[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

ร์ รื่ นี้ ป็ นึ่   '' นั ค่ น่ ดู ''  ถู ก ย ก ย่ อ ง ว่ า ย อ ด เ ยี่ ย ม

 

   
The Last Laugh (1924)
 (เป็นหนังเงียบ English subtitles)

ควรค่าน่าดูตรงที่ : เป็นหนังเงียบของ ผกก. เอฟ. ดับบลิว. มัวร์เนา เป็นหนังที่ถูกยกให้เป็นครูในเรื่องการถ่ายภาพ และถูกยกให้เป็นหนังคลาสสิคเรื่องหนึ่งของโลก

 

 

 
 

Director:F.W. Murnau Producer:Erich Pommer  Written by:Carl Mayer Running time:101 minutes  Country:Weimar Republic Language:Silent film Genre:Drama Subtitle:English  Starring: Emil Jannings as ''Hotelportier'' (hotel doorman),

Maly Delschaft as ''seine Nichte'' (his niece), Max Hiller as ''ihr Bräutigam'' (her bridegroom), Emilie Kurz as Bridegroom''s aunt,

Hans Unterkircher as ''Geschäftsführer'' (hotel manager), Olaf Storm as ''junger Gast'' (young guest),

Hermann Vallentin as ''spitzbäuchiger Gast'' (guest with pot belly), Georg John as ''Nachtwächter'' (night watchman),

Emmy Wydaa as ''dünne Nachbarin'' (thin neighbor)
 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://www.thaiprog.net/webboard/index.php?topic=1517.4680..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

The Last Laugh (1924) หนังเงียบของ ผกก. เอฟ. ดับบลิว. มัวร์เนา เป็นหนังที่ถูกยกให้เป็นครูในเรื่องการถ่ายภาพ และถูกยกให้เป็นหนังคลาสสิคเรื่องหนึ่งของโลก....ดูแล้วจะเห็นสัจธรรมหลายด้าน รวมทั้ง ปวศ. สังคมของเยอรมันขณะนั้น


(บทความนี้ตัดมาจาก..คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 5 พฤศจิกายน 2549..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
The Last Laugh(1924) ฝันร้ายของชายในเครื่องแบบ
เขียนโดย พล พะยาบ

หน้าโรงแรมหรูในเยอรมนี ชายสูงวัยร่างใหญ่หนวดเคราครึ้มแต่งกายภูมิฐานราวกับนายพลผู้เกรียงไกรกำลังทำหน้าที่รับส่ง-ขนกระเป๋าให้แขกของโรงแรม ชายดังกล่าวภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ และ “เครื่องแบบ” ของตนเองเป็นอย่างมาก รวมทั้งคนในครอบครัวและเพื่อนบ้านก็ให้ความเคารพนบน้อม มองว่าเขาอยู่ในสถานะเหนือกว่า

แต่แล้วความภาคภูมิใจของชายในเครื่องแบบก็ต้องพังทลายลง เมื่อผู้จัดการโรงแรมย้ายเขาไปทำงานบริการในห้องน้ำแทนที่พนักงานคนเก่าที่ปลดเกษียณ ผู้จัดการโรงแรมมองว่าเขาอายุมากแล้ว และไม่สามารถยกสัมภาระหนักๆ ให้แขกได้

ชายสูงวัยถูกถอดเครื่องแบบออกจากร่าง ทันใดนั้น อกที่เคยผึ่งผาย-หลังเหยียดตรงกลับคู้ค้อม ดวงตาเบิกโพลงสิ้นสง่าราศี เขามองเครื่องแบบนั้นอย่างอาลัยพร้อมกับคิดหาหนทางให้ได้เครื่องแบบกลับคืน เพื่อสวมใส่ร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของบุตรสาว
 


The Last Laugh เป็นหนังเงียบปี 1924 จากเยอรมนี ในตระกูลเอ๊กเพรสชั่นนิสม์ และเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในส่วนของเทคนิคการถ่ายภาพ ผลงานของ ฟรีดริช วิลเฮล์ม มัวร์เนา(1888-1931) หรือชื่อที่คุ้นเคยกว่าเมื่ออยู่ในเครดิตกำกับภาพยนตร์ว่า เอฟ. ดับเบิลยู. มัวร์เนา ดัดแปลงจากบทละครบรอดเวย์ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู. ก็อดดาร์ด

หากเปรียบเทียบกับงานอื่นของมัวร์เนาอย่าง Nosferatu(1922) หนังแวมไพร์ซึ่งดัดแปลงจาก Dracula ของ บราม สโตเกอร์ หนังทุนสูงเรื่อง Faust(1926) และ Sunrise(1927) ผลงานหลังจากย้ายมาทำงานในฮอลลีวู้ดและกวาด 7 ออสการ์ ถือว่า The Last Laugh ไม่ใคร่จะถูกกล่าวถึงในวงกว้างในระดับเดียวกัน แต่หากมองในแง่ความสำคัญแล้ว The Last Laugh มักจะถูกจับไปวางเคียงกับ Nosferatu เสมอ

ความสำคัญของ The Last Laugh เริ่มจากการที่หนังถูกกำหนดแหวกแนวให้เป็นหนังเงียบที่ปราศจากบทบรรยายแทรกเป็นระยะดังเช่นหนังเงียบเรื่องอื่นๆ ผู้กำกับฯมัวร์เนาจึงต้องนำเสนอหนังทั้งเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว ไม่มีบทพูด ไม่มีบทบรรยาย โดยให้สัมฤทธิ์ผลต่อการสื่อเรื่องราว-สะท้อนความลึกในจิตใจของตัวละครตามสไตล์เอ๊กเพรสชั่นนิสม์ และเป็นหน้าที่ของ คาร์ล ฟรอยน์ด ผู้กำกับภาพ ที่ต้องคิดค้นเทคนิควิธีการถ่ายภาพแปลกใหม่ ทั้งมุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง หรือเลนส์ที่ใช้ เพื่อตอบโจทย์ให้ได้

ผลคือ The Last Laugh กลายเป็นหนังปี 1924 ที่ “ล้ำ” ในเรื่องเทคนิคการถ่ายภาพ แม้บางเทคนิคจะไม่ได้มีขึ้นเป็นเรื่องแรก แต่ถือว่าหนังได้รวบรวมเทคนิควิธีการเคลื่อนกล้องหลากหลายไว้ด้วยกัน มีช็อตตื่นตะลึง เช่น ช็อตเปิดเรื่องที่เป็นการเคลื่อนกล้องในแนวดิ่งโดยวางกล้องบนรถเข็นเลื่อนลงมากับลิฟต์ พร้อมกับถ่ายผ่านลูกกรงลิฟต์ไปยังล็อบบี้โรงแรม หรือการซูมภาพและเคลื่อนผ่านประตูกระจก แบบที่เห็นเป็นช็อตเด่นของหนังยิ่งใหญ่ตลอดกาลเรื่อง Citizen Kane(1941)

ยังมีการถ่ายภาพที่ให้ภาพคล้ายใช้มือถือกล้องหรือ “แฮนด์-เฮลด์” ในฉากความฝันสุดแฟนตาซี(ฟรอยน์ดวางกล้องบนหน้าอก และบรรทุกแบตเตอรี่ไว้บนหลัง) การซูมเข้าจากระยะไกลเพื่อนำทิศทางเสียง ในฉากที่เพื่อนบ้านตะโกนข้ามตึกบอกเรื่องฉาวของชายในเครื่องแบบ หรือการวางกล้องเป็นแกนกลางหมุนตามตัวละครที่หมุนเป็นวงกลม ซึ่งล้วนแต่เป็นช็อตคุ้นเคยของผู้ชมในยุคปัจจุบัน แต่จัดว่าแปลกใหม่ในยุคทศวรรษ 20

งานนี้ทำให้ผู้กำกับภาพ คาร์ล ฟรอยน์ด ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพ เขาฝากผลงานในเยอรมนีอีก 7-8 เรื่อง รวมทั้งงาน

คลาสสิค Metropolis(1927) ของ ฟริตซ์ ลัง ก่อนจะข้ามมาแสดงฝีมือในหนังดังอีกนับไม่ถ้วนในฮอลลีวู้ด

นอกจากการถ่ายภาพน่าตื่นตะลึงแล้ว หนังยังใช้เทคนิคพิเศษอื่นๆ เพื่อสื่อถึงสภาพจิตใจของตัวละคร เช่น ฉากที่ชายในเครื่องแบบมองเห็นโรงแรมล้มลงมาทับ

อันที่จริง ชื่อดั้งเดิมของหนังเรื่องนี้ในภาษาเยอรมันคือ Der Letzte Mann แปลว่า The Last Man หมายถึงพนักงานเปิดประตูซึ่งเป็นตัวละครเอกของเรื่องที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เป็นชื่อที่ตรงกับอารมณ์และเรื่องราวเริ่มต้นที่มัวร์เนา และคาร์ล มาเยอร์ ผู้เขียนบทต้องการ แต่ว่ากันว่ามาเยอร์ถูกบีบจากผู้สร้างให้เปลี่ยนตอนจบเพื่อให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้น หากดูชื่อโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเขาคือ เอริค พอมเมอร์ โปรดิวเซอร์ที่เคยสร้าง วีรกรรมบอกให้ โรแบร์ต วีเนอ เปลี่ยนตอนจบของ The Cabinet of Dr.Caligari(1920) ซึ่งคาร์ล มาเยอร์ เป็นหนึ่งในผู้เขียนบท มาแล้ว

ตอนจบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา หนังใส่คำบรรยายครั้งแรกและครั้งเดียวว่า “เรื่องราวควรจะจบลงตรงนี้ ในชีวิตจริง...แต่”
 

มีผู้ตีความบทบรรยายครั้งแรกและครั้งเดียวที่มัวร์เนาและมาเยอร์ใส่เข้ามาว่าเป็นการล้อเลียนตนเอง และประชดฮอลลีวู้ดไปพร้อมกัน กระทั่งเป็นที่มาของชื่อ The Last Laugh เมื่อเข้าฉายในสหรัฐ และแพร่หลายมาจนปัจจุบัน

สำหรับแก่นสารของหนังที่ถือว่าไร้กาลเวลาและเข้าได้กับทุกสังคมคือ การให้ความสำคัญกับระบบชนชั้น โดยมี “เครื่องแบบ” เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เปลือกนอก ความภาคภูมิใจของผู้สวมใส่ ทั้งมีสง่าราศี และได้รับความเคารพนบนอบจากคนทั่วไปนั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะมีเครื่องแบบติดตัว ขณะเดียวกัน เครื่องแบบก็ยังไม่ใช่ที่สุดของความยิ่งใหญ่ เพราะคนในเครื่องแบบยังต้องค้อมศีรษะให้แก่คนมีเงิน

หากมองจากสังคมเยอรมนีในช่วงเวลานั้นจะพบว่า “คนในเครื่องแบบ” โดยเฉพาะทหาร มีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างมาก มีความพยายามล้มล้างรัฐบาลในปี 1920 เพราะไม่พอใจที่ถูกสั่งให้ลดกำลังทหารลง แต่ความพยายามดังกล่าวถูกปราบปรามสิ้น ขณะเดียวกัน มีผู้ตีความไปอีกว่า “เครื่องแบบ” ในหนังมีนัยเกี่ยวกับการถือกำเนิดของพรรคนาซี อย่างไรก็ตาม มุมมองหลังนี้ผู้เขียนว่าไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วงต้นทศวรรษ 1920 ฮิตเลอร์แม้จะเริ่มเป็นที่รู้จัก มีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มหัวรุนแรงที่ก่อการปฏิวัติและโดนจับขังคุก

 


Storyline:  
A landmark work in the history of the cinema, Der letzte Mann represents a breakthrough on a number of fronts. Firstly, it introduced a method of purely visual storytelling in which all intertitles and dialogue were jettisoned, setting the stage for a seamless interaction between film-world and viewer. Secondly, it put to use a panoply of technical innovations that continue to point distinct ways forward for cinematic expression nearly a century later. It guides the silent cinema’s melodramatic brio to its lowest abject abyss — before disposing of the tragic arc altogether. The lesson in all this? That a film can be anything it wants to be… but only Der letzte Mann (and a few unforgettable others) were lucky enough to issue forth into the world under the brilliant command of master director F. W. Murnau.His film depicts the tale of an elderly hotel doorman (played by the inimitable Emil Jannings) whose superiors have come to deem his station as transitory as the revolving doors through which he has ushered guests in and out, day upon day, decade after decade. Reduced to polishing tiles beneath a sink in the gents’ lavatory and towelling the hands of Berlin’s most-vulgar barons, the doorman soon uncovers the ironical underside of old-world hospitality. And then — one day — his fate suddenly changes…Der letzte Mann (also known as The Last Laugh, although its original title translates to “The Last Man”) inaugurated a new era of mobile camera expression whose handheld aesthetic and sheer plastic fervour predated the various “New Wave” movements of the 1960s and beyond. As the watershed entry in Murnau’s work, its influence can be detected in such later masterpieces as Faust, Sunrise, and Tabu — and in the films of the same Hollywood dream-factory that would offer him a contract shortly after Der letzte Mann’s release. The Masters of Cinema Series is proud to present the original German domestic version of the work that some consider the greatest silent film ever made.


Special Features:
• New, progressive encode of the recent, magnificent film restoration.
• The original 1924 Giuseppe Becce score, orchestrated and performed by Detlev Glanert (2002).
• Der letzte Mann – The Making Of – documentary by Murnau expert Luciano Berriatúa [41:00]
• New and improved optional English subtitles (original German intertitles)
 


Review:
THE LAST LAUGH, F.W. Murnau''s classic study of a hotel employee''s humiliation, is unusual on two counts: it is a silent movie without explanatory intertitles; and it''s a tragedy that ends on a totally unexpected, outrageously upbeat note of vindication.
When the demands of his job become too much for him, the aging doorman (Emil Jannings) of a large hotel is demoted to men''s room porter. That night, he wears his doorman''s uniform home in an attempt to keep the news of his degradation secret from his family and neighbors.
 

     
 
 
 

The Last Laugh (1924)

 


The next day, after discovering the truth when she brings him his lunch, his aunt (Emilie Kurz) hurries home to relay the shocking news to his daughter (Maly Delschaft). A malicious neighbor overhears their conversation and immediately spreads the gossip throughout the apartment house, and in no time, the old porter''s plight is the talk of the block. That night his arrival home is greeted by the mocking laugher of his neighbors, the tears of his daughter, and the scorn of her fiance (Max Hiller). He returns to the hotel, surrenders his doorman''s uniform, and retreats to his work station, where he slumps despondently in a chair as the night watchman (Georg John) comforts him.

A miracle happens. An eccentric millionaire has stipulated in his will that his entire fortune will go to the person holding him when he dies. That individual turns out to be the old porter in the washroom, who celebrates his windfall by living it up in the restaurant of his former place of employment accompanied by his friend the night watchman. After embracing and lavishly tipping the new lavatory attendant, the old porter tips the entire hotel staff, summons a carriage with hisE THIEF, a 1952 sound movie without dialogue--sometimes speak to each other because we can see their lips moving. But the tale being told is so elemental and its presentation so adroit that we do not need titles to tell us what is going on.
 


Widely regarded as an expressionist masterpiece, THE LAST LAUGH might more accurately be described as a realistic fable that frequently uses expressionistic techniques to evoke and underline the feelings of its protagonist--in contrast to THE CABINET OF DR. CALIGARI (1919) or METROPOLIS (1926), in which expressionistic distortion seems to have spread from the characters'' psyches and infected the film''s narrative eye. And despite its moments of pointed satire, this profoundly humanistic film is not a morality play. Vain, prideful, and foolish as the picture''s porter may be, he is far too kindly a figure to function as the stooge in a cautionary tale about the wages of sin.

Emil Janning''s portrait of him is unforgettable. Like Lon Chaney, another of the silent screen''s most gifted character actors, Jannings was a master of quiescent body language; he could express a wide range of emotions without moving a muscle. As THE LAST LAUGH''s old porter he is humiliation personified. Shame has knocked him literally lopsided, and for long stretches of screen time, he just stands there, frozen solid by despair. At times he looks like the tragic hero of a filmed opera pausing to deliver mute arias that are rendered in voice-over rather than live.
 

     
 
 
 

เบื้องหลังการรีมาสเตอร์ The Last Laugh (1924)

 


Sixteen minutes before its conclusion, the movie proffers its first and last intertitle, a wry apology for the happily-ever-after epilogue to follow. Critics, Marxists, and other grouches have been bemoaning this cop-out conclusion for decades (though no one seemed to mind when Ingmar Bergman ran a similar reverse at the end of THE MAGICIAN). If not fully digestible, however, THE LAST LAUGH''s deus ex machina is defensible. Unlike Warner Bros.''s 1930 adaptation of Moby Dick, to cite one of many examples, this is not a case of a downbeat ending being displaced by an upbeat one. THE LAST LAUGH''s concluding sequence can be received not as a reversal but as a distinct addendum that the fully forewarned viewer is free to accept or ignore--or as an instructive reminder that every once in a while, even one of the world''s most abject losers lucks out and gets the last laugh. As the lottery ads say, "Hey. You never know."
TV Guide



 



เข้าชม : 2334    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: BlackAndWhite: classic: originEurope: SilentFilms: recommend: SubtitleEnglish



หนัง classicเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ