[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

INDY MOVIE REVIEW
 
Finding Vivian Maier (2013)
 (บรรยายอังกฤษ)
 
   
 

Director:John Maloof, Charlie Siskel Producer:John Maloof, Charlie Siskel Music by:J. Ralph Cinematography:John Maloof

Running time:83 minutes Country:United States Language:English Genre:Documentary, Biography, Mystery Subtitle:English  Starring:Phil Donahue, John Maloof, Mary Ellen Mark, Joel Meyerowitz, Tim Roth, Narrated by John Maloof

 

ออสการ์ 2015

 

ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในสาขา

สารคดียอดเยี่ยม

 

(บทความนี้ตัดมาจาก..taejai.com/projects/documentary-club-คลับหนังสารคดีที่คนไทยควรได้ดู ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

Finding Vivian Maier

     ผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้ประมูลกล่องใส่ฟิล์มกับภาพเก่าๆ มาได้หนึ่งใบ และต้องตะลึงงันเมื่อในนั้นเต็มไปด้วยภาพถ่ายทิวทัศน์เมืองงดงามสุดอลัง น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือมันเป็นฝีมือของตากล้องนิรนามไร้คนสนใจ และเมื่อเขาอยากรู้จนออกสืบหาว่าเธอเป็นใคร คำตอบที่ได้รับก็สุดแสนน่าประทับใจและเป็นอีกครั้งที่โลกบอกเราว่า ความเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อาจซุกซ่อนอยู่ในกายของคนธรรมดาๆ เกินกว่าเราจะคาดถึง

     ปี 2007 ...ชายหนุ่มชื่อ จอห์น มาลูฟ ประมูลกล่องฟิล์มเนกาทีฟมาหนึ่งกล่อง หวังจะเจอภาพเก่าๆ ที่เอามาใช้ประกอบหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขากำลังเขียนอยู่ได้ มาลูฟไม่เจอภาพที่ต้องการ แต่สิ่งที่เขาเจอคือรูปภาพจำนวนมหาศาลจากช่วงยุค 50 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายทิ้งเอาไว้ - ผู้หญิงที่ทุกวันนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ช่างภาพสตรีทผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับการค้นพบในศตวรรษที่ 21"
    ขุมคลังลี้ลับอันน่าตื่นตะลึงนั่นเองที่ทำให้มาลูฟตัดสินใจตะลุยทำหนังเรื่องนี้อย่างบ้าคลั่ง เพราะเขาอยากรู้เป็นที่สุดว่า อะไรกันทำให้ผู้หญิงชื่อ วิเวียน ไมเออร์ คนนี้ถ่ายรูปไว้เป็นแสนๆ ภาพ...แล้วเก็บเข้ากล่อง ใส่ล็อค ปิดห้อง ไม่ยอมให้ใครดู!? และทำไมเธอต้องซ่อนตัวตนอันแท้จริงในฐานะตากล้องหญิงฝีมือฉกาจเอาไว้ภายใต้คราบของการทำงานประจำไปวันๆ... ในฐานะพี่เลี้ยงเด็ก!?


(บทความนี้ตัดมาจาก.. countertransferencethefilm.wordpress.com/2014/12/14/finding-vivian-maier-2014/..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
     มองในแง่ผลงานแล้วภาพถ่ายของวิเวียนอาจจะไม่ต่างจากศิลปินอีกหลายคนที่ผลงานของตนเองมามีชื่อเสียงหลังจากที่ศิลปินได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ที่ต่างออกไปคือวิเวียน ไมเออร์ ไม่เคยนำภาพของเธอไปเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ซึ่งเท่ากับว่าภาพถ่ายจำนวนมหาศาลของเธอนั้น เธอเพียงแค่ถ่ายมัน ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น แต่อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงมุมมองจากภายนอกเท่านั้นที่มองเข้าไปถึงพฤติกรรมของเธอ พฤติกรรมที่วิเวียนทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก จากนั้นเธอก็จะเดินไปตามที่ต่างๆเพื่อถ่ายภาพ ส่วนใหญ่เป็นภาพนิ่ง ส่วนน้อยเป็นภาพเคลื่อนไหว เธอไปคนเดียวบ้าง พาเด็กๆไปด้วยบ้าง บุคลิกอันโดดเด่นจนดูประหลาดในบางที การปกปิดเก็บซ่อนตัวตนของตัวเอง ทั้งหมดทำให้วิเวียนเป็นตัวละครที่น่าค้นหาเข้าไปในเบื้องลึกมากที่สุดว่าเธอเป็นคนอย่างไร และอะไรที่ขับเคลื่อนเธอ


(บทความนี้ตัดมาจาก..www.facebook.com/photo.php?fbid=392174764266940&set=a.104326393051780.11403.

100004232590256&type=1&fref=nf..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
Finding Vivian Maier โดย Prawit TaengAksorn
     ไม่รู้ว่าใครจะคิดเห็นอย่างไร แต่ Finding Vivian Maier เป็นหนังที่สมควรและจำเป็นจะต้องถูกนำเสนอในรูปของหนังสารคดี เพราะเนื้อหาที่ได้รับการบอกเล่า-ใกล้เคียงกับนิยายสืบสวนสอบสวนและลึกลับตื่นเต้นผสมจิตวิทยา และหากมันถูกนำเสนอในรูปของหนังบันเทิงคดีหรือ fiction ผู้ชมก็คงจะรู้สึกว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น และอย่างมากที่สุดที่พวกเราจะทำได้-ก็เพียงแค่แสดงความชื่นชมคนผูกเรื่อง (ซึ่งในที่นี้ น่าจะได้แก่พระเจ้า) ว่า (พระองค์) ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการซะเหลือเกิน
     ฟอร์แม็ทของความเป็นหนังสารคดีช่วยค้ำประกัน (และย้ำเตือน) พวกเราอยู่ตลอดเวลาว่า ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่โลดแล่นเบื้องหน้า-เป็นเรื่องจริง หรืออย่างน้อย มันก็ reenact มาจากเรื่องจริง และมันยิ่งทำให้ข้อมูลที่ผู้ชมได้รับรู้มากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่ผ่านพ้นไป-กลายเป็นเรื่องน่าพิศวงงงงวย มิหนำซ้ำ สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นยังได้รับการถ่ายทอดด้วยชั้นเชิงและลีลาอันแพรวพราว และมันทำให้ไม่มีแม้แต่ช่วงสั้นๆที่เส้นกราฟของความน่าติดตามของหนังลดต่ำลง จนบางที-ก็อดรู้สึก (ขัดแย้งในตัวเองนิดๆ) ว่ามันดูสนุกเกินไปสำหรับการเป็นหนังสารคดี
     มองในแง่มุมหนึ่ง เรื่องของวิเวียน มายเออร์ก็เหมือนกับเรื่องของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์นั่นเอง ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอปราศจากคนเหลียวแล หรือมองเห็นคุณค่าและความสำคัญของผลงาน และเกือบจะไม่มีตัวตน (แม้แต่กูเกิ้ลก็ยังไม่รู้จักเธอ) แต่ในกรณีของมายเออร์อาจจะแตกต่างอยู่หน่อยหนึ่งตรงที่หนังตั้งคำถามที่ใครก็คงจะตอบไม่ได้ว่า จริงๆแล้ว เธอปรารถนาให้คนทั้งโลกได้ชื่นชมผลงานของเธอหรือไม่ (เพราะเหมือนกับเธอไม่มีความทะเยอทะยานที่จะแสดงภาพถ่ายของตัวเอง) หรือว่าพวกเรากำลังก้าวล่วงเข้าไปในอาณาเขตส่วนเธอ-ซึ่งสมมติว่าเป็นกรณีหลัง มันก็เป็นเหมือนกับเป็นการไม่เคารพต่อเจตนารมณ์และความเป็นส่วนตัวของผู้วายชนม์
     แต่ในขณะที่นี่เป็นคำถามที่ผู้ชมยังไม่จำเป็นต้องรีบตอบก็ได้ อย่างหนึ่งที่แน่ๆก็คือ ‘การตามหาวิเวียน มายเออร์’ ลงเอยด้วยการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับวงการศิลปะภาพถ่าย และเมื่อมองย้อนกลับไป ถือเป็นเรื่องน่าใจหายไม่น้อยที่ผลงานที่สะท้อนถึงมุมมองอันเฉียบแหลมคมคายและพรสวรรค์อันวิเศษเลิศเลอ-เกือบจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของเธอ


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://ironear7.blogspot.com/2014/12/movie-review-finding-vivian-maier-2013.html..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
ชำแหละ Movie Review : Finding Vivian Maier (2013)

     Finding Vivian Maier : คลี่ปริศนาภาพถ่ายวิเวียน ไมเออร์ ภาพยนตร์เชิงสารคดีว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับ วิเวียน ไมเออร์ “ช่างภาพสตรีทผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับการค้นพบในศตวรรษที่ 21″ ที่ถูกชายหนุ่มชื่อ จอห์น มาลูฟ ไปค้นพบในปี 2007 จากการที่เขาประมูลกล่องฟิล์มเนกาทีฟมาได้หนึ่งกล่อง เพื่อเอามาใช้ประกอบหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขากำลังเขียนอยู่ แต่ปรากฏว่าไม่เจอภาพที่ต้องการ กลับเจอแต่รูปภาพจำนวนมหาศาลจากช่วงยุคทศวรรษ 50 ที่ผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายทิ้งเอาไว้ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นเธอชื่อ “วิเวียน ไมเออร์“ และให้หลังจากนั้นหนังก็สับเกียร์พาคนดูเดินหน้าไปพร้อมๆ กับจอห์น มาลูฟ ว่า วิเวียน ไมเออร์ เธอคือใคร ผ่านผู้ให้สัมภาษณ์ที่รู้จักเธอ เอามาร้อยเรียงปะติดปะต่อเป็นภาพรวมตลอดเวลาที่เธอยังมีชีวิต
     ความน่าสนใจของหนังอยู่ที่การตามจอน มาลูฟ ไปสืบหาทำความรู้จักหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับ วิเวียน ไมเออร์ ซึ่งพอยิ่งสอบถาม ตามหาข้อมูลต่างๆ ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าชีวิตของ วิเวียน ไมเออร์ เป็นอะไรที่น่าสนใจ พอๆ กับเรื่องภาพถ่ายของเธอที่เก็บเอาไว้ใส่กล่องเป็นอย่างดี พร้อมล็อคกุญแจแน่นหนาเป็นแสนๆ ม้วน เราอาจจะเคยได้ยิน ได้รับรู้ว่าศิลปินบางคนมีรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ค่อนข้างจะแตกต่าง และแปลกแยกจากคนอื่นทั่วไปอยู่บ่อยๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็น่าจะรวม วิเวียน ไมเออร์ เข้าไปด้วย แต่เธออาจจะแปลกคูณสองเท่าตรงที่สิ่งที่เธอทำมันค่อนข้างที่จะขัดแย้งกับการใช้ชีวิตตัวเองอยู่พอสมควร สิ่งที่ทำเป็นประจำแทบทุกวัน คือการสะพายกล้อง Rolleiflex (กล้องทรงสี่เหลี่ยมแนวตั้งกะทัดรัดเลนส์คู่ ที่นิยมกันในยุคทศวรรษ 30 ใช้ฟิล์มขนาด 120 ซึ่งใหญ่กว่าขนาด 35 มม.เป็นกล้องที่ช่างภาพหนังสือพิมพ์ใช้กัน) ออกไปถ่ายภาพตามๆ ตามท้องถนนในเมือง ซึ่งนอกจากภาพถ่ายแล้ว เธอยังมีม้วนวิดีโอที่บันทึกบางเหตุการณ์ เทปบันทึกเสียงที่เอาไว้อัด เวลาออกไปข้างนอกบ้าน ตอนเธอถามถึงทรรศนะต่างๆ ของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ เรื่องที่กำลังเป็นข่าว ไหนจะหนังสือพิมพ์หลายกองสูงเท่าหัวที่เธออ่านแล้วเก็บไว้เป็นปึกๆ จนในห้องนอนตัวเองแทบจะไม่มีทางเดิน ซึ่งเมื่อมองดูถึงสิ่งต่างๆ ที่เธอทำจะเห็นว่า วิเวียน ไมเออร์ มียีนส์ของการเป็นอาชีพสื่อมวลชนอย่างเต็มเปี่ยม (ขนาดข่าวใน นสพ.ที่เธออ่านเจอ แล้วมีคดีอาชญากรรมเกี่ยวกับสตรี เธอก็ตามไปถ่ายถึงที่เกิดเหตุ ราวกับว่าตัวเองเป็นนักข่าว เพื่อสืบหาข้อมูลข้อเท็จจริง)
     แต่สำหรับการใช้ชีวิตของเธอ วิเวียน ไมเออร์ เป็นคนที่แปลกแยกจากสิ่งที่ทำ เธอเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง หลายๆ อย่างเธอจะปกปิดตัวตนจากโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการใช้นามแฝง ชื่อปลอม การสะกดนามสกุลที่ไม่เหมือนกันหลายๆ ครั้ง เวลาต้องไปทำธุรกรรมต่างๆ (เช่น ตอนจ้างรถขนของ บริษัทขนของต้องการเบอร์โทรติดต่อเธอ พร้อมชื่อ เธอบอกว่า ไม่ต้องติดต่อฉัน ถ้าจะติดต่อ เดี๋ยวฉันจะติดต่อไปเอง) การพูดสำเนียงที่แข็งและเกร็ง การห้ามไม่ให้ใครในบ้านไปยุ่งกับของในห้องเธอ อันมีกล่องฟิล์มนับแสนม้วน กองหนังสือพิมพ์เต็มห้อง (สิ่งแรกที่เธอขอเวลาไปทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กบ้านหลังใหม่ก็คือ กุญแจล็อคห้อง!) รวมทั้งเรื่องที่เป็นประเด็นที่สุดก็ คือการปกปิดผลงานภาพถ่ายทั้งหมดของเธอไม่ให้ใครได้เห็น
     ถ้าจำไม่ผิดมีฉากหนึ่งที่ จอน มาลูฟ บอกไว้ว่า “ไม่รู้ผมคิดถูกมั้ย ที่เอาชีวิตของคนที่เขาไม่ได้อยากเปิด มาเปิดเผยให้คนอื่นได้รับรู้ แต่ผมคิดว่าคนทั่วโลกควรจะรู้จักเขาและผลงานภาพถ่ายของเขาที่ถ่ายเก็บเอาไว้ทั้งหมด”
     ฉะนั้น เมื่อมองๆ ไปแล้ว และยึดถือตรรกะ “สื่อมวลชน = การเปิดเผย การเผยแพร่” ต้องบอกว่า วิเวียน ไมเออร์ ทำอะไรที่ค่อนข้างจะสวนทางกันกับวิถีชีวิตตัวเองที่ปกปิดตัวตนจากสังคม แม้เธอจะเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็ก และไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นสื่อมวลชนจริงๆ ก็ตาม (เปรียบเป็นคนในยุคดิจิตอลคงประมาณมีกล้องถ่ายภาพแล้วเก็บไว้ดูคนเดียว แต่ต่างกันตรงที่ผลงานภาพถ่ายของ วิเวียน ไมเออร์ อยู่ในระดับเยี่ยมกว่าช่างภาพมืออาชีพหลายๆ คน) ว่าด้วยเรื่องผลงานภาพถ่าย ส่วนใหญ่ภาพของเธอจะถูกบันทึกจากมุมต่ำ จากการใช้กล้อง Rolleiflex อันมีลักษณะพิเศษที่เวลาจะถ่ายที แทบไม่ต้องยกขึ้นเล็งโดยนาบเข้ากับสายตา เพราะตำแหน่งของวิวไฟน์เดอร์จะตั้งอยู่ส่วนบนของตัวกล้อง ฉะนั้นเวลาจะถ่ายใคร คนที่ถูกบันทึกภาพเลยแทบจะไม่รู้สึกว่าตัวเองถูก (แอบ) ถ่าย เลย และเมื่อรวมกับตำแหน่งของกล้องที่เวลาสะพายอยู่ช่วงท้อง ผลที่ได้คือภาพเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการเก๊ก แลดูมีพลัง


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://pantip.com/topic/32974847..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
     งานถ่ายภาพของวิเวียนนับว่าเข้าขั้นบรมครู แต่กลับไม่มีใครรู้จักเธอเลยในสมัยที่วิเวียนยังมีชีวิตอยู่ แม้กูเกิลจะเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่หาก search ชื่อของเธอเพียง 5 ปีก่อนก็จะไม่พบชื่อของเธออยู่ดี จนกระทั่งนักศึกษาหนุ่ม จอห์น ไปประมูลคลังสมบัติของวิเวียนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อจอห์นแสกนฟิล์มเนกาทีฟดูก็เห็นว่าภาพหลายพันชิ้นของเธอสวยดี (แต่ช่างภาพบอกว่ามิใช่แค่ขั้นสวยดี แต่เข้าขั้นเทพเลยต่างหาก) ภาพของวิเวียนมีครบ การจัดแสง การจัดวาง องค์ประกอบ อารมณ์ขัน ความสดใหม่ จังหวะนั้น! แต่ภาพกว่าแสนชิ้นนั้นไม่เคยถูกแบ่งปันให้ใครได้ชื่นชมเลย ภาพของเธอถูกเก็บไว้ในกลักฟิล์มที่ยังไม่ได้ล้างเป็นส่วนใหญ่ เธอตายอย่างโดดเดี่ยวน่าสะเทือนใจ ก่อนที่ใครจะได้ชื่นชมภาพหรือจดจำเธอ ผมเดาว่าในสมัยของเธอ ยังไม่ได้มีวัฒนธรรมการแชร์แบบโซเชียลเน็ตเวิร์ค การถ่ายภาพในช่วงเวลานั้นน่าเกี่ยวพันกับความเป็นศิลปิน หรือไม่ก็การพานิชย์ แต่วิเวียนไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง ผลงานของเธอจึงอยู่ในห้องแห่งความลับ สถานที่ที่เธอห้ามใครเข้าไปแตะต้อง ที่จริงวิเวียนก็รู้ว่าภาพถ่ายของเธอเป็นภาพที่ดี ครั้งหนึ่งเธออยากจะเผยแพร่อยู่เหมือนกัน แต่ทักษะการจัดการของเธออาจจะน้อยไปหน่อย พลาดตรงที่เธอไปเจรจาอัดภาพกับร้านภาพเล็กๆ ที่อยู่ต่างประเทศ สเป็กการใช้กระดาษก็สูงลิ่ว บวกกับเหตุที่เธอเป็นคนเก็บตัว สถานะทางสังคมก็ไม่ได้สูงอะไรนัก การเจรจาธุรกิจขายภาพและจัดแสดงภาพจึงน่าจะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเธอในยุคสมัยนั้น แต่บางที ที่วิเวียนไม่ได้เผยแพร่ภาพถ่ายก็ดีเหมือนกัน ผมคิดว่า เหตุที่งานของวิเวียนมีพลังเปี่ยมล้นก็เพราะตอนถ่ายไม่ต้องคิดว่าภาพนี้จะขายได้ไหม คนจะชอบไหม คนดูจะคิดว่าอย่างไร จะได้รับคำชมว่าอย่างไร ฯลฯ วิเวียนไม่ต้องคิดเช่นนี้ จึงอยู่กับปัจจุบันขณะ connct กับสภาวะที่อยู่ตรงหน้าได้ดี นอกจากนี้ชีวิตและผลงานของวิเวียนยังตั้งคำถามพวกเราอีกว่า - เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศโดยไม่ต้องมีชุมชนมาเกื้อหนุน - เป็นไปได้ไหมที่การแบ่งปันและชุมชนนั่นเองที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์ผลงาน - หากผลงานของวิเวียนถูกฝังไปกับร่างของเธอ วิเวียน ภาพ และการถ่ายภาพยังจะมีความหมายใดหรือไม่ - ศิลปินจะยังเป็นศิลปินอยู่หรือไม่หากไม่มีใครมารับรู้ผลงานของศิลปินผู้นั้น - เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ระหว่างผลงานที่ดี กับชีวิตที่ดี- ทำไมชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากน้ำดังเช่นวิเวียน จึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานชั้นเลิศได้ วิเวียนยังรับรู้ความงามได้อย่างไร ในขณะที่ชีวิตยังต้องดิ้นรนถึงเพียงนั้น


 

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://porcupinebook.com/2014/12/01/finding-vivian-maier/ ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

บางสิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่เพื่ออยู่
     วิเวียน ไมเยอร์ มีอาชีพแม่บ้านเลี้ยงเด็ก เธอเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่ศิลปิน ไม่ใช่นักศึกษาศิลปะ ไม่เคยเรียนถ่ายภาพ ไม่เคยมีใครมองเห็นความสามารถอย่างอื่นของเธอ นอกจากการเป็นแม่นมคอยเลี้ยงดูเด็กๆ เธออาจจะเป็นคนแปลก ชอบเก็บตัวลึกลับ สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่สวมหมวกปิดผม ไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัว ใช้ชื่อปลอม เมื่อเธอตายไปหากฟิล์มถ่ายภาพจำนวน 30,000 กว่าภาพ (ส่วนหนึ่งที่เธอมี) ไม่ตกไปอยู่ในมือของ John Maloof นักสะสมของเก่า นักศึกษากำลังทำรายงาน กระโดดมาทำหนังสารคดีเรื่องนี้เพื่อตามหาวิเวียน ไมเยอร์ มันอาจจะไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าฟิล์มถ่ายภาพของอดีตแม่บ้านเลี้ยงเด็กคนหนึ่ง
     ประเด็นของหนังเรื่องนี้นอกจาก John Maloof ต้องการรู้ให้ได้ว่าเขาครอบครองฟิล์มนี้จากช่างภาพคนใด เพราะภาพถ่ายที่เขาประมูลมามีความงดงามเกินกว่าที่จะเป็นช่างภาพธรรมดาถ่ายเอาไว้ เมื่อเขายิ่งขุดค้นเข้าไปในชีวิตของวิเวียน เขายิ่งประหลาดใจ เพราะเธอเป็นมนุษย์ที่ต่างจากคนอื่น แน่นอนบางเบาะแสพบว่าเธอก็อยากจะเผยแพร่ผลงานของเธอ แต่มันก็มิได้มีอะไรแจ่มชัดนักว่า ทำไมเธอจึงถ่ายภาพและเก็บมันเอาไว้โดยไม่เคยพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ
     ไม่ใช่เพียงภาพถ่าย เธอยังเก็บของมากมายเอาไว้ในห้อง จนเราเชื่อว่าอย่างน้อยเธอน่าจะมีอาการ Hoarders การเก็บของของเธอได้รับการพูดถึงบ่อยๆ จากนายจ้างที่เธอทำงานด้วย หนังไม่ได้พูดเพียงความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เด็กที่เธอเลี้ยงมาให้สัมภาษณ์ว่าเธอมีด้านมืด โดยเฉพาะเด็กที่เธอเลี้ยงในช่วงหลังๆ ก่อปัญหาสภาพจิตให้พวกเขา นายจ้างคนสุดท้ายที่จ้างเธอไม่อยากรู้ว่าวิเวียนอัจฉริยะอย่างไร แต่อยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ การค้นหาวิเวียนจึงไม่ใช่การรำพึงรำพันถึงความสามารถของเธอเพียงฟากเดียว แต่กลับค้นหาว่าเธอทำอย่างนี้เพื่ออะไร อะไรกันที่ผลักดันให้อัจฉริยะภาพต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และโดดเดี่ยวเพียงนี้ จนถึงบางครั้งเราไม่อาจเข้าถึงสิ่งที่เธอต้องการได้เลย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างที่เธอมีกับผู้คนดูเหมือนจะต่ำมากกว่าปกติ ทว่าภาพถ่ายของเธอบนถนนกลับสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งเจาะลึกลงไปถึงอารมณ์ของตัวแบบ ซึ่งไม่ใช่ว่าช่างภาพทุกคนจะทำได้
     สิ่งที่เห็นอย่างแจ่มชัดที่สุดก็คือ ผลงานภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยม ในฐานะที่เธอมีอาชีพที่บางคนอาจจะคิดว่ามันไร้ค่า เป็นเพียงอาชีพหนึ่งที่จะดำรงชีวิตในโลกใบนี้ได้ ทว่าเธอมิเคยอวดอ้างในสิ่งที่เธอทำลงไป งานที่เธอชอบจริงๆ งานที่เธอทำทุกวันอย่างมั่นคงไม่ลดหย่อน ถ่ายทุกสิ่งที่เห็น เก็บทุกอย่างที่เธอคิดว่าเธอรักมันอย่างไม่มีคำตอบ สิ่งนี้เองที่เราได้เรียนรู้จากเธอ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดของงานถ่ายภาพที่เธอรัก มันไม่ใช่ผลตอบแทน ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีเงิน ไม่มีชีวิตที่ดีกว่า มีเพียงแม่บ้านเลี้ยงเด็กไปตลอดชีวิต ทว่าเธอกลับยืนผงาดหลังความตาย ด้วยผลงานที่เธอไม่เคยให้ใครได้เห็น
     Finding Vivian Maier ทำให้ผู้ชมสะเทือนอารมณ์ หนังสอดแทรกมุกตลกดำมืด และสำหรับคนรักภาพถ่าย มันเป็นหนังที่ทำให้คุณอยากเดินออกไปถ่ายภาพ ม้วนแล้วม้วนเล่า ฟิล์มแล้วฟิล์มเล่า และทำมันโดยไม่คิดว่ามันเป็นอะไร


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://www.streetphotothailand.com/article/5..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

Vivian Maier ช่างภาพสตรีทในร่างพี่เลี้ยงเด็ก
by Akkara Naktamna
     ผมอยากจะเล่าเรื่องของช่างภาพสตรีทที่เป็นผู้หญิงซักเรื่องหนึ่ง แต่ก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเล่าเรื่องของใครดีในหัวผมมีอยู่ประมาณสามคนได้แก่ Helen Levitt, Diane Arbus และ Vivian Maier คิดไปมาสามตลบก็ได้คำตอบกับตัวเองว่าควรจะเล่าเรื่องที่นอกจากจะบันเทิงแล้ว ก็สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงได้ข้อคิดที่ดีกลับไปด้วย สุดท้ายผมก็เลือกเธอคนนี้ครับ วิเวียน มายเออร์ (Vivian Maier)
     ในปี 2007 มีข่าวหนึ่งที่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นของวงการถ่ายภาพสตรีท และอาจสั่นสะเทือนทั้งวงการถ่ายภาพเลยก็ว่าได้เรื่องที่ว่าคือมีผู้ค้นพบฟิล์มเนกาทีฟจำนวนมากของบุคคลนิรนาม โดยภาพถ่ายเหล่านั้นบรรยายเรื่องราวต่างๆบนท้องถนนเมืองชิคาโกเอาไว้ในช่วงปี 1950 - 1990 ไม่มีใครรู้ว่าคนผู้นี้เป็นใครอย่างแน่ชัด แต่การสืบทราบภายหลังพบว่าผู้ที่ถ่ายงานสตรีทระดับมาสเตอร์พีซจำนวนมากนี้ไว้เป็นผู้หญิงและเธอไม่ได้เป็นช่างภาพมืออาชีพ เธอเป็นเหมือนเราๆท่านๆที่พกกล้องออกจากบ้านไปถ่ายภาพตามท้องถนนในนามของ "มือสมัครเล่น" แถมที่หนักข้อกว่านั้นคือ เธอเป็นแค่พี่เลี้ยงเด็กเท่านั้น
     งานของวิเวียน มายเออร์ถูกค้นพบโดย จอห์น มาลูฟ (John Maloof) ผู้ที่กำลังจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในย่านที่อยู่อาศัยของเขาทางสำนักพิมพ์นั้นต้องการภาพถ่ายโบราณของเมืองชิคาโกจำนวนมากมาประกอบหนังสือ จอห์นจึงเที่ยวค้นหาภาพถ่ายเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานานจนมาได้มาพบกับกล่องเก็บฟิล์มเนกาทีฟใน Auction House เล็กๆแห่งหนึ่ง ที่เขียนบอกสั้นๆว่าเป็นภาพถ่ายของเมืองชิคาโก จอห์นไม่สามารถดูรายเอียดข้างในได้แต่ก็ประมูลด้วยเงิน $400 และได้ฟิล์มเนกาทีฟจำนวนมากถึง 30,000 ชิ้นกลับบ้าน
     ภาพในฟิล์มเหล่านั้นไม่สามารถนำมาใช้ประกอบหนังสือได้เพราะว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับย่านที่เขาอยู่เลย เขาจึงเก็บฟิล์มทั้งหมดยัดใส่ตู้ไว้ และไม่ได้นำออกมาดูอีกจนกระทั่งหนังสือของเขาพิมพ์เสร็จ วันหนึ่งเขากลับมาเปิดดูกล่องนั้นอีกครั้ง และลองตรวจสอบฟิล์มในกล่องทั้งหมด ภาพถ่ายในฟิล์มเหล่านั้นกระตุ้นให้จอห์นลุกขึ้นไปหยิบกล้องคอมแพคออกไปถ่ายภาพทั้งที่เขาไม่เคยถ่ายภาพมาก่อนเลย เขาได้ถ่ายภาพตามสถานที่ต่างๆที่วิเวียนเคยถ่ายเอาไว้ จากที่ทำเล่นๆกลายเป็นความชื่นชอบในที่สุด (ถึงขนาดซื้อกล้อง Twin Lens มาใช้) สุดท้ายจอห์นก็กลายเป็นช่างภาพสตรีทตามวิเวียน มายเออร์ไปอีกคน (ไปดูภาพถ่าย Street ของเขาได้ที่ http://www.johnmaloof.com)
     เขานำภาพถ่ายของเธอไปโพสต์ลงบน Blog ส่วนตัวของเขา แต่ผ่านไปหนึ่งเดือนแทบไม่มีผลตอบรับอะไรเลย จึงได้ลองเอาไปโพสต์ลงบน Flickr กระดานของ HCSP (Hardcore Street Photography) ผลปรากฏว่ามีผลตอบรับมากมายจนตอบกันไม่หวาดไม่ไหว (เขาได้รับอีเมล์จากทั่วโลกกว่า 200 ฉบับ) ด้วยความหลงใหลภาพถ่ายเหล่านั้นจอห์นจึงเสาะหาข้อมูลของช่างภาพที่เป็นเหมือนต้นแบบในการถ่ายภาพของเขา จอห์นได้ไปพบชื่อ Vivian Maier เขียนอยู่บนซองใส่ภาพถ่าย เขาลองเอาชื่อนี้ไปหาในกูเกิล และพบเพียงข่าวงานศพของเธอในชิคาโกทริบูน วิเวียน มายเออร์เสียชีวิตลงเมื่อสามวันก่อนหน้านี้
     วิเวียน โดโรธี มายเออร์ (Vivian Dorothy Maier) เกิดที่นิวยอร์คในปี 1926 มีพ่อเป็นชาวออสเตรียชื่อ Charles Maier และแม่ชาวฝรั่งเศส Maria Jaussaud Maier หลังจากที่พ่อของเธอเสียชีวิตลง แม่และวิเวียนกลับไปยังฝรั่งเศสบ้านเกิดของผู้เป็นแม่ จนอายุได้ 25 ปีจึงออกเดินทางกลับมายังนิวยอร์คอีกครั้งในปี 1956 และเธอได้ตอบรับงานการเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัว Gensburg ในชิคาโก จริงๆแล้วเธอไม่ได้สนใจที่จะเป็นพี่เลี้ยงเด็กซักเท่าไหร่ แต่เธอไม่รู้จะทำงานอะไรในตอนนั้น
     จากผู้คนที่เคยใกล้ชิดเธอเล่าให้ฟังว่า วิเวียนมีลักษณะคล้ายๆกับ แมรี่ ป๊อบปิ้นส์ (พี่เลี้ยงเด็กในวรรณกรรมเยาวชน) ตัวสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว จมูกโด่งมาก พูดติดสำเนียงฝรั่งเศส เธอชอบใส่เสื้อโค้ทของผู้ชาย รองเท้าขนาดใหญ่ กระโปรงยาว วิเวียนเป็นคนตรงๆ เห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น มีลักษณะของคนขี้โมโหอยู่หน่อยๆ และค่อนข้างโดดเดี่ยว เธอมักไม่พูดถึงเรื่องราวส่วนตัวของเธอมากนัก ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าเธอมีแฟน หรือสามี ครั้งหนึ่งเคยมีคนเรียกเธอผิดว่า Mrs. Maier (นางมายเออร์) เธอสวนแบบทันควันเลยว่า "นางสาวต่างหาก! และฉันภูมิใจกับคำนำหน้านี้ด้วย" ถึงกระนั้นเธอก็เป็นพี่เลี้ยงเด็กที่ดีและมีความสามารถคนหนึ่ง
     วิเวียนออกจากบ้านในวันหยุดโดยมีกล้องคล้องอยู่ที่คอ เธอถ่ายภาพด้วยกล้อง Rolleiflex Twin Lens รอบๆเมืองชิคาโก ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพต่างๆบนท้องถนน เด็กๆ ผู้หญิง คนแก่ คนยากจน และเธอมักจะถ่ายรูปของตัวเองสะท้อนกับกระจกไว้เสมอ ภาพของเธอเป็นสตรีทโฟโต้อย่างไม่ต้องสงสัย และหากมีคนดังเข้ามาในเมือง วิเวียนจะรีบออกไปเบียดเสียดกับฝูงชนเพื่อถ่ายรูปเก็บเอาไว้เป็นประจำ
     วิเวียนใช้ห้องน้ำในบ้านของครอบครัว Gensburg เป็นห้องมืดชั่วคราว เธอมักจะเก็บตัวอยู่ในนั้นเป็นเวลานาน ครอบครัว Gensburg ไม่ค่อยได้เห็นภาพถ่ายของวิเวียน ครั้งหนึ่งเธอเคยเอาภาพที่เธอถ่ายเด็กๆตามท้องถนนมาให้ดู แต่เธอก็ไม่ได้ให้ภาพถ่ายนั้นกับครอบครัว Gensburg เธอว่า "หากคุณต้องการมัน คุณควรต้องจ่ายเงิน" อย่างไรก็ตามวิเวียนก็ไม่เคยขายภาพถ่ายของเธอให้กับใคร
     ช่วงระหว่างปี 1959 - 1960 เป็นเวลา 6 เดือนที่วิเวียน มายเออร์ออกท่องโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว เธอใช้เงินจากการขายหุ้นของฟาร์มที่ครอบครัวเธอมีหุ้นส่วนอยู่ เงินจำนวนนั้นพาเธอไปหลากหลายสถานที่ตั้งแต่ลอสแองเจลิส, มะนิลา ฟิลิปปินส์, ปักกิ่ง, อียิปต์, อิตาลี, ฝรั่งเศส, นิวยอร์ค รวมถึง "กรุงเทพฯ" วิวเวียน มายเออร์ก็เคยเดินทางมาถึง และเธอไม่เคยบอกกับใครว่าเธอไปที่ไหนมา แม้แต่ครอบครัว Gensburg เองก็ตาม
     หลังจากครอบครัว Gensburg แล้ววิเวียนทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกหลายแห่ง แต่ละแห่งเธอมักจะหอบเอากล่องที่เก็บสิ่งของต่างๆของเธอ โดยเฉพาะเนกาทีฟฟิล์มจำนวนมากไปด้วย ครั้งหนึ่งเธอไปสัมภาษณ์งาน (พี่เลี้ยงเด็ก) กับ Zalman Usiskin อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่ ม.ชิคาโก เธอบอกกับ Zalman ว่า "ฉันขอบอกคุณอย่างหนึ่ง ฉันมาพร้อมกับชีวิตของฉัน และชีวิตของฉันอยู่ในกล่องเหล่านั้น" เขาไม่รู้ว่ากล่องเหล่านั้นมันมีจำนวนเท่าไหร่ จึงบอกเธอกลับว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงที่บ้านของเรามีที่มากพอ" Zalman ไม่เคยรู้ว่าวิเวียนจะมาพร้อมกล่องมากกว่า 200 ใบ!
     เธอเคยเลี้ยงดูเด็กพิการจากครอบครับ Bayleander ที่นี่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม วิเวียนมาพร้อมกับกล่องนับร้อยใบ เธอตระเวณถ่ายภาพ ไปดูหนัง อ่านวิจารณ์ภาพยนตร์ และพูดคุยเรื่องการเมือง เธอเคยถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเรื่องพูดคำหยาบทางโทรศัพท์ และการเดินที่ประหลาดของเธอ (เธอเดินชนคนอื่น ลงส้นหนัก และแกว่งแขนกว้างมากผิดปกติ)
     ลักษณะการถ่ายภาพของเธอก็เปลี่ยนไป จากที่ถ่ายภาพตามท้องถนน เธอเริ่มถ่ายภาพอื่นๆที่ออกไปในทางแอบสแตรค ไม่มีภาพสถานที่ท่องเที่ยว Phil Donahue นายจ้างอีกคนหนึ่งของเธอเล่าว่า เขาเคยเห็นวิเวียนถ่ายภาพครั้งหนึ่ง แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นภาพถ่ายศิลปะอะไรได้ เพราะเธอถ่ายภาพสิ่งของในถังขยะ
     ในที่สุดวิเวียนก็ย้ายเข้าไปอยู่ในอาร์พาทเมนต์ถูกๆแห่งหนึ่งที่ Cicero Lane และ Matthew Gensburg เด็กน้อยสองคนที่วิเวียนเคยเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อนกลับมาติดต่อกับวิเวียนอีกครั้ง พวกเขาพบว่าเธออาศัยอยู่ในอาร์พาทเมนต์ที่ซอมซ่อเอามากๆ จึงยืนกรานที่จะพาเธอไปอยู่ที่อาร์พาร์ทเมนต์ทีดีกว่านี้ใน Rogers Park ครอบครัว Gensburg เชื่อว่าก่อนที่พวกเขาจะเข้ามาช่วยเหลือ วิเวียนใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งเงินจากประกันสังคม มีหลักฐานหนึ่งที่จอห์น มาลูฟค้นพบคือ ในจำนวนกล่องหลายกล่องของวิเวียนมีเช็คเงินสดจากพันธบัตรของรัฐบาล และใบถือหุ้นจากบริษัทต่างๆอยู่จำนวนมาก รวมจำนวนเงินมากกว่า $1,000 แสดงว่าเธอยังมีรายได้จากทางอื่นมาเลี้ยงดูตัวเธอเอง นั่นอาจเป็นความต้องการของเธอที่จะอยู่ในที่ๆค่อนข้างเสื่อมโทรม เหมือนกับที่นายจ้างคนหนึ่งเคยบอกว่า "เธอเป็นคนที่ชอบทำตัวจน และเธอภูมิใจกับการทำตัวแบบนั้นซะด้วย"
     วิเวียนมักชอบเดินคนเดียวในตอนกลางคืนไปในแหล่งที่ไม่ปลอดภัย พูดคุยกับคนจรจัด ให้คำปรึกษากับคนเหล่านั้นและช่วยพาพวกเขาไปที่สถานสงเคราะห์ เรื่องนี้ทำให้ครอบครัว Gensburg เป็นห่วงอย่างมาก กลัวว่าเธอจะไม่ปลอดภัยจากเรื่องเหล่านั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
     วิเวียน มายเออร์ เสียชีวิตด้วยสาเหตุลื่นล้มจากก้อนน้ำแข็งขณะเดินเข้าไปยังตัวเมือง รวมอายุได้ 83 ปี ทิ้งไว้เพียงภาพถ่ายที่มากกว่า 150,000 ชิ้น (จากการรวบรวมล่าสุด) ตั้งแต่ปี 1950 - 1990 รวมถึงชีวิตส่วนตัวของเธอที่ยังคงคลุมเครือจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่เธอเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังไม่ใช่แค่ภาพถ่ายที่ล้ำค่าเหล่านี้เท่านั้น ชีวิตของเธอยังบอกให้เรารู้ด้วยว่า การทำสิ่งที่เรารักไม่จำเป็นต้องเอามาโอ้อวดใคร หรือต้องทำให้คนอื่นชื่นชอบ และยอมรับเสมอไป
     ความสุขตอนที่มองผ่านวิวไฟน์เดอร์ เห็นเรื่องราวในนั้น และได้ยินเสียงกดชัตเตอร์อาจมีค่ามากพอและอยู่เหนือสิ่งที่อื่นใดที่ดู "ไร้สาระ" บนโลกนี้แล้ว



หนังตัวอย่าง:

รางวัล:Nominated for 1 Oscar. Another 7 wins & 15 nominations

 

 

Academy Awards, USA 2015

Nominated
Oscar
Best Documentary, Feature
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

BAFTA Awards 2015

Nominated
BAFTA Film Award
Best Documentary
 

American Cinema Editors, USA 2015

Nominated
Eddie
Best Edited Documentary - Feature
Aaron Wickenden 
 

Central Ohio Film Critics Association 2015

Won
COFCA Award
Best Documentary
 

Cinema Eye Honors Awards, US 2015

Won
Cinema Eye Honors Award
Outstanding Achievement in a Debut Feature Film
John Maloof 
Charlie Siskel 
Nominated
Cinema Eye Audience Choice Prize
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

Detroit Film Critic Society, US 2014

Nominated
DFCS Award
Best Documentary
 

Directors Guild of America, USA 2015

Nominated
DGA Award
Outstanding Directorial Achievement in Documentary
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

Dublin Film Critics Circle Awards 2014

Won
DFCC
Best Documentary
 

Edinburgh International Film Festival 2014

Nominated
Audience Award
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

Georgia Film Critics Association (GFCA) 2015

Nominated
GFCA Award
Best Documentary
 

Humanitas Prize 2014

Nominated
Humanitas Prize
Documentaries - Special Awards Category
Ben Cotner (director) 
Ryan White (director) 
For 
Merchants of Doubt and The Case Against 8
Documentary
 

International Documentary Association 2014

Won
Creative Recognition Award
Best Writing
John Maloof 
Charlie Siskel 
Nominated
IDA Award
Best Feature
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

Miami Film Festival 2014

Won
Grand Jury Prize
Knight Documentary Competition
Charlie Siskel 
John Maloof 
 
Tied with The Overnighters (2014).
 

Palm Springs International Film Festival 2014

Won
John Schlesinger Award
John Maloof 
Charlie Siskel 

We were moved and awed by the filmmakers'' dogged yet sensitive approach to a relentless and covert ... More

Nominated
Audience Award
Best Documentary Feature
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

San Francisco Film Critics Circle 2014

Nominated
SFFCC Award
Best Documentary
 

Satellite Awards 2014

Nominated
Satellite Award
Best Motion Picture, Documentary
 

Shanghai International TV Festival 2014

Won
Magnolia Award
Special Jury Award for Documentary
John Maloof 
Charlie Siskel 
Nominated
Magnolia Award
Best Documentary
John Maloof 
Charlie Siskel 
 

St. Louis Film Critics Association, US 2014

Nominated
SLFCA Award
Best Documentary Feature Film
 

Writers Guild of America, USA 2015

Nominated
WGA Award (Screen)
Best Documentary Screenplay
John Maloof (written by) 
Charlie Siskel (written by) 
 
 


A documentary on the late Vivian Maier, a nanny whose previously unknown cache of 100,000 photographs earned her a posthumous reputation as one of the most accomplished street photographers.

Storyline

Real estate agent John Maloof explains how a trip to a local auction house, in search for old pictures to use for a history book about his neighborhood, resulted in him bidding and winning a box full of old negatives. John goes through the massive quantity of negatives, describes how impressed he is by the quality of the images, becomes quickly determined they are not reverent to his project and just puts them away. That could have very likely had been the end of the story, if the power of the images had not pushed him to fall in love with photography. John confides that his photo hobby quickly motivated him to set up a darkroom and devote large amounts of time shooting. As he learned more about photography, he recognized that those negatives he had bought, then stored, were the work of a real master. In an attempt to confirm his suspicion, he selected about 100 images and put them online with the hope that the feedback would confirm his judgement as to the strength of the images.

Finding Vivian Maier is a 2013 documentary film about the photographer Vivian Maier, written, directed and produced by John Maloof and Charlie Siskel. Maier''s photographic legacy was largely unknown during her lifetime. The film documents how Maloof discovered her work and, after her death, uncovered her life as a nanny and a photographer in Chicago through interviews with people who knew her.

Jeff Garlin was executive producer; Chris McKinley, Lars Mortensen and Mary Prendergast were associate producers. It had its world premiere at the 2013 Toronto International Film Festival on 9 September 2013. It has won various awards, and was nominated for the Academy Award for Best Documentary Feature at the 87th Academy Awards.


 


เข้าชม : 3353    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: BeautifulPicture: originAmericanCanadianAustralian: documentary: recommend: SubtitleEnglish: FeelGood



สารคดีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ