[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

ร์ รื่ นี้ ป็ นึ่   '' นั ค่ น่ ดู ''  ถู ก ย ก ย่ อ ง ว่ า ย อ ด เ ยี่ ย ม

 

   
Man with a Movie Camera (1929)
 (เป็นหนังเงียบ)

แถมเรื่อง Three Songs About Lenin (1934) หนังเรื่องสำคัญอีกเรื่องของDziga Vertov ในแผ่นส่วน Special Features

ควรค่าน่าดูตรงที่ : เป็นภาพยนตร์เรื่องสำคัญของโลกที่ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับเมื่อไหร่มันก็ต้องติดท็อปเท็นเสมอ เป็นต้นแบบสร้างแรงบรรดาลใจให้กับหนังแนวทดลองในยุคต่อๆมา เป็นหนังแนวแปลกเรียกว่าเป็นหนังนอกกระแสเรื่องแรกๆของโลก

 
 

Director:Dziga Vertov Written by:Dziga Vertov Music:Silent or Michael Nyman''s Score

Cinematography:Mikhail Kaufman Running time:68 minutes Country:Soviet Union

Language:Silent film No intertitles Genre:Documentary, Avant-garde Subtitle:No need 

 

Storyline:
Man with a Movie Camera (Russian: Человек с киноаппаратом (Chelovek s kinoapparatom), Ukrainian: Людина з кіноапаратом (Liudyna z Kinoaparatom) —sometimes called A Man with a Movie Camera, The Man with the Movie Camera, The Man with a Camera, The Man with the Kinocamera, or Living Russia) is an experimental 1929 silent documentary film, with no story and no actors, by Soviet director Dziga Vertov, edited by his wife Elizaveta Svilova.

Vertov''s feature film, produced by the film studio VUFKU, presents urban life in the Soviet cities of Kiev, Kharkov, Moscow and Odessa. From dawn to dusk Soviet citizens are shown at work and at play, and interacting with the machinery of modern life. To the extent that it can be said to have "characters," they are the cameramen of the title, the film editor, and the modern Soviet Union they discover and present in the film.

This film is famous for the range of cinematic techniques Vertov invents, deploys or develops, such as double exposure, fast motion, slow motion, freeze frames, jump cuts, split screens, Dutch angles, extreme close-ups, tracking shots, footage played backwards, stop motion animations and self-reflexive visuals (at one point it features a split-screen tracking shot; the sides have opposite Dutch angles).

In the British Film Institute''s 2012 Sight & Sound poll, film critics voted Man with a Movie Camera the 8th best film ever made. In 2014 Sight & Sound also named it the best documentary of all time.
 


Special Features:
- Three Songs about Lenin: a 1930s proaganda film by Dziga Vertov
- Original Theatrical Posters
- Michael Nyman Score
- Audio commentary by experimental filmmaker, Associate Professor (emeritus) Arthur Cantrill, co-editor of Cantrills Filmnotes

   

Review:

(บทความนี้ตัดมาจาก.. https://raremeatblog.wordpress.com/tag/man-with-a-movie-camera/..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

Man with a Movie Camera (1929)
     ถ้าอยากดูหนังที่แสดงถึงวิวัฒนาการ ‘การถ่ายภาพเคลื่อนไหว’ ให้ลองหา Man with a Movie Camera มาดู นี่เป็นหนังสารคดี … เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่สารคดีเล่าถึงการถ่ายภาพนะครับ แต่เป็นการถ่ายภาพที่กลายเป็นสารคดี ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีบทสนทนา มีแค่ภาพและการตัดต่อเท่านั้น หนังเรื่องถือว่าเป็นการทดลองเพื่อสร้างเทคนิคใหม่ๆให้กับ ‘ภาพยนตร์’ อาจจะดูแล้วไม่เข้าใจ แต่นี่ไม่ใช่หนังที่ใช้ใจดู แต่ใช้ตาดู การันตีด้วยอันดับ 9 ของนิตยสาร Sight & Sound สูงโคตรๆ

คำเกริ่นของหนังเรื่องนี้คือ
AN EXPERIMENTATION IN THE CINEMATIC COMMUNICATION
WITHOUT THE USE OF INTERTITLES
WITHOUT THE HELP OF A SCENARIO
WITHOUT THE HELP OF THEATRE

ผมว่า คำเกริ่นนี้อธิบายใจความของหนังได้อย่างชัดเจน สิ่งที่คุณจะได้เห็น มันไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีเรื่องราว ไม่มีการแสดง ไม่มีฉาก ไม่มีบทพูด การพยายามทำความเข้าใจหนังว่ามีเนื้อเรื่องอย่างไร ใครเป็นพระเอก ตัวละครพูดอะไร ถือว่าผิดจุดประสงค์ของหนังอย่างมาก เพราะมันไม่มีจริงๆ หนังเรื่องนี้ใช้ตาดู อย่าใช้ความเข้าใจ การบอกว่าฉันไม่เข้าใจหนัง แสดงว่าคุณไม่สนใจคำเกริ่นของหนังตั้งแต่แรกเลย


จุดเริ่มต้นของหนัง ผู้กำกับ David Abelevich Kaufman หรือ Dziga Vertov ชาวรัสเซีย เขาเริ่มต้นเป็นนักตัดต่อ เริ่มทำหนังตั้งแต่ช่วงกลางยุค 20s Vertov มีโอกาสได้กำกับหนัง เรื่อง A Sixth Part of the World (1926) แต่เขาถูกนักวิจารณ์สับเละเป็นปลาร้า เพราะหนังมีการตัดสลับข้อความที่เป็นบทพูดเยอะมากๆ (จนน่ารำคาญ) แนวคิดของ Vertov คือเขาต้องการสร้าง “film Truth” คือการนำเสนอภาพความเป็นจริงลงบนแผ่นฟีล์ม ความจริงที่ว่า คือภาพที่ไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่ง จัดฉาก หรือการแสดง หนังที่เขาชื่นชอบมากๆคือ Nanook of the North ใครได้ดูเรื่องนี้แล้วก็จะรู้ว่านั่นเป็นหนังสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตจริงๆ ถ่ายที่สถานที่จริง เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นจริง Vertov พูดถึง Battleship Potemkin (1925) หนังที่ได้รับชมอย่างมากในรัสเซีย ว่าเหมือนกำลังดู ละครเวที ที่มีขนบธรรมเนียมรูปแบบเดิมๆอยู่ (tradition-stage play) ถึงเวลาแล้วที่ควรจะมีการสร้างวิธีและเทคนิคใหม่ๆให้กับ ‘ภาพยนตร์’

Man with a Movie Camera ผู้กำกับ Vertov มีความตั้งใจนำเสนอ film Truth ออกมาโดยการ “life caught unawares” หรือ “life caught by camera unawares” มันก็คือแอบถ่ายนะครับ แต่เป็นการแอบถ่ายแบบไม่ได้แอบ จงใจให้เห็นตรงๆเลยว่าถ่ายอยู่ เป็นการจับภาพการกระทำจริงๆ เหตุการณ์จริงๆ คนสมัยนั้นเขาคงยังไม่คิดว่าการทำแบบนี้มันจะส่งผลอะไรต่อพวกเขา (ถ้าสมัยนี้ทำแบบนั้นละก็ โดนด่าแน่นอน) เราจะเห็นภาพในหนังอย่าง ตากล้องยืนอยู่บนรถ ถ่ายรถอีกคันที่วิ่งมา, แอบถ่ายขอทาน, ถ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียนสมรส/หย่า ฯ ไม่ใช่แค่แอบถ่ายนะครับ หนังยังถ่ายมันทุกอย่าง อะไรที่เป็นภาพเคลื่อนไหว อะไรที่หมุนๆ มีการทำซ้ำๆ การถ่ายนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นเลย ก็เพื่อจับภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นนอน แปรงฟัน แต่งตัว ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ฯ

Mikhail Kaufman เป็นตากล้องของหนัง และเป็นคนที่ถือกล้องถ่ายในหนังด้วย เขาเป็นน้องของ Vertov (ครอบครัวมีพี่น้อง 3 คน อีกคนคือ Boris Kaufman หมอนี่เป็นตากล้องรางวัล Oscar จาก On the Waterfront) ว่ากันว่าหลังจาก Man with a Movie Camera ถ่ายเสร็จแล้ว Mikhail Kaufman ประกาศกร้าวว่าไม่อยากทำงานร่วมกับ Vertov อีก เพราะหนังใช้เวลา 4 ปีถ่ายทำ และมีฉากที่ให้เขาต้องเสี่ยงตายหลายครั้งมากๆ เช่น ถ่ายรถไฟที่กำลังวิ่งเข้ามา ใกล้มากๆ (จนผมยังเสียวแทน), ปีนขึ้นไปยืนบนสะพานแขวน, ยืนถ่ายบนรถ ฯ เพื่อให้ได้ช็อตที่สวยที่สุด มันคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ้างแหละครับ ไม่แปลกเลยที่ Mikhail จะไม่อยากทำงานกับพี่ชายอีก

การทดลองในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดต่อด้วย Yelizaveta Svilova ภรรยาของ Vertov เธอนั่งดูฟุตเทจยาว 1,775 ช็อต ทุกช็อตไม่มีอะไรที่ต่อเนื่องกันเลย ต้องมาคัดแยกหาความสัมพันธ์ อะไรคล้ายๆกันก็รวมไว้ด้วยกัน หนังถ่ายช่วงที่เธอทำงานไว้ด้วย มีคนดูหนังเรื่องนี้แล้วทำการคำนวณเวลาต่อภาพ 1 ช็อตก่อนที่จะเปลี่ยนฉาก average shot length (ASL) ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 2.3 วินาที พูดง่ายๆก็คือ ยังไม่ทันกระพริบตา ภาพในหนังก็เปลี่ยนแล้ว มันไม่เหมือนหนังสมัยนี้ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัดต่อมันไม่ยากมาก แต่สมัยนั้นฟีล์มจริงๆ ตัดจริงๆ เป็นงานที่ใช้เวลามากๆ … ทำแบบนี้เพื่ออะไร คำตอบก็คือ “ทดลอง” นะครับ มีเทคนิคมากมายที่ถือว่าเริ่มต้นจากหนังเรื่องนี้ อาทิ ภาพซ้อน (double exposure), เร่งความเร็ว (fast motion), ลดความเร็ว (slow motion), แช่ภาพ (freeze frames), ตัดต่อกระโดด (jump cuts), แบ่งจอ (split screens), มุมเอียง (Dutch angles), ถ่ายใกล้โคตรๆ (extreme close-ups), ติดตามภาพเคลื่อนไหว (tracking shots), เล่นถอยหลัง (footage played backwards), ถ่ายภาพหยุดนิ่งเป็นช็อตๆ (stop motion) ฯลฯ อย่าง jump-cuts เชื่อว่าใครๆก็คงคิดว่า Jean-Luc Godard ที่ทำใน Breathless เป็นหนังเรื่องแรกที่มีการตัดต่อแบบนั้น แต่แท้จริงแล้ว Godard เองก็พูดว่า เขาเห็นจากหนังเรื่อง Man with a Movie Camera ซึ่งหนังเรื่องนี้มี jump-cut ทั้งเรื่องไม่ใช่แค่บางฉาก

นี่เป็นหนังที่ผมได้ request มานะครับ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่นักดูทั่วๆไปดูแล้วจะพูดคล้ายๆกัน มันหนังอะไรว่ะ! การจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ จะต้องโยนกรอบแนวคิด ทัศนคติที่มีต่อ “ภาพยนตร์” ทิ้งไปก่อนเลยนะครับ นี่ไม่ใช่หนังที่มีเรื่องราวหรือการเล่าเรื่อง มันคือการเอาภาพมาต่อๆกันให้กลายเป็นหนัง เปิดเรื่องมาเราจะเห็นเป็นภาพนิ่งเสียส่วนใหญ่ จากนั้นก็จะเริ่มมีภาพเคลื่อนไหว ภาพเครื่องฉายภาพยนตร์ ใส่ฟีล์ม มีคนเข้ามานั่งในโรงหนัง หนังฉาก จากนั้นก็นำเสนอภาพเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันในทุกรูปแบบผสมผสานกับการตัดต่อ, ใช้กล้องเคลื่อนไหวเหมือนสายตาของมนุษย์, ตัดสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับเหตุการณ์หนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังชมอะไรบางอย่าง, ทำการซ้อนภาพ แบ่งภาพออกเป็นส่วนๆ (มากสุดที่เห็นคือ 4 ส่วน), ช่วงท้ายที่ผมชอบมากๆคือการถ่าย stop motion ให้วัตถุเคลื่อนไหวได้เอง ให้ขากล้องเคลื่อนไหวได้ และการตัดต่อแบบเล่นภาพถอยหลัง หมากรุกที่กองอยู่กลับมาตั้งวางเป็นระเบียบ ทั้งหมดคือการทดลองนะครับ ไม่มีเรื่องราว ไม่มีบทสนทนา ไม่มีคำพูด เราต้องใช้สายตาดู คิดตามได้ว่าสมัยนั้นถ่ายยังไง แต่ไม่ต้องไปเข้าใจหรือหาความสัมพันธ์ใดๆทั้งนั้น ใช้ตาดูจะเห็นความงดงามที่น่าทึ่ง หัวใจเราอาจเต้นตามเพราะการตัดต่อมันเร้าใจมากๆ แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีความหมายทางปรัชญา จิตวิทยา หรือสื่อเชิงสัญลักษณ์ที่ซ่อนไว้

ส่วนตัวค่อนข้าง “ชอบ” ครับ ผมเหมือนเคยดูมาครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นคงแค่ตื่นตาในการนำเสนอ ก็ไม่ได้เข้าใจหนังเท่าไหร่ ดูครั้งนี้เข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจที่มันคือการทดลอง และทึ่งว่าคิด-ทำออกมาได้ยังไง สมัยนั้นข้อจำกัดเยอะแยะ ยกย่องในความทุ่มเทของผู้กำกับ ตากล้อง และคนตัดต่อ (หนังน่าจะมีทีมงานแค่3 คนเท่านั้นนะครับ) หลายๆฉากผมคิดหนักเลย ถ่ายยังไงว่ะ! ใช้ตัดต่อช่วยหรือเปล่า ช่วงต้นเรื่อง ที่เห็นคนตัวเล็กนิดเดียวยืนอยู่บนกล้องขนาดใหญ่ มี 2 วิธีที่ทำได้คือ ซ้อนภาพ (ถ่ายใช้ฟีล์มม้วนเดิม 2 ครั้ง) และใช้การตัดแปะ ความจริงทำยังไงไม่รู้ ถือว่าน่าทึ่งสุดๆเลย

เพราะการถ่ายภาพและการตัดต่อที่ล้ำยุคไปมาก ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่ชื่นชอบของผู้กำกับและนักวิจารณ์ นักดูหนังไม่จำเป็นต้องไปชอบตามพวกเขานะครับ แค่รู้ว่านี่เป็นหนังเรื่องสำคัญที่มีอิทธิพลต่อคนในวงการภาพยนตร์ก็พอ ถ้าอยากดูหนังสนุกไม่จำเป็นต้องเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้ หนังเหมาะกับนักเรียนภาพยนตร์โดยเฉพาะเลย ใช้เป็นเหมือนหนังสือเรียนเพื่อศึกษาว่าประวัติศาสตร์ กล้องสมัยก่อนทำอะไรได้บ้าง มีตัดต่อยังไงได้บ้าง คนที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ก็แนะนำนะครับ จะได้เห็นภาพของผู้คนสมัยก่อน วิถีชีวิต การแต่งตัว การเดินทาง การใช้ชีวิต ตึกรามบ้านช่อง ภาพไม่มีการปรุงแต่งอะไรทั้งนั้น จัดเรต 13+ เด็กๆดูไปก็คงไม่รู้เรื่อง

คำโปรย : “Man with a Movie Camera นี่คือหนังของคนทำหนัง ไม่ใช่หนังของนักดูหนัง จงใช้ตาดูอย่างใช้ใจดู แล้วคุณจะเห็นความน่าทึ่ง ความสวยงามและความล้ำยุค ที่ยอดเยี่ยมกว่าหนังสมัยนี้อีก”

A playful documentary of a day in the life of the Soviet Union.

Man With a Movie Camera is an extraordinary piece of filmmaking. An exuberant montage of urban Russia, it represents the people of the city at work and at play, and the machines that keep the city going with energetic lyricism. A member of the Soviet avant-garde, Vertov used a variety of pioneering cinematic techniques to document the full spectrum of 1929 Soviet life - dissolves, split screen, slow motion and freeze frames - and produced a radical experiment that is exhilarating and intellectually brilliant.

This release is features a new soundtrack composed by the renowned Michael Nyman, and performed by the Michael Nyman Band.

For a demonstration of how a silent movie score can affect its subject consider electro-pop maestro Giorgio Moroder’s treatment of Fritz Lang’s Metropolis. Admittedly, he reduced the film’s length and tinkered with the intertitles, but it was his synth score and the use of pop songs (by Adam Ant, Freddie Mercury, et al) that distorted the science-fiction classic into a camp comic strip adventure. Whilst never making such an overt impact on their features, the BFI’s silent movies releases to date have often taken the route of providing brand new scores (James Bernard for Nosferatu, Simon Fisher Turner for Un Chant d’amour), and this second BFI edition of Man With a Movie Camera sees the company providing viewers with their third aural option; In the Nursery and the Alloy Orchestra were present on the first (still available) release, Michael Nyman has scored this one. Having already discussed the film itself in my review of that earlier disc, this piece will focus solely on the relationship between Man With a Movie Camera and its new Michael Nyman score.

Given that this work is closer in its nature to Nyman’s cinematic commissions than to his other works as a composer, comparisons to his film scores are perhaps more apt. The major reference points are to the experimental, rhythm driven pieces he provided for Peter Greenaway’s A Zed and Two Noughts or his more recent collaboration with Damon Albarn on Antonia Bird’s Ravenous, rather than the more melodic compositions typified by The Piano. Of course, as Man With a Movie Camera is one of the classics of experimental cinema this approach seems entirely appropriate. Moreover, Dziga Vertov’s work shares more than a passing connection to Peter Greenaway’s insofar as they both share a rigid attention to structure and so Nyman seems doubly at home.

It is important to note, however, than despite the disc being given a title of Michael Nyman’s Man With a Movie Camera, the composer never once overshadows his subject. Listening to a silent movie score can often be a case of discovering what reaction or interpretation a composer has to a given work (there is rarely a director to consult or seek approval from, after all), and in this case Nyman succeeds very well. The driving force behind Man With a Movie Camera is, of course, its eponymous cameraman and so it is entirely fitting that he should retain control of the picture and not Nyman.

That said Nyman does not conform to Vertov’s original wishes for musical accompaniment (though this can be found on the other BFI disc with the Alloy Orchestra score). As such there are no sound effects or explicit references to what is occurring on-screen but rather a reaction to the more general shifts in mood. Whereas Vertov utilised a multitude of techniques throughout his picture, Nyman appears to be responsive only to the subtler devices. The visual punning, therefore, is largely ignored, but the use of juxtaposition is adopted throughout: a woman gives birth to an intense, repetitious birth; whole passages are driven by a melancholic vocal lament (which prompts the question as to what exactly is Nyman lamenting? A golden age of avant-garde filmmaking perhaps?). Of course, any score must return back to the images, especially when they are from an iconic work of this stature. And Man With a Movie Camera is such a rich work that any number of approaches would be equally valid.
The Digital Fix

A miniature man climbs on top of a massive movie camera and sets up his trusty tripod. Morphing into a giant, he straddles the horizon and pans his lens across the city below. Life size again, he rides through the streets on the back of a jalopy, furiously winding the handle on his primitive camera and capturing every detail through his lens; the pedestrians, the horse drawn carriages, the electric trams. Up smoke stacks he goes and into the bowels of a blast furnace, all in pursuit of a new language of cinema – an experimental documentary language in which scripts, sets and actors are all banished.

Instead, he brings us real people, Soviet workers in a composite city that could be Moscow, Kiev, Odessa, or all three. As the workers oil the wheels of industry, a film editor works diligently compiling their collective efforts into a visual poem or song. It’s a tribute to Lenin’s Soviet Union made by one of his biggest fans. Denis Kaufman started his career making newsreels but later changed his name to Dziga Vertov (or ‘Spinning Top’) and helped found a group of like minded filmmakers known as Kino-glaz or Cine-eye. Through their lenses, the world was deciphered in a brand new way. “I am mechanical eye” Vertov famously declared and in his masterpiece Man With a Movie Camera, that concept is given its head.

Vertov cast his brother, Mikhail Kaufman, as the eponymous Man and his wife, Elizaveta Svilova, as the editor, a job she also executed in real life, painstakingly splicing together all the disparate black and white shots (as Professor Arthur Cantrill points out in his DVD commentary, the film might just as well have been called The Woman with the Editing Shears). Techniques which were totally radical in the late 20s, like superimposition, split screens, dissolves, animation, slow motion and freeze frames, were all used to liberate cinema from its role as a recording device for the performing arts and literature. But as with many revolutionary experiments, the finished product was deemed too obscure for general release and suppressed by the cultural bureaucracy. Now, with a new soundtrack by Michael Nyman that echoes the work of Philip Glass on more modern films like Koyaanisqatsi and Baraka, this classic is open for reappraisal.
Nellevision




 


เข้าชม : 1157    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: classic: music: SilentFilms: BlackAndWhite: recommend: originRussianEasternEuropean: SubtitleEnglish: documentary: curious



หนัง classicเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ