[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

   

INDY MOVIE REVIEWS

 
 
   
 

24 City (2008)

(บรรยายไทย)

 
   

Directer:Jia Zhangke  Producer:Jia Zhangke, Shozo Ichiyama, Hong Wang  

Writter:Jia Zhangke, Yongming Zhai  Music:Yoshihiro Hanno, Giong Lim  

Cinematography:Yu Wang, Nelson Yu Lik-wai   Editor:Jing Lei Kong, Xudong Lin  

Running time:112 min    Country:China, Hong Kong, Japan 

Language:Mandarin, Shanghainese Genre:Drama   Subtitle: English/ไทย
Starring:
Jianbin Chen, Joan Chen ... Gu Minhua / Xiao Hua,
Liping Lü ... Hao Dali, Tao Zhao ... Su Na

 

   


หนังตัวอย่าง:


 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://hovelvideos.exteen.com/20100828/24-city ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
เขียนโดย hovelvideos in Film

二十四城记/二十四城記 (AKA : 24 city) / China / 2008

สารคดีจากจีนเรื่องนี้นำพาเราไปติดตามกับ ผู้คนในเมืองเฉิงตูสามรุ่น จากสงครามโลกครั้งที่สอง การปฏิวัติวัฒนธรรม และจบลงด้วยยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ การเปลี่ยนแปลงจากโรงงานผลิตเครื่องบิน 420 กลายมาเป็นอพาร์ทเม้นต์หรูหราซึ่งมีนามว่า 24 cityนั้น ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะด้านภูมิทัศน์เท่านั้น หากแต่ยังกระทบไปถึงผู้คนที่ทำงานในโรงงาน 420 อีกด้วย

รูปแบบของหนังที่ผู้กำกับ Zhang Ke Jia เสนอออกมาเป็นแบบสารคดี ทำให้หนังทรงพลัง และเต็มไปด้วยสายใยแห่งเรื่องเล่า จากคนงานก่อสร้างไปจนถึงผู้จัดการที่มีอันจะกิน ซึ่งพวกเขาได้เล่าเรื่องราวของตัวเองจากโรงงานผลิตเครื่องบินได้รับฟัง แต่ตัวละครทุกตัวในเรื่องก็มีแผลบางอย่างในจิตใจไม่ต่างกัน คนงานที่ทำงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่กลับได้ผลตอบแทนเป็นเงินแค่ 200 หยวนเท่านั้น (ประมาณ 1000 บาท) หรือผู้จัดการที่ขาดตกบกพร่องเรื่องความรัก


อย่างที่เราเข้าใจกันส่วนมาก ระบบการปกครองของประเทศจีนนั้นเป็นแบบสังคมนิยม ซึ่งปัจจุบันระบบนี้มันยังคงอยู่อย่างถาวร แต่ในความเป็นจริงนั้นระบบสังคมนิยมของจีนผ่านการผสมกลมกลืนอย่างนับไม่ถ้วน และหนังก็ฉายภาพนั้นออกมาอย่างแจ่มชัดมากทีเดียว หนังเรื่องนี้เป็นดั่งหนังประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้เล่าดาดๆเหมือนหนังบ้านเราที่โชว์แต่ความยิ่งใหญ่อลังการเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ได้โชว์ความอลังการของภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปของประเทศสังคมนิยมนี้ และยังลงลึกไปถึงสภาพจิตใจของผู้คนในเรื่องอีกด้วย

ผู้เขียนเคยสงสัยถึงสิทธิ์ของพลเมืองจีนที่พวกเขาถูกจำกัดความคิดและถูกนำพาความคิดไปในทางเดียวกัน ยกตัวอย่างกรณีเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน หลังจากเกิดเหตุการนั้นไม่นาน ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกทำให้หายเงียบไป อย่างกับควันไฟที่ถูกจุดขึ้นและหายไปในอากาศ ผู้เขียนไม่อยากจะยกย่องรัฐบาลว่าพวกเขาสุดยอดมากที่ทำให้

ทุกอย่างมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ทำไมพลเมืองจีนถึงนิ่งงัน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย

ในความคิดของผู้เขียนคือรัฐบาลจีนได้ยัดเยียดอุดมคติอันสวยงาม และ ความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายให้กับประชาชนของพวกเขา ซึงประชากรส่วนมากมีความเป็นอยู่ที่ลำบากและยากจน พวกเขาสามารถรวมศุนย์กลางอำนาจทั้งหมดไว้ที่ตัวเองได้ ผู้เขียนเคยคุยกับประชาชนบางคน ซึ่งพวกเขาก็ไม่ใช่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับระบบของรัฐ ช่วงเวลาหนึ่งดูเหมือนว่าจีนจะมีคนที่จะพาพวกเขาไปสู่หนทางที่พวกเขาพึงพอใจได้นั่นคือ โจว เอิน ไหล ซึ่งตัวละครคนหนึ่งได้พูดเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่ผิดหวังกับการจากไปอย่างรวดเร็วของ โจว เอิน ไหล

งานด้านภาพของ 24 city ก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามและมีภาพที่แสดงถึงความย้อนแย้งกันอยู่ ซึ่งนั่นก็สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมเดิมและมุ่งสู่วัฒนธรรมใหม่ที่กำลังหลั่งไหลและเกาะเกี่ยวผิวหนังมังกรตัวนี้

จากการเริ่มสร้าง จบด้วยการรื้อถอน

จากการรื้อถอน หวนกลับมาเริ่มสร้าง

การสลับกลับไปกลับมา และการไหลไปมาของระบบสังคมจีน จะไม่หยุดนิ่งอยู่เพียงเท่านี้ และเราจะได้สำรวจประเทศนี้ต่อไป หากพวกเขาไม่ขาดบุคคลอย่าง Zhang Ke Jia
 


 


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://filmsick.exteen.com/20081014/paper-cannot-wrap-up-the-embers-rithy-pahn-2008-24-city-jia- ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
24 CITY (JIA ZHANGKE /2008) :DOCUMENTARY NOW!
เขียนโดย filmsick

เส้นแบ่งระหว่างภาพยนตร์กับสารคดีนั้นอยู่ที่ตรงไหน เมื่อไรที่เราจะเรียกงานชิ้นหนึ่งว่าเป็นภาพยนตร์ หรือ สารคดี เราอาจตอบง่ายด้วยการบอกว่า ภาพยนตร์นั้นถูกขับเน้นโดยการทำหน้าที่เป็น ‘เรื่องเล่า'' (ที่อาจถูกทำหรือไม่ถูกทำให้สมจริง) ในขณะที่สารคดีนั้นขับเน้น ‘ความจริง'' ผ่านเทคนิคของภาพยนตร์เพื่อช่วยในการเล่า

อย่างไรก็ตาม MICHAEL HANEKE ผู้กำกับชาวออสเตรีย เจ้าของหนังตบกระโหลกคนชั้นกลางประจำศตวรรษนี้เคยให้สัมภาษณ์ว่าภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่บันทึกความจริง มันเพียงมีหน้าที่บันทึก ตัวอย่างของความจริง (model of reality ) ซึ่งเป็นสิ่งไม่จริง เพราะมันไม่มีทางครอบคลุมความจริงได้รอบด้าน สิ่งนี้ยิ่งน่าประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อมันอยู่ในสารคดี เพราะสารคดีประกาศตัวถึงการบันทึกความจริงทั้งๆที่มันเป็นเพียงจุดแคบๆของความจริงเท่านั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หากแต่มันกลับถูกนำมาแทนค่าเป็นความจริงเมื่อมันออกฉาย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ‘ความจริง''ในสารคดีใยมิใช่ เป็นเพียง ‘เรื่องเล่า'' ประการหนึ่งซึ่งถูกปิดฉลากเพียงเพราะภาพที่ผู้กำกับถ่ายมาเป็นเพียงภาพเหตุการณ์จริง กรอบของเฟรมภาพที่เลือกครอบลงบนเหตุการณ์ และการตัดต่อ เอาข้าคัดทิ้งของแต่ละฉาก ได้ทำหน้าที่ยุบย่อ ตัดทอน เปลี่ยนแปลงความจริงทั้งหมด ให้เหลือเพียงพันธุกรรมตัดต่อเพื่อมุ่งมาดปรารถนาไปสู่ธงนำที่ผู้เล่าตั้งใจไว้แต่แรก

ความระวังระไวในสารคดีไม่ใช่เรื่องใหม่ มันถูกท้าทายกระทั่งจากภาพยนตร์ผ่านสิ่งซึ่งเรียกว่า ‘สารคดีเทียม'' MOCKUMENTARY อันหมายถึงภาพยนตร์ที่ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นสารคดี เสียดเย้ยกวิธีการยึดกุมความจริงของสารคดีและในขณะเดียวกัน ก็ทำให้สามารถตั้งธงวิพากษ์ประเด็นต่างๆได้อย่างเผ็ดร้อนถึงพริกถึงขิง (ผู้เขียนขอแนะนำ PUNISHMENT PARK ของPETER WATKINS สารคดีเทียมที่วิพากษ์ รัฐชาติ(โดยเฉพาะอเมริกา) อย่างเข้มข้น) ท่ามกลางสงครามความจริงของสื่อภาพยนตร์นี้ เราไม่อาจปฏิเสธว่ากระทั่งภาพยนตร์ก็มาดหมายเรียกร้องความสมจริง เราจึงมีหนังแนวทางแบบ NEO REALISM ที่ใช่นักแสดงจากประชาชนคนเดินถนนและถ่ายทำโดยไม่จัดแสงแต่งองค์ ซึ่งมีต้นธารมาจากอิตาลี ส่งไม้ต่อให้หนังแนว CINEMA VIRETE ซึ่งเป็นลูกครึ่งของสารคดีกับหนังเล่าเรื่อง จากต้นธารอย่าง JEAN ROUCH นักทำหนัง /สารคดี และ นักมานุษยวิทยาที่ชักชวนบรรดาชาวบ้านร้านถิ่นให้ออกมาเล่นละครหน้ากล้องขณะถ่ายทำสารคดีชนเผ่าพื้นเมือง ทำลายเขตแดนจริงลวงอย่างน่าตื่นเต้น หนังกลุ่ม CINEMA VIRETE นิยมถ่ายทำแบบแฮนเฮลด์ แสดงกันแบบอิมโพรไวซ์ ตามติดชิดใกล้ดิ่งลึกลงในผู้คน หรือกระทั่ง ลูกหลานพันธุ์ที่มาเร็วไปเร็วอย่าง DOGME ที่พยายามตั้งกฎมากมาย (เพื่อที่จะแหกมันไปในท้ายที่สุด) ในทางตรงกันข้ามฟากฝั่งสารคดีก็ยั่วล้อและเอาประโยชน์จากความจริงอย่างเต็มที่ ผ่านทางเทคนิคการตัดต่อ หรือกระทั่งการประกาศตัวเป็น DOCU-DRAMAประสมกันระหว่างภาพจริงกับเทคนิคเร้าอารมณ์ทั้งเสียงดนตรีโหมประโคมหรือการตัดต่ออย่างจงใจ

หาก ‘ความจริง'' ความหมายของสารคดีตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ความจริงก็ได้ถูกสำรวจตรวจสอบมาตลอด(พร้อมกับการฉกฉวยยึดกุมเป็นที่ตั้งไปด้วย) หากภาพยนตร์ในฐานะการทำปลอมให้เป็นจริง( ในที่นี้หมายถึงลักษณะร่วมของภาพยนตร์กระแสหลัก ไม่ได้หมายรวมถึงหนังเซอร์เรียล หนังแฟนตาซี แบบทำปลอมให้ปลอม)

และสารคดีคือการทำจริงให้จริง(และหากเผลอไผลก็จะปลอมไปในทันที) ในที่สุดมันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ‘ความจริง''ไม่ได้มีอยู่ มันเป็นได้เพียง ‘แบบจำลองของความจริง'' ซึ่งปรุงรสจนเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

สำหรับในสารคดีสองเรื่องที่กำลังจะพูดถึง ตัวสารคดีกลับทำหน้าที่ย้อนแย้งกับหน้าที่ดั้งเดิมของมันไปเสียอีก เพราะนี่คือสารคดี ที่ตั้งใจ จงใจ ‘ทำจริงให้ปลอม'' อย่างออกนอกหน้า!! แม้จะเกินเลยไปที่จะกล่าวว่านี่คือสารคดีประจำศตวรรษ (เพราะตัวมันเองก็ไม่ใช่สารคดีเรื่องแรกที่ทำอะไรเช่นนี้ และในยุคโพสต์โมเดิร์นนี้มันเหลือสิ่งใดที่เป็นต้นแบบอีกเล่า) แต่ความโดดเด่นของมันก็ไม่อาจละเลย

 24 CITY สารคดีเรื่องล่าสุดของ เจี่ยจางเคอะ ผู้กำกับจีนร่วมสมัยคนสำคัญที่สุด หัวหอกของผู้กำกับรุ่นหกที่โดดเด่นขึ้นหลังจาก หัวหอกรุ่นห้าอย่างจางอี้โหมวหันไปทำหนังกำลังภายในอลังการ หรือถึงขั้นทำพิธีเปิดโอลิมปิก (ซึ่งให้อารมณ์คล้ายคลึงกับOLYMPIA ของ เลนี ไรห์เฟนชตาล เจ้าแม่คู่คิดของฮิตเลอร์ อย่างยิ่ง) หนังของเจี่ยจางเคอะมักมุ่งเน้นในการวิพากษ์สังคม ‘จีนใหม่''ในยุคที่อ้าแขนรับวิธีคิดทุนนิยมมาสวมเสื้อสังคมนิยม ผ่านทางเรื่องเล่าของคนตัวเล็กๆ หลังจากโด่งดังเต็มที่กับSTILL LIFE (ที่ดูเหมือนเขาคลี่คลายแนวทางจาก หนังจำพวก CINEMA VERITE มาสู่หนังที่มีบรรยากาศเหนือจริงและปรุงแต่งเพื่อเล่าเรื่องมากขึ้น) ช่วงระหว่างทำ STILL LIFE (ที่พูดถึงชีวิตผู้คนตัวเล็กๆกับผลกระทบจากเขื่อนสามผา ) เขาทำ DONG ออกมาเป็นสารคดีคู่ขนานที่ติตดตามผู้คนจากคนงานของเขื่อนสามผา ไปจนถึงโสเภณีจีนที่มาหากินเมืองไทย ผ่านตัวละครหลักที่เป็นจิตรกร

STILL LIFE และ DONG (อาจเริ่มต้นนับได้ตั้งแต่ THE WORLD) แสดงภาพพัฒนาการที่น่าสนใจของเจี่ยจางเคอะ ในแง่การรับรู้ ‘ความจริง''ของภาพยนตร์ (แม้โดยสวนตัวผู้เขียนจะชอบหนังในยุคต้นของเขามากกว่า) หลังจากที่เขาทำหนังยุคแรกในแบบ นักสำรวจสังคมที่ตามติดชิดใกล้ เขาหันมาใช้เทคนิคทางภาพยนตร์ กระทั่ง การทำให้เหนือจริง เพื่อมารองรับประเด็นหลักที่เขาจะเล่า หนังในยุคหลังของเขาประดิษฐ์มากขึ้น มีความเป็นหนังมากขึ้น แต่ก็พูดประเด็นได้กว้างขวางขึ้นด้วย

จนมาถึง24 CITYนี้ เองที่เป็นเหมือนจุดลงตัวของหนังจากสองยุคของเขา เพราะนี่คือสารคดีที่เล่าเรื่องของ โรงงาน 420 โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของจีนตลอดช่วงเวลาหลายสิบปี มีคนงานทำงานในนั้นเป็นจำนวนมากพอที่จะจัดตั้งหมู่บ้านอยู่ในโรงงานได้เลย ในหมู่บ้านมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า จนคล้ายเป็นอาณานิคมเล็กๆ และบัดนี้โรงงาน 420 กำลังจะถูกปิด เพื่อเปลี่ยนโรงงานให้เป็น เมือง 24 ที่มีอพาร์ตเมนท์หรูหรา เอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพลกซ์ ต้อนรับบรรดาเศรษฐีใหม่ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูนี้

หนังเริ่มต้นจากการเป็นบทสัมภาษณ์บรรดาคนงานของโรงงานนี้ บทสัมภาษณ์ธรรมดาน่าเบือและเจืออารมณ์หวนหาอาลัย หรือคับแค้นอยู่บ้าง ตัดสลับกับภาพการรื้อทำลายโรงงาน ฟังดูน่าเบื่อเหลือทน แต่เมื่อจ้องมองดีๆเรากลับพบว่าบทสัมภาษณ์เลหล่านั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวโรงงาน หรือความผูกพันของคนกับสถานที่ หากเป็นการสำรวจตรวจสอบชีวิตเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น บางคนเล่าเรื่องแม่ของตัวเองที่อยู่ในชนบทห่างไกล และยายที่เดินทางไกล(มาก) มาดูหน้าลูกสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตาย บางคนเล่าเรื่องความผูกพันของเขากับผู้บังคับบัญชาสายงานที่ตอนนี้แก่ชราหูตาฝ้าฟางและไม่ได้พบกันมาหลายปี บางคนเล่าเรื่องตบตีชกต่อยจากวัยเด็กของพวกเขา มีกระทั่งสาวน้อยเด็กแนวที่เกิดและโตในโรงงาน แต่แทนที่จะสัมภาษณ์เธอดันเล่นเสกตไปมาบนหลังคาตึกแทน ชีวิตเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ ทำหน้าที่ถักทอออกมาเป็นภาพผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ร่วมกันในโรงงานแห่งนี้

แต่อย่าเพิ่งนอนใจ นี่ไม่ใช่สารคดีตรงไปตรงมาแบบนั้น เพราะเมื่อเรื่องคืบเคลื่อนไปข้างหน้าจู่ๆ เจี่ยจางเคอะก็ให้นักแสดงมีชื่อ เข้ามาปะปนกับบรรดาผู้คนจริงๆบ้าง ซึ่งในที่นี้ก็มีทั้งโน เช็ง และ จ้าวเต๋า แม่ย่านางขาประของเจี่ยจางเคอะ บางคนมารับบทเป็นสาวโรงงาน (โจน เช็ง มารับบทเป็นเทพธิดาโรงงานที่คนอื่นๆบอกว่าหน้าเหมือนโจน เช็ง!!) บางคนมาเป็นนักข่าว บางคนมาเป็นคนที่กำลังจะเข้ามาอยู่ในเมือง 24 ในอนาคต

เรื่องเล่าที่ถูกแทรกเข้ามาในเรื่องจริง อย่างจงใจ เจี่ยจางเคอะบิดรูปของสารคดีจริงให้ค่อยๆกลายเป็น สารคดีเทียม หนำซ้ำในฉากต่างๆเช่น ฉากห้องพักผ่อนในโรงงาน หรือการทุบทำลายโรงาน หนังกลับจงใจเคลื่อนกล้องเชื่องช้า ใช้ดนตรีประกอบโหมโรงราวกับหนังฮอลลีวู้ดชั้นดี ทั้งหมดทั้งมวลหนังประสานเรื่องจริงเข้ากับเรื่องแต่ง ไม่เพื่อการมุ่งสร้างอารมณ์ฟูมฟาย (เพราะยิ่งทำหนังก็ยิ่งออกห่างจากการเป็นหนังเร้าอารมณ์ ประณามรัฐบาล เรียกร้องให้คนรากหญ้า หากที่เจี่ยจางเคอะทำคือการมองเรื่องนี้อย่างรอบด้าน และมองทุกคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนงานที่ต้องย้ายที่ไปจนถึงนักข่าวที่ติดตามเรื่อง หรือกระทั่งคนที่เข้มาแทนที่ ท่าทีของเขาที่มีต่อโลกของจีนใหม่ ไม่ได้เป็นไปในฐานะของการวิพากษ์ หากแต่เป็นการสำรวจตรวจสอบจากรอบด้าน โดยไม่พยายามตัดสิน เพราะปัญหาของศตวรรษปัจจุบันไม่ได้สามารถพิพากษาดำขาวกันได้ง่ายตรงไปตรงมาอีกแล้ว เว้นแต่เราจะเลือกปิดตาเสียข้างหนึ่งแทน

24CITY จึงไม่ได้เป็นสารคดีเรียกรองสิทธิ์ ความเป็นเรื่องเล่าและความเป็นจริงถูตั้งคถามถึงเส้นแบ่งของมัน เป็นไปได้ไหมที่ความจริง จะเป็นเพียงเรืองเล่าชุดหนึ่งที่ถูกคัดเลือกมาเฉพาะฉากเฉพาะช่วงเพียงเพื่อมุ่งเร้าอารฒณ์ให้คนดูคล้อยตาม ซึ่งในทางหนึ่งมันความจริงเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่ความจริงหากทำหน้าที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อ เช่นเดียวกับเรื่องเล่าที่เป็นไปได้หรือไม่ที่มันมีขึ้นเพื่อให้ความจริงเชิงอภิปรัชญาได้แสดงตัวผ่านทางการซ่อนเร้นนัยยะเอาไว้ เราจะยังยึดกุมความจริงจากมาตรวัดโดยง่ายได้อีกต่อไปหรือไม่ หรือที่แท้เราควรพิจารณาอย่างรอบด้าน ศัตรูที่แท้ไม่ใช่ลัทธิคอมมิวนิสต์ หรอโลกทุนนิยม หากคือการพยายามยึดกุม แปะฉลาก ตัดต่อ ความจริงให้โน้มเข้าข้างตนเอง
 


รางวัล:

Asian Film Awards
Year Result Award Category/Recipient(s)
2009 Nominated Asian Film Award Best Cinematographer
Yu Wang 
Nelson Yu Lik-wai 
Best Composer
Yoshihiro Hanno 
Giong Lim 
 
Cannes Film Festival
Year Result Award Category/Recipient(s)
2008 Nominated Palme d''Or Zhang Ke Jia 
 


Change and a city in China. In Chengdu, factory 420 is being pulled down to make way for multi-story buildings with luxury flats. Scenes of factory operations, of the workforce, and of buildings stripped bare and then razed, are inter-cut with workers who were born in the 1930s, 1940s, and 1950s telling their stories - about the factory, which manufactured military aircraft, and about their work and their lives. A middle-aged man visits his mentor, now elderly; a woman talks of being a 19-year-old beauty there and ending up alone. The film concludes with two young people talking, each the child of workers, each relaying a story of one visit to a factory. Times change.

 


 

คลิกดูรีวิว ผลงานเรื่องอื่นๆของ

Jia Zhang Ke

 

Still Life (2006) 
(บรรยายไทย)กำกับ:Zhang Ke Jia นี่คือหนังที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดแห่งปีเพราะมันสร้างเซอร์ไพรส์โดยการคว้ารางวัลใหญ่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลเวนิสฟิล์มเฟสติวัลปี2006ไปครอง และเจี่ยจางเคอกลายเป็นผู้กำกับที่นักวิจารณ์ต่างเทใจให้และเทียบเคียงเขากับจางอี้โหมว
   
24 City (2008)(บรรยายไทย)
Directer:Jia Zhangke สารคดีจากจีนเรื่องนี้นำพาเราไปติดตามกับ ผู้คนในเมืองเฉิงตูสามรุ่น จากสงครามโลกครั้งที่สอง การปฏิวัติวัฒนธรรม และจบลงด้วยยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ การเปลี่ยนแปลงจากโรงงานผลิตเครื่องบิน 420 กลายมาเป็นอพาร์ทเม้นต์หรูหราซึ่งมีนามว่า 24 city
   
The World (2004) (บรรยายไทย)
Directer: Jia Zhangke หนังเรื่องแรกของเจี่ย จางเคอ ที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นหนังจีน มีฉากหลังเป็นโลกอันกว้างใหญ่ที่ถูกนำมารวมไว้ในกรุงปักกิ่ง กล่าวถึงเรื่องราวชีวิตของคนต่างจังหวัดที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาทำงานในเมืองหลวง
   
I Wish I Knew (2010)(บรรยายอังกฤษ)
Directer:Jia Zhang Ke รำลึกถึงเซี่ยงไฮ้ในมิติที่แยกไม่ออกจากประวัติศาสตร์จีน ย้อนไปนานกว่าศตวรรษนับจากสนธิสัญญาหนานจิง การรุกรานของญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน การปฏิวัติวัฒนธรรม จนถึงโฉมหน้าของเซี่ยงไฮ้ในทุกวันนี้

  

 


 

 


เข้าชม : 4759    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: documentary: originAsian: SubtitleEnglish: SubtitleThai: NotGayFilmsButGayLikeIt: curious: recommend



สารคดีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ