[ ดูREVIEWทั้งหมด ]

   

INDY MOVIE REVIEWS

 
     
 
   
 
 

Moses and Aaron (1975)

(บรรยายอังกฤษ)

 
   

Directer:Danièle Huillet, Jean-Marie Straub   Producer:Danièle Huillet, Jean-Marie Straub Writter:Arnold Schönberg  Music:Arnold Schönberg Cinematography:Renato Berta,

Giovanni Canfarelli Modica, Saverio Diamante, Ugo Piccone Editor:Danièle Huillet,

Jean-Marie Straub  Running time:107 min   Country:Austria | France | West Germany | Italy  Language:German Genre:Drama Music  Subtitle: English
Starring:
Günter Reich ... Moses, Louis Devos ... Aron, Eva Csapo ... Junges Mädchen,

Roger Lucas ... Junger Mann, Richard Salter ... Anderer Mann, Werner Mann ... Priester,
Ladislav Illavsky ... Ephraîmit
, Elfriede Obrowsky ... Kranke, Helmut Baumann ... Tänzer,
Jürg Burth ... Tänzer
, Nick Frarrant ... Tänzer,

Wolfgang Kegler ... Tänzer, Michael Molnar ... Tänzer

 

   


Moses and Aaron
หรือ Moses und Aron

     คือโอเปร่า3แอ็กของเยอรมันประพันธ์โดย Arnold Schoenberg คีตกวียุคโมเดิร์น ว่าด้วยเรื่องราวจาก Exodusและในเวอร์ชั่นนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ โดย 2ผู้กำกับ Danièle Huilletและ Jean-Marie Straub


ประวัติผู้แต่ง อาร์โนลด์ โชนเบิร์ก (Arnold Schoenberg,1874-1951)

(บทความนี้ตัดมาจาก..http://student.nu.ac.th/pick_ed/LESSON9.htm ..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

    อาร์โนลด์ โชนเบิร์ก (Arnold Schoenberg,1874-1951) เกิดที่กรุงเวียนนาประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 1874 ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เพลงไว้หลายรูปแบบตามแนวความคิดในช่วงปลายสมัยโรแมนติก โดยเริ่มต้นในฐานะผู้ที่เดินตามรอยของวากเนอร์ (Wagner) สเตราส์ (R.Strauss) มาห์เลอร์ (Mahler) และบราห์มส์ (Brahms) โชนเบิร์กได้ศึกษาดนตรีกับครูอย่างจริงจังเพียงเครื่องไวโอลินเท่านั้น ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ เขาใช้เวลาว่างในการฝึกหัดเล่นเอาเองทั้งนั้น ไม่ได้เรียนจากใครเลย แต่เขาก็สามารถเล่นได้ดีทุกอย่าง
   สไตล์การแต่งเพลงของโชนเบิร์กเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดยเขาได้ริเริ่มคิดการแต่งเพลงโดยใช้แนวคิดใหม่คือใช้ระบบทเว็ลฟ-โทน (Twelve Tone System) คือ การนำเสียงสูง – ต่ำทั้งหมด 12 เสียง มาเรียงกันเป็นลำดับที่แน่นอนโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้มีเสียงหลัก (Tonic) ซึ่งหลักสำคัญคือ ทฤษฏีที่ว่าด้วยเสรีภาพของเสียง และความสำคัญเท่าเทียมกันของเสียงทุกเสียง
   ในดนตรี (The Freedom of Musical Sound : The Atonality) อันเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของดนตรี “เซียเรียล มิวสิก” (Serial Music) ซึ่งพัฒนาความคิดรวบยอดของมนุษย์ในปรัชญาดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20 ให้ก้าวไกลควบคู่ไปกับวิทยาการสมัยใหม่
   โชนเบิร์กใช้ “ระบบทเว็ลฟ - โทน” ในผลงานหมายเลขสุดท้ายของ Five Pieces for Piano ในปี 1923 และในท่อนที่ 4 ของ Serenade ในปีเดียวกัน ผลงานการประพันธ์ชิ้นแรกของโชนเบิร์กที่สร้างขึ้นด้วย “ระบบทเว็ลฟ - โทน” โดยตลอดคือ Suite for Piano ในปี 1924 ระบบ “ระบบทเว็ลฟโทน” กลายเป็นเครื่องมือการทำงานของโชนเบิร์กที่เขาใช้ด้วยความชำนาญอย่างน่าพิศวงและไม่ซ้ำซากจำเจ นอกจากประสบความสำเร็จในด้านการต้อนรับของผู้ฟัง แล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์การนำไปสู่แนวคิดความเข้าใจเรื่องดนตรีซึ่งแตกต่างไปจากเดิมที่ยึดถือกันมากว่า 300 ปี
    นอกจากผลงานด้านดนตรีแล้วโชนเบิร์กยังมีผลงานเขียนด้วย ได้แก่ “ทฤษฎีแห่งเสียงประสาน” (Harmonielehre) ในปี 1911 ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ (Theory of Harmony) ในปี 1947 และยังเป็นอาจารย์สอนการประพันธ์ดนตรีในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งถือว่ามีคุณค่าต่อวงการดนตรีต่อ ๆ มา
   ในบั้นปลายชีวิตของโชนเบิร์กเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกันและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายจนถึงแก่กรรมในปี 1951 ขณะอายุได้ 77 ปี (ไพบูลย์ กิจสวัสดิ์, 2535 : 260)


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://pirun.ku.ac.th/~b5310301097/Untitled-2.html..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

    ระบบเสียงแบบ Tonal music ที่เป็นรากฐานของดนตรีตะวันตกมานับร้อยๆ ปี มาถึงทางตันในช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้เกิดดนตรีที่ตรงกันข้าม ที่เรียกว่า Atonal music ระบบดนตรีแบบนี้ค่อยๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในราวปี 1880 แล้วมาพัฒนาต่อยอดเป็นระบบที่ชัดเจนโดย Arnold Schoenberg ในปี ค.ศ. 1921 เพลงดนตรีในระบบใหม่นี้นำไปสู่แนวคิดที่ใช้เหตุผลเป็นหลักในการแต่งเพลง
   นั่นหมายถึงฐานคิดที่เปลี่ยนผ่าน จากการที่เมื่อก่อนการฟังดนตรีเป็นไปเพื่อความบันเทิง และความไพเราะของบทเพลงนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แนวคิดแบบดนตรีชนิดใหม่ทำให้การฟังดนตรีเป็นเรื่องของความเข้าใจ เป็นเรื่องของบุคคลอีกชนชั้นหนึ่งที่มีการศึกษาเท่านั้นจึงจะสามารถ ''เข้าใจ'' ดนตรียากๆ แบบนี้ได้
    การประพันธ์ดนตรีชนิดใหม่ที่ว่านี้กลายเป็นการประพันธ์กระแสหลักในการศึกษาดนตรีตะวันตกมาตลอดช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง เพราะสุดท้ายผู้ฟังกลุ่มที่เป็น mass ก็ยังเลือกที่จะเสพงานแบบเก่าของ Mozart หรือ Beethoven อยู่ดี) การกบฎที่กลายสภาพเป็นการศึกษาเป็นกระแสหลักนี้ สุดท้ายแล้วย่อมถูกสั่นคลอนอีกครั้งด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    สงครามและวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลให้แนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้น การต่อต้านสงครามของศิลปินกลุ่ม Dada ส่งผลให้เกิดศิลปินอย่าง Schoenberg ก็จริง แต่ก็ขยายผลสืบเนื่องไปถึงนักแต่งเพลงกลุ่มใหม่ๆ อย่าง John Cage ในอเมริกา หรือ Stockhausen ในเยอรมันด้วย


(บทความนี้ตัดมาจาก..http://www.oknation.net/blog/print.php?id=168900..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)
เสียงแห่งความเสมอภาคเท่าเทียม
    ดนตรีคลาสสิกในยุคศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาหลุดออกมาจากรูปแบบของดนตรีคลาสสิกในยุคอดีต หนึ่งในคีตกวีผู้สร้างรูปแบบใหม่ของดนตรีคลาสสิกขึ้นมา คือ Arnold Schoenberg ผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กับยุคของจิตกรรมแนว Impressionism ที่ถูกต่อต้านจากกลุ่ม Realism, เพลงของ Schoenberg ถูกสร้างจากทฤษฎีใหม่ที่เขาคิดขึ้น Twelve Tone System ระบบ 12 เสียง คือตัวโน๊ตทั้งหมดที่มีอยู่ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที รวมกับครึ่งเสียงระหว่าง 7ตัวโน๊ตนี้ รวมเป็น 12 เสียง โดยทฤษฎีเดิมจะสร้างเพลงจากบันไดเสียง 7 เสียง และมี Key ของเพลงที่กำหนดให้เพลงอยู่ในระดับเสียงเดียวกัน แต่ Schoenberg ไม่ได้สร้างเพลงจากทฤษฎีแบบเดิม เขาสร้างเพลงจากทั้ง 12 เสียงเลยและไม่มี Key ของเพลงอย่างที่เคยทำกันมา ซึ่งในยุคนั้นถูกต่อต้านอย่างรุนแรงกว่าครั้งใดที่ผ่านมา เพราะแม้แต่คีตกวีด้วยกันเองก็ไม่อาจจะยอมรับได้ ถึงขั้นที่ผู้ชมแสดงอารมณ์ต่อต้านอย่างรุนแรงหลังจากที่ได้มีการแสดงดนตรีไป ถึงกระนั้นก็ตาม Schoenberg ยังมีผู้ที่ได้มาเป็นลูกศิษย์และได้สืบทอดแนวคิดใหม่นี้ Anton Webern คือคีตกวีอีกผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์เพลงตามแนวทางของอาจารย์ ซึ่งเพลงตามแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ที่เราได้ฟังกันเป็นปกติแล้วในปัจจุบัน
     จากแนวคิดนี้ผมจึงได้นำมาเป็นแนวทางในการสร้างเพลงชื่อ Justice for All –ความเสมอภาคเท่าเทียม หามีได้หรือไม่ ซึ่งเอาเพียงการสร้างเพลงจาก 12 เสียงเท่านั้น ไม่ได้นำทฤษฎี Twelve Tone System มาใช้เพราะไม่มีข้อมูลของทฤษฎีนี้เลย คือเพียงใช้ตัวโน๊ต 12เสียง เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมกันจากการนำเสนอเสียงทั้ง 12 เสียง ที่ถูกเลือกใช้หมดทุกเสียง ไม่ได้ใช้เพียงแค่ 7 เสียง เพื่อนำเสนอแทนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งจะได้นำเสนอเสียงเพลงในโอกาสต่อไป …ความเสมอภาคเท่าเทียมอยู่หนใด…


(บทความนี้ตัดมาจาก.. https://sites.google.com/site/mrjisclassroom/prawati-sangkhit-kwi-laea-phl-ngan/arnold-schoenberg..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

Arnold Schoenberg
ระยะเวลา สถานที่ เกิดและตาย
เกิด : 13 กันยายน 1874
ตาย : 1951
สัญชาติ (Nationality)
ชาวออสเตรีย
Austrian
ยุคสมัยดนตรีและระยะเวลา (Style / Period)
ยุคโมเดิร์น ค.ศ.1920 - ปัจจุบัน
อัตชีวประวัติ (Biography)
อาร์โนลด์ เชินแบร์ก (Arnold Schoenberg) นักแต่งเพลงชาวออสเตรีย สัญชาติอเมริกัน เป็นผู้คิดค้นระบบ Twelve Tone System คือ การนำเสียงดนตรีสูงต่ำ 12 เสียง มาเรียงต่อกันเป็นลำดับที่แน่นอน เป็นผู้นำด้านการเขียนทำนองเพลงที่มีความซับซ้อน ไม่มีบันไดเสียง (Atonal) เป็นงานดนตรีที่เล่นยาก และฟังยาก ผลงานของเขาจึงถูกปฏิเสธที่จะนำออกแสดงจากผู้กำกับวงและนักดนตรีอยู่เสมอ การประพันธ์ของเขามีความแตกต่างไปจากดนตรียุคคลาสสิกในยุคก่อนหน้านั้นเป็นอย่างมาก


(บทความนี้ตัดมาจาก.. http://th.wikipedia.org/wiki/โมเสส..ขอขอบคุณท่านผู้เขียนมา ณ.ที่นี้)

ประวัติของโมเสส

     โมเสส (อังกฤษ: Moses; ฮีบรู: מֹשֶׁה‎; อาหรับ: موسى‎) คือผู้นำศาสนาของชนชาติยิวก่อนที่จะมีพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู โมเสสเป็นทั้งผู้บัญญัติกฎ ผู้พยากรณ์ นักประวัติศาสตร์ และยังเป็นผู้ถ่ายทอดคัมภีร์โตราห์หรือหนังสือห้าเล่มในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิม อีกทั้งยังเป็นผู้พยากรณ์คนสำคัญของอิสลามและศาสนาบาฮาอี
อัตชีวประวัติของท่านที่ได้บันทึกไว้ในพระธรรมเบญจบรรณ (พระคัมภีร์ห้าเล่มแรก ที่เชื่อกันว่า โมเสสเป็นผู้เรียบเรียงขึ้น)
      พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวไว้ว่า โมเสสเกิดในตระกูลเลวี บิดาชื่อ อับราม มารดาชือ โยเคเบด มีพี่ชาย คือ อาโรน ก่อนหน้าโมเสสเกิด ฟาโรห์แห่งอียิปต์ เห็นว่าชาวยิวมีจำนวนมากและแข็งแกร่ง จึงต้องการลดปริมาณชาวยิวลง โดยมีคำสั่งให้อิสราเอลนำเด็กเกิดใหม่ที่เป็นเพศชาย ทิ้งลงแม่น้ำไนล์ แต่มารดาของโมเสสได้ซ่อนโมเสสไว้ จนกระทั่งถึงวัยที่ไม่สามารถจะหลบซ่อนได้อีก มารดาจึงนำโมเสสใส่ตะกร้าวางไว้ในกอไม้ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ เมื่อธิดาฟาโรห์ลงมาสรงน้ำ จึงเจอทารกน้อยโมเสส จึงนำไปเลี้ยงดู ชื่อของโมเสส แปลว่า "ฉุดขึ้นมาจากน้ำ" โมเสสได้โตขึ้นมาโดยมีมารดาเป็นแม่นมของตนเอง
โมเสสฆ่าคนอียิปต์
      แม้โมเสสจะโตขึ้น โดยการเลี้ยงดูของธิดาฟาโรห์ แต่ยังคงเป็นคนรักในความเป็นอิสราเอล และพบเห็นว่าคนอิสราเอลต้องตรากตรำทำงานหนัก วันหนึ่งขณะโมเสสไปอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล พบชาวอียิปต์กำลังตีคนอิสราเอล เมื่อมองดูว่าไม่มีใคร โมเสสจึงฆ่าชาวอียิปต์คนนั้น และฝังซ่อนไว้ในทราย วันรุ่งขึ้น ขณะโมเสสกำลังเดินอยู่ พบชาวอิสราเอลกำลังทะเลาะกัน จึงเข้าไปเตือน แต่กลับถูกย้อนว่า "ใครตั้งท่านให้เป็นเจ้านาย และเป็นตุลาการปกครองข้าพเจ้า ท่านตั้งใจจะฆ่าข้าพเจ้า เหมือนกับที่ได้ฆ่าคนอียิปต์คนนั้นหรือ"เมื่อโมเสสได้ยินดังนั้น ก็ตกใจ และทราบว่าเรื่องนี้ลือกันไปทั่วแล้ว จึงหลบหนีออกไปอยู่ที่เมืองมีเดียน โดยอาศัยอยู่กับเยโธร ปุโรหิตของเมืองนั้น
ทรงเรียกโมเสส
      ภายหลังจากฟาโรห์สิ้นพระชนม์ ชาวอิสราเอลก็คร่ำครวญกับพระเจ้า พระองค์จึงทรงระลึกถึงชนชาวอิสราเอล พระองค์จึงทรงไปปรากฏต่อหน้าโมเสส เพื่อเป็นผู้นำอิสราเอลให้ออกจากอียิปต์ ไปยังดินแดนคานาอัน อันเป็นดินแดนที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับราฮัมว่าจะยกให้แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน เมื่อพระเจ้าทรงเรียกโมเสสนั้น ทรงกระทำหมายสำคัญ 3 ประการเพื่อให้โมเสสตอบรับหน้าที่นี้ หมายสำคัญทั้งสามประการได้แก่

    1 พระเจ้าทรงให้โมเสส โยนไม้เท้าลงบนพื้น และไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และเมื่อโมเสสจับหางงู งูนั้นก็กลายเป็นไม้เท้าดังเดิม

    2 พระเจ้าทรงให้โมเสส สอดมือไว้ที่อก เมื่อชักมือออกมา มือนั้นก็กลายเป็นเรื้อน และเมื่อสอดมือไว้ที่อกอีกครั้ง มือนั้นก็เป็นปกติ

    3 พระเจ้าทรงให้โมเสสตักน้ำมา และเทลงบนพื้น น้ำนั้นก็กลายเป็นเลือดบนดินนั้น
แต่ถึงกระนั้น โมเสส ก็ยังคงมีข้อต่อรองกับพระเจ้า ด้วยโมเสสบอกว่าตนเองพูดไม่เก่ง เกรงว่าชาวอิสราเอลจะไม่ยอมฟัง พระเจ้า จึงให้อาโรน พี่ชายของโมเสส ซึ่งเป็นคนพูดเก่ง เป็นผู้ช่วยของเขา
ดังนั้นโมเสสจึงได้ลาพ่อตา และเดินทางกลับไปยังอียิปต์ และพบกับอาโรนเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จต่อไป เมื่อโมเสสได้ไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ที่อียิปต์ครั้งนี้ โมเสสมีอายุ 80 ปี และอาโรนมีอายุ 83 ปี
เหตุการณ์สำคัญ
     เมื่อโมเสสเข้าเฝ้าฟาโรห์ในครั้งนั้น โมเสสทูลขอให้ฟาโรห์ปล่อยอิสราเอลให้ไปนมัสการพระเจ้าในถิ่นทุรกันดาร (ทะเลทราย) ฟาโรห์มีพระทัยแข็งกระด้าง และไม่ยินยอมให้อิสราเอลไป ในครั้งนั้น โมเสส และ อาโรน จึงได้รับบัญชาจากพระเจ้าในการทำให้เกิดภัยพิบัติแก่อียิปต์ ถึง 10 ประการ จนในที่สุด ฟาโรห์ และเหล่าข้าราชบริพารจึงพากันขับไล่อิสราเอลออกไปจากอียิปต์
     ก่อนภัยพิบัติครั้งสุดท้าย พระเจ้าทรงให้โมเสสนำอิสราเอลประกอบพิธีปัสกาขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความเป็นอิสราเอลไว้ เพื่อในคืนนั้นพระเจ้าจะผ่านเลยบ้านที่มีเลือดแกะปัสกาป้ายอยู่ แต่บ้านชาวอียิปต์พระเจ้าจะทรงนำเอาบุตรหัวปีของพวกเขาไป พิธีปัสกา จึงเป็นพิธีที่อิสราเอลเฉลิมฉลองถึงเหตุการณ์ความเป็นไท ในครั้งนี้
     เมื่อเดินทางมาริมทะเลแดง กองทัพอียิปต์ก็ติดตามอิสราเอลมา เพื่อตามอิสราเอลกลับไปเป็นทาสดังเดิม ครั้งนี้ พระเจ้าทรงให้โมเสสชูไม้เท้าขึ้นเหนือน้ำ ทำให้ทะเลแดงแหวกออก เป็นทางเดินให้อิสราเอลเดินข้ามไป แต่เมื่อกองทัพอียิปต์จะข้ามตาม ทะเลก็กลับคืนดังเดิม และท่วมกองทัพอียิปต์ตายไปเสียสิ้น
     เมื่อเดินทางถึงภูเขาซีนาย พระเจ้าทรงเรียกโมเสส ขึ้นไปเข้าเฝ้าพระพักตร์พระองค์ แบบหน้าต่อหน้า และที่ภูเขาซีนายนี่เอง ที่พระเจ้าทรงประทานบัญญัติ 10 ประการมาให้อิสราเอลและประทานกฎหมายข้อบังคับต่างๆ ให้แก่พวกเขา
     เมื่อออกเดินทางจากภูเขาซีนาย ก็เข้าสู่เขตแดนคานาอัน ในครั้งนั้น โมเสสส่งผู้สอดแนม จากบรรดาหัวหน้าในคนอิสราเอล จำนวน 12 คน (ตามเผ่าของอิสราเอล) ไปดูลาดเลาในคานาอัน ในจำนวนนั้น ยกเว้น โยชูวา และ คาเล็บ ต่างพากันให้ร้ายแก่แผ่นดินคานาอันนั้น เป็นเหตุให้คนอิสราเอลทั้งหลายไม่ยอมเดินทางเข้าแผ่นดินคานาอันตามที่พระเจ้าทรงบัญชา เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้อิสราเอลต้องใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทราย เป็นเวลา 40 ปี นับตามจำนวนวันที่ผู้สอดแนมเดินทางไปดูลาดเลาแผ่นดินนั้น และบรรดาอิสราเอลที่มีอายุเกิน 20 ปีในวันนั้น ยกเว้น โยชูวา และ คาเล็บ ล้วนไม่มีใครได้เข้าไปในแผ่นดินคานาอันเลย
     ขณะเมื่ออยู่ในทะเลทราย ช่วง 40 ปีอันโหดร้ายนั้น ครั้งหนึ่งเกิดการกันดารน้ำ ชาวอิสราเอลจึงมาต้ดพ้อโมเสส ในครั้งนี้พระเจ้าตรัสสั่งให้โมเสส ออกไป "บอก" ก้อนหินให้หลั่งน้ำ เพื่อได้มีน้ำใช้ แต่ครั้งนั้นอิสราเอลทำให้โมเสส และอาโรนโกรธอย่างมาก จึงใช้ไม้เท้า ตี หินสองครั้ง น้ำจึงไหลออกมา เหตุการณ์ครั้งนั้น พระเจ้านับว่าทั้งสองไม่เชื่อฟังพระองค์ อาโรนและโมเสสจึงไม่ได้สิทธิในการเข้าไปในแผ่นดินคานาอัน
ชีวิตครอบครัว
    เมื่อโมเสสไปอาศัยอยู่กับ เรอูเอล ปุโรหิตแห่งเมืองมีเดียนนั้น เยโธร ได้ยก ศิปโปราห์ บุตรสาวของตนให้โมเสส และมีบุตร ชื่อ เกอร์โชม
บั้นปลายชีวิต
   โมเสสใช้เวลาปกครองอิสราเอล และนำอิสราเอลเดินทางผ่านทะเลทราย เป็นเวลา 40 ปี เมื่อท่านอายุได้ 120 ปี ก็สิ้นชีวิต โดยมิได้เข้าไปในแผ่นดินคานาอัน แผ่นดินแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า เพราะการไม่เชื่อฟังพระเจ้าเพียงครั้งเดียว ตามบันทึกพระคัมภีร์กล่าวว่า ศพของโมเสส ถูกฝังไว้ในเขตแดนก่อนเข้าแผ่นดินคานาอันนั่นเอง
โมเสสในคัมภีร์อัลกุรอาน และคติของศาสนาอิสลาม
    โมเสส หรือ ที่อัลกุรอานเรียกว่า มูซา เป็นบุตรของอิมรอน บุตรกอฮาต บุตรลาวีย์ บุตรนบียะอฺกูบ บุตรนบีอิสฮาก บุตรนบีอิบรอฮีม เป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ
    เป็นหนึ่งในห้า ศาสดาที่สำคัญที่สุด (อุลุลอัซมิ) ซึ่งอัลกุรอานกล่าวถึงประวัติของศาสดามูซามากกว่าศาสดาอื่น ๆ




A feature length follow-up to Jean-Marie Straub and Danile Huillet''s short film Introduction to Arnold Schoenberg''s Accompaniment to a Cinematographic Scene, this largely static adaptation of Schoenberg''s -Biblical opera balances philosophy and drama while detailing Moses and his older brother''s attempt to help lead the Hebrews out of Egypt.

The original German version of the film was dedicated to Holger Meins, the former cinematography student who joined a West German terrorist group in the early 1970s and died on hunger strike in prison. This dedication was censored by German broadcasters for the film''s first transmission in 1975. It should be noticed that the contrast between ideology and actions has a key role in the film, like in Arnold Schönberg''s opera.

User Reviews
An enriching experience
by Bob Kosovsky (kos@bway.net) (New York City)
As of 1998 I''ve seen the film four times. It''s one of those rare films that when I''ve finished viewing it, I feel as if my intelligence has gained something. Despite the stylization (barely any acting), the film works exceptionally well for those who are willing to let their ideas be challenged.

Incidentally, the version of the film with English-language subtitles provide the only alternative translation of the text that I know, and one that is more faithful to the German. All other English texts are based on the singing text of the vocal score, and thus is shaped to fit to the rhythms of the notes rather than absolutely fidelity to the original meaning.


Fascinating cinematic realization of Schoenberg''s problematic masterpiece

By Y.P.
Arnold Schoenberg admitted that his stage direction was unrealizable and gave up any hope of seeing the opera staged. After all, where are we going to find an illusionist-tenor who can perform three biblical miracles on stage? How about staging Four Naked Virgins copulating with the Golden Calf? Even though I generally prefer opera staged instead of filmed, in this case the film version at least has a legitimate claim as a viable alternative. This alternative is here brilliantly realized by the legendary filmmaking duo Jean-Marie Straub and Danièle Huillet.

Anyone who knows anything about this duo''s films will notice their signature characteristics here: frequent long and immobile shots, rigid and "geometric" camera movements, rigorous and intellectual style etc.. This is not a film for entertainment, nor was it intended to be. For example, even the orgy scene is shot from a certain emotional distance, composed with stylized movements and frames. This austere approach works well for me, and I suspect for Arnold Schoenberg as well since he never meant for this opera to be anything but uncompromising and soul-searching piece of "high art" (instead of a stimulant of senses). Note that this film includes (part of) unfinished Act III, in the form of dialogues between Moses and Aron without music. (*1)

The austere video is matched by the austere musical performance, here conducted by Michael Gielen (Schoenberg''s son-in-law) with Chor und Sinfonieorchester des Österreichischen Rundfunks (ORF). At times, the chorus sounds a bit underrehearsed, but only slightly. Both Günter Reich''s strong Moses and Louis Devos''s eloquent Aron are superb. Even though the performance is not as sharp-edged and penetrating as in Pierre Boulez''s 1975 recording or as intense and hot-blooded as in Georg Solti''s 1984 account, it is good on its own terms. The only real downside of this release is the sound track. This is a filmed opera, and the music is at least as important as the video. Unfortunately here the sound track is encoded in the inferior Dolby Digital format. The full sonic impact is thus partially lost. I hope some days we will be given another release which has high-fidelity sound tracks, ones that match at least the CD recording of this performance. -- Are there anyone listening in the New Yorker Films/Video? Criterion Collection? (This film was produced by Janus-Film und Fernsehen.)

Currently 3 versions of this opera are available in DVD. Besides this film version, there are videos from Vienna 2006 production and Ruhrtriennale 2009 production. This film version is by far more gripping for me.(*2) I have owned a bootleg version of this film for many years and only recently discovered this New Yorker Film Dec 2011 release. Indeed, I was not fortunate enough to have seen a live production of this masterpiece on stage, so this film was my introduction to the visual aspect of this opera, before the appearance of the Vienna production many years later.

And by the way, this DVD film is "PITCH PERFECT", at least to this reviewer who does not possess the absolute pitch and is away from his piano. If other releases inadvertently raised the pitch by a 4th, it is not present here.(*3) It is unconscientious to give this DVD release one-star rating, as in another review, based on another release of the film. (That prompted me to write this review.)

Contents: This New Yorker Films 2011 release comes with a single DVD in DVD-9 (dual-layer) format. The DVD contains 107 minutes of the main film and a 16-min short film "Einleitung zu Arnold Schoenbergs Begleitmusik zu einer Lichtspielszene" ("Introduction to Arnold Schoenberg''s Accompaniment to a Cinematographic Scene"), by Straub and Huillet (with Straschek and Nestler). The video quality is good enough for a 1973 film, but could certainly be better. The single sound track is encoded in the compressed (mono-sounding) Dolby Digital format. The subtitles are available only in English, even though the backcover claims to include the German subtitles. Additionally, the package comes with a 40-page booklet containing full libretto in German and English, as well as 2 essays by Michael Gallope and Allen Shawn (in English only).

Anyone interested in Schoenberg''s music, or in Straub--Huillet''s films, should not miss this DVD. Highly recommended.

-------------
(*1) Schoenberg did not live to see the opera finished or staged. He applied for a Guggenheim Fellowship to complete the scores, but was rejected. I wonder who sit in the panel of referees....

(*2) Among the 2 staged opera productions, my preference goes to the Vienna production.

(*3) I have no doubt that the warning from another reviewer (who by implication possesses the absolute pitch) is justified. However, I have yet to figure out a way to raise the pitch by a (perfect) 4th without making the film eerily unnatural. For example, to raise the pitch by a perfect 4th by speeding up the playback, one has to increase the speed by 33%! Neither this version, nor my previous bootleg version, has this problem as far as I tell/remember.
 


 

คลิกดู การแสดงที่ต้องเปลือยกายเรื่องอื่นๆได้แก่

 

Vivaldi: Ercole sul Termodonte (2007) (2แผ่นจบ)(บรรยายอังกฤษ) 
Directer:John Pascoe สุดยอดโอเปร่าที่ต้องแก้ผ้าเล่น ผลงานของคีตกวียุคบาโรก อันโตนีโอ ลูซิโอ วีวัลดี กับเรื่องราวในตำนานกรีกกับภารกิจที่9ของเฮอคิวลีส
   
Creation 2012 Dave St-Pierre (2012) (ไม่มีบรรยาย)
Choreography: Dave St-Pierre Directed by: Louise Narboni การเต้นรำที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ ที่ตรงข้ามกับกรอบของสังคมอันฉาบฉวยและบกพร่อง โดยนักเต้น 25คนของเขาต้องเปลือยกายแสดงอย่างเต็มรูปแบบ และเขาแนะนำว่าผู้ชมควรมีอายุมากกว่า 18 ปี
   
NAKED BOYS SINGING! (2007) 
(ภาษาอังกฤษ) กำกับ: Robert Schrock, Troy Christian หนุ่มๆมาแก้ผ้า(จริงๆ)ร้องเพลงกัน ใครชอบเพลงสไตล์บรอดเวย์ พลาดไม่ได้เล้ย หนังแปลกๆกล้าโคตร ไม่รุคิดได้ไง 

 

   
Puppetry of the Penis: Live at the Forum (Special Version) (2001)(ไม่มีบรรยาย) 
Directer:Mick De Montignie แผ่นนี้เป็น Versionพิเศษ ต่างจากท้องตลาด คือ มี สารคดี Tackle Happy ฉบับเต็ม ความยาวประมาณ 1ชม.14นาที แถมให้ด้วย ซึ่งแผ่นที่มีขายที่อื่นในส่วนนี้จะเป็นแค่หนังตัวอย่าง 2นาที
   
Naked World Dusseldorf Germany August 6, (2006) 
(ไม่มีบรรยาย) Directer:Spencer Tunick, Jonathan V. Porcelli เบื้องหลังการถ่ายภาพนู้ดหมู่สุดอลังการของศิลปินช่างภาพ Spencer Tunick สำหรับครั้งนี้เป็นการถ่ายภาพที่ Dusseldorf Germany งานนี้ตลึงจริงๆ ทั้งตื่นตาตื่นใจ ใครชอบงานศิลป์พลาดไม่ได้เลยครับ

 


 

 


เข้าชม : 7361    [ ขึ้นบน ]
ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในประเภท: music: originEurope: SubtitleEnglish: curious: classic: NudeFilms: recommend



การแสดงบนเวทีและคอนเสิร์ตเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ..ลองเข้าไปดูซิครับ