[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

 

 

The Bicycle Thief (1948)

(บรรยายไทย)

 

กำกับ: Vittorio De Sica
สร้าง: Guiseppee Amato and Vittorio De Sica
เขียนบท: Cesare Zavattini and Vittorio De Sica

บทประพันธ์: Luigi Bartolini
นักแสดงLamberto Maggiorani, Enzo Staiola, Lianella Carell, Vittorio Antonucci
ดนตรี: Alessandro Cicognini
ถ่ายภาพ: Carlo Montuori
ตัดต่อ: Eraldo Da Roma

Subtitle:  Thai

 

ได้ชื่อว่าเป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ถือเป็นหัวหอกสำคัญของหนังในกลุ่ม Neorealism ด้วยบทหนังที่คมคายข้ามกาลเวลา เชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะอยู่ในความทรงจำของทุกคนที่ได้ดู แม้จะดูในปัจจุบัน

 

The Bicycle Thief (1948) ถือเป็นปรากฏการณ์ของหนังแนวใหม่ในยุคนั้นที่เรียกว่า Neo-realism ลักษณะการนำเสนอปัญญาสังคมด้วยเทคนิคเรียบง่าย ตรงไปตรงมาราวกับเป็นการบันทึกเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของคนระดับล่างในสังคม ไม่ใช้นักแสดงอาชีพ ผลงานของคนทำหนังชาวอิตาเลียนกลุ่มนี้ก่อให้เกิดสไตล์การนำเสนอแบบใหม่ที่เรียกกันในเวลาต่อมาว่า นีโอเรียลิสม์ 

เซซาเร ซาวัตตินี คนเขียนบทคู่บุญของ เดอซิก้า เป็นต้นกำเนิดแนวความคิดนี้ หนังเรื่องแรกในแนวทางนี้ที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักก็คือ Open City (1945)ของ โรแบร์โต้ รอสเซลลินี่ อีกสามปีหลังจากนั้น Bicycle Thieves (หรือ The Bicycle Thief) (1948) ของวิททอริโอ เดอสิก้า ก็ออกฉาย ด้วยแนวทางการนำเสนอคล้ายคลึงกัน มันกลายเป็นผลงานที่ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับพลังแห่งความเป็นจริงที่ถ่ายทอดออมาโดยปราศจากการขัดเกลาของตัวหนัง ถึงแม้จะมีลักษณะของหนังสารคดีตามแบบของ Neo-Realist ทั่วไป The Bicycle Thief ก็ยังมีการเดินเรื่องที่ชวนให้ติดตาม และสร้างความตื่นต้นให้กับคนดูที่คอยเอาใจช่วย เนื้อหาพูดถึงความสัมพันธ์ของพ่อลูกในระหว่างการออกค้นหาจักรยานที่ถูกโขมย ทั้งเดอซิก้าและทีมงานของเขาต้องร่อนเร่ไปตามแหล่งเสื่อมโทรมในอิตาลี ช่วงหลังสงคราม เพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามสภาพที่มองเห็น และเป็นไป ซึ่งฉากในตอนจบคือฉากที่อยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลก


 

!!!!!! ข้อความ สีเขียว มีการเล่าเนื้อหาตอนจบ อย่าอ่าน!!! ถ้ายังไม่ได้ดูหนัง!!!!!!!

 

The Bicycle Thief นำเสนอความยากลำบากในช่วงหลังสงครามผ่านตัวละคร ริชชี่ เขาต้องรอคอยอยู่นานกว่าที่จะได้งานทำ และเมื่องานที่ทำต้องใช้จักรยาน ริชชี่ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันมา (กระทั่งการเอาผ้าปูที่นอนไปจำนำ) ส่วนด้านบรูโน่ (ลูกชายของริชชี่) แม้จะยังเป็นเพียงเด็ก เขาก็ต้องทำงานด้วย

หนังยังสะท้อนภาพสังคมในอีกหลายฉาก ทั้งภาพรถเมล์ที่แน่นขนัด, ผ้าปูที่นอนกองพะเนินในโรงรับจำนำ หรือการที่ผู้คนแห่กันไปหาหมอดูก็สะท้อนภาวะ Escapism ของคนที่ต้องการหนีจากโลกความเป็นจริงอันโหดร้ายได้เป็นอย่างดี (เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านพากันดูละครน้ำเน่าในช่วงพฤษภาทมิฬในหนังเรื่อง “สยิว”)


สำหรับริชชี่แล้ว จักรยานแทบจะกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเขา และเมื่อมันถูกขโมยไป เขาก็ตามหามันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในฉากที่ริชชี่ไปหาเพื่อนของเขา บริเวณนั้นมีการชุมนุมเรื่องสหภาพแรงงานกันอยู่ แต่เราจะเห็นว่าริชชี่ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นเลย เพราะในตอนนั้นสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เรื่องของสิทธิ แต่เขาต้องการแค่จักรยานเท่านั้น (หรือฉากที่ริชชี่แปะโปสเตอร์ที่เป็นรูปดาราดังอย่าง Rita Hayworth เขาก็ไม่ได้สนใจภาพในโปสเตอร์เลย เพราะเขาต้องดั้นด้นหาเงินเลี้ยงครอบครัวจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้)

ริชชี่มุ่งมั่นกับการตามหาจักรยานจนลืมใส่ใจบรูโน่ ปล่อยครั้งเขาเดินลิ่วไปข้างหน้า โดยไม่ได้เหลียวหลังไปมองลูก, ปล่อยให้ลูกต้องตากฝนจนเปียกไปทั้งตัว ไปจนถึงตบหน้าลูกด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แต่ในฉากที่มีเด็กจมน้ำ ริชชี่ก็รู้ตัวว่าเขาใส่ใจลูกน้อยเกินไป และเขาก็กลับมาห่วงใยลูกอีกครั้ง
ฉากต่อจากนั้นหนังใส่อารมณ์เสียดสีเป็นระยะ ตั้งแต่ฉากในร้านอาหารที่โต๊ะข้างๆ เป็นพวกคนรวยที่กินอาหารชั้นดีกว่าพวกริชชี่หลายเท่า (แสดงช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง) ต่อมาริชชี่ต้องกลับไปหาหมอดูที่ตัวเองเคยดูแคลนเพื่อถามหาจักยานของตนเอง จนถึงฉากไคลแม็กซ์ที่เขากลายเป็น “โจรขโมยจักรยาน” เสียเอง (ดังนั้นหนังจึงควรมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bicycle Thieves มากกว่า เพราะไม่ได้มีโจรแค่คนเดียว) โดยที่ บรูโน่ได้แต่มองพฤติกรรมของพ่อด้วยความฉงน

ในช่วงท้ายเรื่องที่บรูโน่เข้ามาปกป้องริชชี่ที่กำลังถูกลากไปส่งตำรวจ ทำให้ริชชี่ได้ตระหนักอีกครั้งว่ามีสิ่งที่สำคัญกว่าจักรยานหลายเท่านัก นั่นก็คือ ลูกชายของเขา แต่ถึงหนังจะจบด้วยภาพริชชี่เดินจับมือไปกับลูกชาย มันก็เจือด้วยอารมณ์เศร้าด้วยเมื่อริชชี่ร้องไห้ออกมา โดยที่เรารู้ว่าเขาไม่ได้เสียใจเรื่องจักรยานอีกต่อไปแล้ว แต่เขาเสียใจที่ทำให้ลูกได้เห็นถึงความเลวร้ายที่สุด...จากตัวของเขาเอง

 

(ตัดตอนจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=merveillesxx&month=06-2008&date=05&group=1&gblog=143)
 


 

Italian Neorealism

Bicycle Thieves will introduce you to a new style of filmmaking—Italian neorealism—which was shaped not only by the actual conditions of its production in a post-World War II Italy but also by an explicitly Leftist political agenda.  In studying this film, we would like you not only to give attention to this direct link between politics and cinema but also to contrast the narrative and stylistic practices of neorealism to those of classical Hollywood cinema.  The neorealist movement lasted only about a decade (from the late 1940s to the mid-1950s), but it was hugely influential on world cinema, shaping the films of the French and British New Waves and even Hollywood.  In the 1950s, Hollywood produced a cycle of social-problem films dealing with racism, anti-Semitism, juvenile delinquency, organized crime, and poverty, which were influence by the politics, popularity, and critical status of the neorealist films.  [A good example of this is On the Waterfront (Elia Kazan, 1954), which we will watch in this course next semester.

 

 

 


เข้าชม : 8454    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: originEurope: SubtitleThai: SubtitleEnglish: ComingOfAge: classic: BlackAndWhite: FeelGood: recommend



หนังยุโรปเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ