สนธยา: มันก็สร้างมาจากนิยายญี่ปุ่นด้วยเหมือนกัน คนแต่งคือ โกโบะ อาเบะ
ดิยาน: สร้างเมื่อไหร่นะ เร็ว ๆ นี้เหรอคะ
สนธยา: นานแล้วครับ สมัยยุค 60
ดิยาน: อ้า โอเค
สนธยา: ผมไม่ได้หมายความว่ามันเหมือนกันนะ...............แล้วฉากโรงแรมที่เห็นในเรื่องเป็นของจริง ไม่ใช่ฉากใช่ไหมครับ?
ดิยาน: ค่ะ เป็นโรงแรมจริงที่เราเจอในฮัมบวร์ก อยู่แถวท่าเรือ
สนธยา: ของจริงหมดเหรอครับ? คุณมองเห็นเรือทั้งลำเต็ม ๆ ผ่านกรอบหน้าต่างเหรอครับ?
ดิยาน: ค่ะ บางเวลานะ

สนธยา: ทำไมพอคนเอาโน๊ตดนตรีมาฝากไว้ แล้วเขาต้องนำมาบรรเลงให้ฟังก่อนถึงจะเก็บรักษาได้ครับ?
ดิยาน: มันเป็นส่วนหนึ่งของการบริการไงคะ
สนธยา: ทำไมเขาถึงไม่แค่เก็บใส่กล่องแก้วไป ทำไมพวกเขาถึงได้กระตือรือร้นที่จะฟังเพลงครับ?
ดิยาน: เพราะว่าในกรณีของโน๊ตเพลงมันละเอียดอ่อนกว่า มันไม่ใช่แค่วัตถุปกติทั่วไป การที่นำมันมาบรรเลงก่อน มันก็เหมือนกับว่าช่วยเรียกให้วัตถุมีตัวตน
สนธยา: อันนั้นผมก็เห็นด้วยครับ (หัวเราะกัน) ผมคิดว่าผู้ชายที่ดูแลบริษัท (มาร์ค บาเบ) เขาคงชอบงานที่เขาทำแหละ ไม่งั้นเขาคงเก็บโน๊ตเข้าตู้ไปเลย ไม่จำเป็นต้องมาบรรเลงเป็นเพลงก่อน
ดิยาน: แต่ อาจจะเป็นได้ด้วยว่าเขาอยากให้เธอมาแทนที่เด็กสาวคนอื่นๆ เพราะฉากที่มีเล่นเปียโนนี้เป็นเหมือนฉากเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา ทำให้เธอรู้สึก.....มันเป็นฉากต่อจากฉากที่เธอมาถึงที่ทำงานในสภาพตัวเปียกโชก แล้วเขาก็ขอให้เธอไปฟังเพลงบรรเลงท่อนนั้นด้วย เป็นฉากที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน

สนธยา: แล้วคุณรำคาญไหมที่คนดูหนังอยากให้คุณอธิบายตัวหนัง? นอกจากเมืองไทยแล้วมีที่อื่นอีกไหมที่อยากให้คุณมานั่งอธิบายความหมายของหนัง
ดิยาน: มันก็แล้วแต่สถานการณ์ ฉันจำได้ว่าเคยมีผู้กำกับถูกคนดูบ่นว่า ทำไมไม่ยอมอธิบายความหมายของหนังให้ฟัง แล้วผู้กำกับก็ตอบว่าก็ไม่เห็นมีอะไรต้องอธิบายนี่ ทุก ๆอย่างก็น่าจะแจ่มชัดดีแล้วสำหรับทุกคน (หัวเราะ) ใครจะตีความอย่างไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นเรื่องของจินตนาการ และการที่คุณไม่เข้าใจมันเสียทีเดียว มันก็น่าจะดีกับสมอง เพราะว่าวันหนึ่งคุณก็จะเข้าใจมันได้เองในแบบของคุณ โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องตรงกับของใครก็ได้ มันเป็นเจตนาของฉันเองที่ต้องการทำให้หนังออกมาเป็นแบบนี้ ขนาด เดวิด ลิ้นช์ (David Lynch) ก็ยังไม่ได้อธิบายอะไรตั้งหลายอย่าง แม้แต่ มิฆาเอล ฮาเนเก้ (Michael Haneke) อย่างเรื่อง Hidden
สนธยา: เดวิด ลิ้นช์ เคยพูดเหมือนกันว่า เขาไม่ยอมไปหาจิตแพทย์ เพราะกลัวว่าหมอจะวิเคราะห์ความคิดเขาออกมาหมด แล้วพอเขาเข้าใจอะไรทุกอย่างปรุโปร่งก็จะทำหนังในแบบที่เขาทำได้ไม่ดี
ดิยาน: เขาพูดอย่างนั้นเหรอคะ?
สนธยา: เขาบอกว่าถ้ารู้จักฝันเพี้ยน ๆ ของตัวเองดีเกิน มันก็เปล่าประโยชน์ แล้วจะทำหนังออกมาอีกทำไม
ดิยาน: (หัวเราะ) เขาตอบดีนะ

สนธยา: ผมคิดว่าหนังของคุณก็ชัดเจนดีแล้ว ถ้าบอกอะไรมากเกิน เสน่ห์มันก็จะหายไป......แล้วมีคนดูหนังในประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการทราบคำตอบที่ชัดเจนในตอนจบแบบคนดูหนังเมื่อคืนหรือเปล่าครับ
ดิยาน: เปล่า ไม่มีค่ะ คนส่วนใหญ่จะไม่ถามเรื่องนั้น
สนธยา: แต่นั่นเป็นคำถามแรกที่ถามออกมาเมื่อคืน
ดิยาน: ไม่ใช่นะคะ ผู้หญิงคนที่ถามฉัน เธอแค่เกริ่นว่า “แล้วคุณไม่อยากรู้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนจบ” แต่ฉันบอกว่าเก็บไว้ให้คิดดีกว่า อย่าพูดไป
สนธยา: แต่คนอื่น ๆ เขาก็ดูอยากจะให้อธิบายนี่ครับ
ดิยาน: (หัวเราะ) ใช่ นั่นแหละค่ะ

สนธยา: คุณมีเพื่อนเป็นพวกผู้กำกับบ้างไหม?
ดิยาน: หมายถึงที่ฝรั่งเศสหรือคะ ฉันก็รู้จักบางคน เจอกันเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเพื่อนสนิท ก่อนหน้านี้ฉันค่อนข้างสนิทกับ ฌอง-ปิแอร์ เจอเน่ต์ (เธอเคยช่วยเขาทำหนังสั้นด้วย- สนธยา) ฉันรู้จัก กาสปาร์ โน้ย (Irreversible) อยู่บ้าง แล้วก็คนที่ทำเรื่อง Blueberry คุณรู้จักไหม?
สนธยา: Blueberry หนังฝรั่งเศสเหรอครับ? (หมายเหตุ : สร้างจากการ์ตูนดังของ Moebius-มีดีวีดีลิขสิทธิ์)
ดิยาน: ยาน คูนเน่น (Jan Kounen)
สนธยา: อ๋อ คนนั้นเอง คนที่ทำ Dobermann ?
ดิยาน: ฉันรู้จัก ฟิลิป เบลอเก้ต์ แล้วก็อย่าง อานน์ ฟองเตน, คาธรีน เบรญาต์ แต่ก็ไม่สนิทอะไร

สนธยา: แล้วมีคนทำหนังฝรั่งเศสคนไหนในฝรั่งเศสที่คุณชื่นชมบ้างไหม?
ดิยาน: ในฝรั่งเศสเหรอคะ?
สนธยา: ครับ
ดิยาน: ฉันชอบ พาทริซ เชอโร (Patrice Chereau) , ฌาคส์ โอดิยาร์ด (Jacques Audiard), เบอนัวต์ ฌ้าคโค่ต์ (Benoît Jacquot / อ่านบทสัมภาษณ์ ฌ้าคโค่ต์ ได้จากนิตยสาร Pulp มีนาคม 2548 หรือ http://www.onopen.com/2006/02/242 ) ก็ทำหนังบางเรื่องดีมากนะ ฉันไม่ได้ชอบหนังของเขาทุกเรื่อง แต่เรื่องล่าสุดของเขานี่ดีจริง ๆ แต่คนทำหนังฝรั่งเศสฉันก็ไม่ได้ทึ่งมากมาย ฉันชอบคนทำหนังชาติอื่นมากกว่า
สนธยา: ใครบ้างครับ อย่าง โรเบิร์ท อัลท์แมน หรือเปล่า มาร์ติน สกอร์เซซี่ ?
ดิยาน: ค่ะ ฉันชอบ โรเบิร์ท อัลท์แมน.......(หัวเราะเขินๆ) ฉันชอบ มังเควิทช์ (สำเนียงฝรั่งเศส)
สนธยา: จอห์น มัลโควิช ?
ดิยาน: ไม่ใช่ค่ะ มังเควิทช์
สนธยา: โอ้....คุณหมายถึง โจเซฟ แมนคีวิทซ์ ? (Joseph L. Mankiewicz / ผู้กำกับคนนี้ชื่อเสียงเลื่องลือด้านการเขียนบท โดยเฉพาะบทสนทนา ผลงานเช่น All About Eve, Letter to 3 Wives, The Quiet American, The Barefoot Contessa – สนธยา)
ดิยาน: ค่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าคนทำหนังร่วมสมัย ฉันชอบ โซลแว็ง โซเดนเบิร์ก
สนธยา: คุณหมายถึง สตีเว่น โซเดอเบิร์ก (Steven Soderbergh) ?
ดิยาน: ฉันชอบหนังที่มีทักษะทางศิลปะน่าสนใจ มีคนทำหนังเก่ง ๆ เยอะมากในโลกใบนี้ เดวิด โครเนนเบิร์ก (David Cronenberg) ฉันก็ชอบมาก
สนธยา: แล้วอย่าง มอร์ริซ เปียลาต์ (Maurice Pialat) ชอบไหมครับ
ดิยาน: เขาก็ทำหนังแรงนะ หนังรุ่นนั้นต่างจากเรามาก เขาทำหนังดีแหละ ในแง่หนึ่งหนังของ ทรุฟโฟต์ ก็ดีมากเหมือนกัน

สนธยา: แล้วละครเวทีน่าสนใจสำหรับคุณมากกว่าบ้างไหม?
ดิยาน: ในแง่ที่ช่วยให้ทำงานกับนักแสดงก็อาจใช่
สนธยา: แล้วคุณรู้สึกยังไงกับเทศกาลหนังกรุงเทพฯ ครับ นี่เป็นเทศกาลหนังที่ค่อนข้างใหม่
ดิยาน: การเดินทางมาครั้งนี้ก็ดีนะ แต่ระบบการจัดการก็ค่อนข้างขลุกขลักอยู่สักหน่อย
สนธยา: ก็จริงครับ แล้วนี่คุณมาเมืองไทยครั้งแรกหรือเปล่าครับ
ดิยาน: เปล่าค่ะ เคยมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน มาเที่ยวเฉย ๆ
สนธยา: มาเที่ยวทะเลเหรอครับ
ดิยาน: ค่ะ เกาะสมุย เที่ยวทางใต้ ดีค่ะ

ขอขอบคุณ Bonnie Volland ในการประสานงานสัมภาษณ์
บางส่วนของบทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Pulp

บทความและบทสัมภาษณ์โดย สนธยา ทรัพย์เย็น

หมายเหตุ: Olga Kurylenko ดารานำหญิงของหนังเรื่องนี้ The Ring Finger ต่อมาได้นำแสดงเป็นสาวบอนด์ ในหนังเจมส์บอนด์ตอนใหม่ Quantum of Solace


A Favorite at Toronto Film Fest
9/10
Author: lorryimdb from Canada
31 January 2006

Saw this at TIFF 2005, my buddy and I went into this movie with no expectations and it ended up being a favorite (top 3 for me) of the film-fest. Unlike most at the fest, the pacing was perfect and each scene was necessary, it''s a rare movie today that has such tight editing. The mystery and eros has a slow-burning build....

This was the only film I attended at the fest that left the audience hushed during the credits as well. I wouldn''t call it ''eerie'', maybe ''otherworldly''? Reminded me a little of polanski''s ninth gate somewhat (and that''s a good thing), but I doubt that anyone else would make that comparison :) I''ve been thinking about this movie for five months, figured it would be a shoe-in on the art-house circuit, but haven''t heard much yet, this movie deserves to be seen!

Images that make you go mad

9/10
Author: oOgiandujaOo from United Kingdom
14 March 2010

A city with no name, a young woman with no history, a house apart - a strange island in a sea of trees. I like the lack of references to anything external to this system. The world of this movie is airtight. I''m reminded of the famous story retold by W. Somerset Maugham, "Appointment in Samarra", where a man, upon bumping into Death in the streets of Baghdad, flees to Samarra to avoid his wrath, but instead runs into Death who is waiting for him in Samarra, and whose anger at the jostling in Baghdad is revealed to have been mere surprise, as he had been expecting to see the man in Samarra later in the day. The sealed nature of this film demands a focus on inevitability.

A young woman, Iris, wanders alone in the port area of the city, along superannuated towpaths, past the gigantic hulks of international shipping; outside of work the closest she comes to really being with others is staring at prostitutes behind plate glass, or contemplating entering a bar. There''s something brutal about the isolation of Iris by the filmmaker. When I reviewed In The City of Sylvia, similarly a beautiful movie with an isolated character, I said that the filmmaker should either have won the Golden Lion at Venice or have been brutally murdered; I''ve similar feelings here.

Today is Sunday and I''ve been sat in a deserted office building writing this review, ostensibly here to study for exams, but procrastinating somewhat. The morning streets are almost empty, a white contrail hints at faraway adventures that I''ll never be part of, the river is full of empty boats. There is nothing good about being alone; the beauty of it is only a subtle form of cruelty.

The soundtrack of the movie is done by Beth Gibbons of Portishead; its fractured entropised lilt is just right; you only ever catch fragments of lyrics.

Iris gets work as the sole employee in the strange set aside laboratory. The laboratory offers a simple service whereby people may come and, for a fee, have items preserved and stored away. This seems quite a perverse thing to do. Memory, which it seems this film is about, IS perverse. Recently I wrote three poems to a woman I love, who I later learnt has no desire to be with me, I never gave them to her. A colleague tells me I should burn them, and that is perhaps the best thing to do, but perversity wills me to preserve them, to torture myself. Memory becomes viscous ooze in which you are trapped, finally it solidifies and turns into amber. People (mostly children) who can live in the moment, truly do not know how lucky they are.

Some have called the film erotic, however the erotic whilst present, is as intangible as a passing cloud on a sunny day. Marc Barbé''s conserver remains inscrutable and devoid of passion during sex scenes. Sex scenes with him are no more or less sensual than seeing a spider cocooning a fly, trapped for inclusion in its larder. One quite disturbing picture from above shows us an image of his head on Iris'' body, he is merely consuming her.

Other aspects of the erotic are fetishistic, the focus on the shoes that Iris is made to wear for her work, her clothing, which the sailor who sleeps in her room in the morning feels and smells in her absence. The movie brought to mind for me Magritte''s two famous fetishistic paintings, The Red Model, and Philosophy in the Boudoir, both of which show clothing suggesting the female form. (Philosophy in the Boudoir also came to mind during In The City of Sylvia).

Mahjong came into play as it does in all good surreal movies (cross-reference to Robbe-Grillet''s The Blue Villa). You could if you want see Iris as a flower tile, and the laboratory door as the white dragon tile (which is a blank tile in Mahjong, or blankness with a rectangular border). These are symbolic, but I don''t want to spoil the movie by mentioning how.

Do not watch this movie, arrange to have all copies burnt!
 




เข้าชม : 7110    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: ArtAndErotic: curious: originEurope: recommend: SubtitleEnglish



หนังสยิ้วกิ้วเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ