[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

Shara (2003)

(บรรยายไทย)

 

Directer: Naomi Kawase  Producer:Yoshiya Nagasawa Writter: Naomi Kawase  Music:Ua   Cinematography:Yutaka Yamasaki Editor:Shotaru Anraku, Naomi Kawase, Tomoh Sanjo   Running time:100 min   Country:Japan   Language:Japanese
Genre:
Drama   Subtitle: English/ไทย
Starring:

Kohei Fukungaga ... Shun
Yuka Hyyoudo ... Yu
Naomi Kawase ... Reiko
Katsuhisa Namase ... Taku
Kanako Higuchi ... Shouko

 

Shara หรือ Sharasojyu (2003)

    และมันคือหนังในดวงใจของนักวิจารณ์หลายๆคนในบ้านเรา นาโอมิ คาวาเซะ กลายเป็นผู้กำกับหญิงที่น่าจับตามองมากที่สุด และต่อมา เธอคว้ารางวัล Grand Prize จากเมืองคานน์ กับ

The Mourning Forest (2007)<---(คลิกดูรีวิวเรื่องนี้)  ภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเธอ

 


(บทความนี้ตัดตอนมาจาก http://filmsick.exteen.com/20050604/shara-fs )

 

Shara ก็เพราะทุกชีวิตล้วนมีแสงสว่าง
 


ต้องขอบอกเลยว่าไม่เคยแม้แต่ที่จะได้ยินชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งนิตยสารฝรั่งเศสรายหนึ่งยกเรื่องนี้ให้ติดหนึ่งในอันดับ 10 หนังยอดเยี่ยมของนิตยสารเขา
 

Shara หรือชื่อเต็มว่า Sharasojyu ผลงานเขียนบทกำกับของคาวาเสะ นาโอมิ ที่ผมก็ไม่เคยได้ยินชื่อเหมือนกัน เมื่อเริ่มดูหนังเรื่องนี้ก็พบกับความเป็นหนังญี่ปุ่นจ๋าทันที นิ่ง เงียบ เรียบ เฉียบ
กล้องจับไปยังภาพรอบ ๆ สถานที่แห่งนึงซึ่งเราได้ยินเสียงเด็กชายสองคนดังแว่วแต่ไกล
จนกล้องเดินไปตามเสียงนั้น และตอนนั้นเองเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็วิ่งออกไปให้เด็กอีกคนหนึ่งวิ่งตาม
"เคย์ จะไปไหนนะ"
"อื๋อ ?"
กล้องจับภาพไล่ตามหลังเด็กชายไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายสุดขอบทางเด็กชายที่วิ่งไล่ตามก็หยุดพร้อมหันเหลียวหาคนที่เคยวิ่งอยู่เบื้องหน้า
เขาได้หายไปแล้ว หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงพริบตา
"ชุน... เคย์ไปไหนนะ"
"...."
"ชุน"
"เขาหายไปแล้ว"
นี่คือบทเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้
นับต่อนั้นมาอีกสิบกว่าปี ถนนสายเดิมนั้นก็ได้มีจักรยานวิ่งผ่านมา
ชุนกำลังขี่จักรยานโดยให้ยู เพื่อนสาวยืนซ้อนท้ายหลังจากแวะส่งเธอแล้วเขาก็ตรงกลับบ้าน
เด็กผู้ชายตอนนั้นบัดนี้ดูเงียบขรึม ไร้การแสดงออกใด ๆ
คงเป็นเพราะเคย์พี่น้องร่วมท้องหายไปตั้งแต่วันนั้น

 


แต่ประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวตามหาพี่น้องพลัดพราก เรื่องราวลึกลับชวนหวั่น หรือ เรื่องราวลึกซึ้งกินใจ
มันคือเรื่องราวธรรมดาของครอบครัวหนึ่งและคนรอบข้าง ที่ให้เราเป็นผู้เฝ้าดู
นารา เมืองเล็ก ๆ ที่ผู้คนต่างอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย
หลายครั้งที่ความเรียบง่ายของชีวิตผู้คนต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง
และ ทุกคนก็ต้องยอมรับมัน
การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมักเข้ามาอย่างไม่คาดฝันอย่างเช่นตอนต้นเรื่อง
เมื่อในวันหนึ่งมีตำรวจเข้ามาหาบอกว่าพบเคย์แล้ว...
(ในภาพยนตร์ไม่ได้บอกว่าเป็นหรือตาย แต่ในมุมมองของผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง)
ทำให้ทั้งครอบครัวที่กำลังทำใจมาทั้งชีวิตต้องเริ่มสั่นคลอน
โดยเฉพาะ ชุน ที่ดูยังไงก็เป็นคนเก็บตัวจากโลกภายนอก ไม่ตอบสนองใด ๆ
ปิดกั้นและปิดบัง
อารมณ์แบบนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องเคยเป็นเพียงแต่ว่าจะชั่วครู่หรือนิรันด์?
ต่างจาก ยู ที่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข
(ฉากซ่อมรองเท้าที่ยูและแม่หัวเราะด้วยกันอย่างร่าเริง ส่วนชุนได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ ราวกับว่าเป็นอารมณ์ที่เขาไม่อาจเอื้อม)
สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็เพียงแค่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ
ดังเช่นความมืดก็ต้องพบเห็นแสงสว่าง แม้ว่าพระอาทิตย์จะลับฟ้าเผชิญกับความมืดที่น่าหวาดหวั่นแต่ก็ยังมีแสงสว่างในตัวเอง

ไคล์แมกซ์ของเรื่องคงไปพ้นฉากเทศกาลบาซาร่าที่เป็น long shot ไม่มีการตัดภาพเลย
ทุกคนกำลังส่องสว่าง ทุกคนยิ้มแย้ม แม้กระทั่งชุน
ทาขุ พ่อของชุนกล่าวปิดท้ายงานนี้ว่า
ทุกคนต่างก็มีแสงสว่างในตนเอง และ รอเวลาที่เจิดจรัส
นั่นก็คือ หากแสงสว่างนั้นอยู่คู่กับตัวเรา ความมืดใด ๆ ก็ไม่อาจจะกลืนกินเราได้
หากเพียงแค่เรายอมรับแสงสว่างในตัวเราเอง เราก็สามารถที่จะเจิดจรัสได้
และ สุดท้ายทุกคนก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ กับชีวิตใหม่ รวมถึงตัวของชุนเอง
ช้า ๆ แต่มั่นคง และ ตลอดไป

หมายเหตุ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันหนังญี่ปุ่น เพราะมันนิ่งเงียบจริง ๆ แถมพูดน้อย แสดงออกเยอะ น้อยครั้งที่จะได้ยินเสียงดนตรีประกอบฉาก และคุณอาจจะพลอยหลับได้
แต่ก็เพราะการที่หนังนิ่งเงียบอย่างนี้ หากคุณได้ดูก็ขอให้คุณสังเกตุทุกตัวละครทุกความคิดทุกการะทำด้วยตัวคุณเอง


 


(บทความนี้ตัดตอนมาจาก http://filmsick.exteen.com/20050604/shara-fs )

 

Shara ส่องประกายในความสงบ

by filmsick

 

เมืองนั้นถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยตรอกเล็กตรอกน้อย ตัดผ่าน เลี้ยวอ้อม ชันขึ้น ลาดลง ทะลุ ทางลัด
บ้านเรือนสะอาดสะอ้าน สงบเงียบหันหน้าเข้าหากัน ราวกำแพงเขาวงกต อันลึกลับซับซ้อน
หากมีชีวิต เคย์และชุน วิ่งเล่นไปตามตรอกซอกซอยเหล่านั้น
เลี้ยวขึ้น ตัดผ่านสวน ซ้าย ขวา อ้อมหัวมุม
เคย์เลี้ยวครั้งหนึ่ง และสูญหายไปตลอดชีวิต ราวถูกเทพเจ้าลักพาตัวไปในสายวันสงบ
........................................
เวลาผ่านล่วงไปหลายปี ชุนเติบโตขึ้นเป็นคนหนุ่มเงียบขรึม เก็บตัว
เพื่อนสนิทคนเดียวของเขาคือ ยู เด็กสาวข้างบ้านที่อาศัยอยู่กับแม่ ผู้มีบางความลับอยู่กับตัว
ทาขุพ่อของชุนกำลังวุ่นอยู่กับเทศกาลบาซารา เทศกาลประจำปีของเมือง
ส่วนแม่ของชุนกำลังท้องแก่
และตอนนั้นเอง
ภายใต้ความเงียบสงบ งดงาม ของตรอกซอกซอย
ผู้คนที่ผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมเก่าแก่
มีความลับ มีความทุกข์ มีความเจ็บปวด ซุกซ่อนอยู่
และรอวันคลี่คลายอย่างเงียบเชียบ
.....................................


และนี่คือ จดหมายรักถึงเมืองนารา ของ นาโอมิ คาวาเสะ ผู้กำกับหญิงซึ่งเกิดและเติบโตขึ้นในเมืองนี้ เธอถ่ายหนังเรื่องนี้ด้วยการให้นักแสดงย้านเข้ามาอยู่ในเมืองนี้ล่วงหน้านับเดือนเพื่อทำความคุ้นเคยกับเมืองและนอกจากตัวละคร เมืองนาราได้กลายเป็นตัวละครหลักที่สำคัญที่สุดในเรื่องภาพของตรอกซอกซอยซับซ้อน บ้านเรือน สวน ศาลเจ้า วัด ภาพ แมวหง่าวในยามบ่าย จักจั่นบนต้นไม้ ใยแมงมุม กระทั่งภาพสวนครัวหลังบ้าน ห้องเก็บของ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงาม เงียบเชียบ และสุขสงบ

แต่ภายในความสงบนั้นก็แฝงเร้นไปด้วยความลึกลับบางประการอันยากจะอธิบายในความซับซ้อนของถนนหนทาง และในประเพณีเก่าแก่ ที่ผู้คนยึดกุมตลอดเรื่อง หนังถ่ายทอดความผูกพันของตัวละคร กับประเพณี เก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่เคย์สาบสูญ แม่เขาอุทาน - เทพเจ้าลักพาตัวไป - หรือฉากหนึ่งที่แม่ของยู เอาเกลือมาโปรยไล่ความชั่วร้ายหน้าบ้าน แม้หนังจะหลีกเลี่ยงการขับเน้น ประเพณีเหล่านี้ออกมาตรงๆ แต่การดำรงคงอยู่ เสมือนเป็นส่วนประกอบธรรมดาของมันในหนัง กลับยิ่งเพิ่มความลึกลับให้กับเมือง และหนัง ได้อย่างดี

และโดยตัวเรื่องนั้น เอื้อจะให้เป็นหนังประเภท โครงกระดูกในตู้ หรือหนังดราม่า เรียกน้ำตา ว่าด้วยความลับที่รอการเปิดเผยและการก้าวข้ามความทรงจำที่กัดกิน ในหนังเรื่องอื่น ความลับของ เคย์ และอดีต ของยู น่าจะนำมาซึ่ง อารมณ์เจ็บปวดหัวใจสลาย หรือสืบค้นลึกลงไปในเหตุการณ์หากแต่หนังกลับเลือกที่จะปล่อยให้ความลับยังคงเป็นความลับสำหรับคนดู และให้การก้าวข้ามความทรงจำเป็นเพียงเรื่องในใจ ของตัวละคร ที่คลี่คลายไปได้เองโดยไม่ต้องพึ่ง สถานการณ์ใดๆ ซึ่งนั่นทำให้ผมหวนคำนึงถึงถ้อยคำเก่าแก่ ของ อาฮุย ตัวละครจากฤทธิ์มีดสั้น ของโกวเล้ง

-พลันได้คิด - ถ้อยคำเรียบง่าย หากกระทำได้ยากยิ่ง -

และตัวละครในเรื่องก็ -พลันได้คิด - อย่างเงียบเชียบ ระหว่างการนอนกลางวัน การวาดรูป หรือ การทำสวนครัวซึ่งในเรื่องนี้ นอกจากฉาก ดื้อเล็กๆ ของชุน ฉากที่เราอารมณ์มากที่สุดกลับเป็นเพียงฉาก -การเขียนตัวหนังสือ - ของพ่อกล้องไล่จับภาพตัวอักษร -ความมืด - และเคลื่อนลงสู่ -ความสว่าง - ราวกับจะพูดถึงการก้าวพ้น จากพันธนาการเก่าแก่ อ้าแขนรับชีวิตใหม่ทีกำลังเดินมาถึง

และหลังจากฉากนั้นหนังต่อด้วยฉาก เทศกาล บาซาร่า เทศกาลเล็กๆของเมือง ที่จัดขึ้นเพื่อ ให้ผู้คนได้ออกจากภาระแห่งชีวิตประจำวัน เพื่อ -ส่องประกาย - สักครั้งหนึ่ง และในห้วงเวลานั้น ผู้คนจะได้ส่องประกายเฉิดฉันอย่างถึงที่สุด ฉากขบวนพาเหรดในสายฝน ถูกถ่ายทำอย่างง่าย ๆ หากแต่เต็มไปด้วยพลัง จนเราสัมผัสได้ถึงการ -ส่องประกาย - ทั้งในตัวของ ยู (ที่ส่องประกายเจิดจ้า ในชุดสีเหลือง) ชุน และ ทุกๆคน

ชื่อหนังแปลตรงตัวได้ว่า ต้นสาละคู่ อันเป็นต้นไม้ที่พระพุทธองค์ ทรงประสูติ หนังไม่ได้กล่าวถึงต้นสาละไว้ในเรื่องแต่ บางที ชื่อนี้อาจเป็นตัวแทน บรรยากาศหลักของเรื่อง ความสงบเงียบ งดงามภายใต้ร่มของต้นสาละ (กล้องสุดวิเศษ ลอยขึ้นไปบนฟ้าในฉากจบของหนัง น่าจะเป็นมุมมองจากเบื้องบน) นำพามาสู่การถือกำเนิดของความดีงาม

การนั่งดูหนังเรื่องนี้ นำพาความสงบเงียบมาสู่เราได้อย่างเหลือเชื่อ (กระทั่งฉากการคลอดลูก หนังยังถ่ายทำอย่างนิ่งเงียบ ) เหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในเมืองนั้น เตร็ดเตร่ไปตามตรอก เข้าใจในความลึกลับ อันอบอุ่นของมัน สูดลมหายใจลึก สงบนิ่ง และส่องประกาย


 

 


เข้าชม : 8395    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originAsian: SubtitleThai: SubtitleEnglish: FeelGood: recommend



หนังเอเชียเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ